เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 41 - รายนามผู้เข้าร่วมการประลองอัจฉริยะ

บทที่ 41 - รายนามผู้เข้าร่วมการประลองอัจฉริยะ

บทที่ 41 - รายนามผู้เข้าร่วมการประลองอัจฉริยะ


บทที่ 41 - รายนามผู้เข้าร่วมการประลองอัจฉริยะ

★★★★★

ณ ภูเขาชางอู๋ สาขาเขตแดนตะวันออกแห่งสถาบันวิถีเร้นลับ

หมอกบางยามเช้าตรู่ยังไม่ทันจางหาย เรือนเมฆาอัคคีที่ตั้งอยู่บริเวณตีนเขาก็ถูกปกคลุมด้วยแสงสีทองแดงอร่าม แสงนั้นไม่ได้เจิดจ้าจนบาดตา แต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นละมุนละไม ราวกับแสงตะวันยามเช้าที่สาดส่องผ่านก้อนอำพันลงมาสู่โลกมนุษย์ พลังปราณธาตุไฟที่อยู่รอบเรือนพักถูกดึงดูดเข้ามาราวกับมีวังวนที่มองไม่เห็น มันไหลบ่าเข้าสู่ห้องฝึกตนอย่างต่อเนื่อง จนก่อตัวเป็นวังวนพลังปราณที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอยู่เหนือหลังคา

ภายในห้องฝึกตน หลินลี่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรองนั่งหยกอัคคี เปลือกตาปิดสนิท ลมหายใจเข้าออกยาวเหยียด เปลวเพลิงวิเศษทั้งหกชนิดกำลังไหลเวียนอยู่อย่างเชื่องช้าภายในร่างกาย ต่างฝ่ายต่างอยู่ในตำแหน่งของตนเองโดยไม่ก้าวก่ายกัน สีทองแดงอร่ามของเพลิงจักรพรรดิผลาญนภา สีดำสนิทของเพลิงอเวจีเก้าชั้น สีม่วงประกายทองของเพลิงอสนีม่วงขีดสุด สีเงินยวงของเพลิงวิญญาณเหมันต์ลี้ลับ สีเขียวมรกตของเพลิงแก่นพิภพบงกชเขียว และสีน้ำเงินเข้มของเพลิงอเวจีปฐพี เปลวเพลิงทั้งหกสีสอดประสานกัน ก่อตัวเป็นมังกรเพลิงหลากสีที่กำลังโบยบินอยู่ภายในจุดตันเถียน พลางกลืนกินพลังปราณธาตุไฟอันบริสุทธิ์เข้าไป

คัมภีร์ผลาญอัคคีถูกโคจรจนถึงขีดสุด พลังของเพลิงวิเศษทั้งหกถูกเขาดูดซับและหลอมรวมกลายเป็นพลังปราณของตนเองอย่างช้าๆ กลิ่นอายพลังขั้นเร้นเทวะระดับห้าไหลเวียนอยู่รอบกาย หนักแน่นและมั่นคงอย่างยิ่ง ไม่เหมือนกับคนที่เพิ่งทะลวงเข้าสู่ระดับนี้เลยแม้แต่น้อย

เหลือเวลาอีกเพียงสามเดือนก่อนจะถึงการประลองอัจฉริยะสี่เขตแดน

นี่คือเดือนที่สามแล้วนับตั้งแต่เขาเข้าร่วมกับสาขาของสถาบันวิถีเร้นลับ

เมื่อสามเดือนก่อน ตอนที่เขาเพิ่งมาถึงภูเขาชางอู๋แห่งนี้ เขายังอยู่เพียงขั้นเร้นเทวะระดับหนึ่ง แต่ตอนนี้ ภายใต้การชี้แนะอย่างใกล้ชิดของท่านอาจารย์หัวหน้าเสิ่นยวน บวกกับทรัพยากรการฝึกตนอันมหาศาลที่สถาบันวิถีเร้นลับจัดหาให้ เขาก็สามารถทะลวงผ่านคอขวดติดต่อกันถึงสี่ระดับ และเปิดขุมทรัพย์ศักดิ์สิทธิ์ได้สำเร็จถึงสี่แห่ง ได้แก่ ขุมทรัพย์ธาตุไฟ ขุมทรัพย์พละกำลัง ขุมทรัพย์ความเร็ว และขุมทรัพย์วิญญาณ การเปิดขุมทรัพย์ศักดิ์สิทธิ์แต่ละแห่งทำให้ความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มพูนขึ้นอย่างก้าวกระโดด และยังช่วยให้เขาสามารถควบคุมพลังของเพลิงวิเศษทั้งสี่ชนิดได้อย่างเชี่ยวชาญมากยิ่งขึ้นด้วย

แต่สิ่งที่ทำให้เขาได้รับประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่โอสถวิเศษหรือผลึกปราณล้ำค่า หากแต่เป็นตัวเรือนเมฆาอัคคีแห่งนี้ต่างหาก

เรือนพักแห่งนี้ตั้งอยู่บนจุดศูนย์กลางของเส้นชีพจรเพลิงแห่งภูเขาชางอู๋ ลึกลงไปใต้ดินมีเส้นชีพจรวิญญาณธาตุไฟไหลผ่าน ทำให้ความหนาแน่นของพลังปราณ ณ ที่แห่งนี้แทบจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ การฝึกตนที่นี่เพียงหนึ่งวัน เทียบเท่ากับการฝึกฝนโลกภายนอกถึงสามวัน ยิ่งไปกว่านั้น ภายในเรือนยังมีบ่อน้ำพุร้อนที่มีพลังปราณธาตุไฟบริสุทธิ์อัดแน่นอยู่ การลงไปแช่ตัวในน้ำพุร้อนไม่เพียงแต่ช่วยเร่งความเร็วในการฝึกตน แต่ยังช่วยหล่อเลี้ยงเส้นลมปราณและขัดเกลาเรือนร่างให้แข็งแกร่งขึ้นอีกด้วย

"สถานที่แห่งนี้ สมกับเป็นสรวงสวรรค์ของผู้ฝึกตนสายธาตุไฟจริงๆ" เสียงของหลิงชิงเยว่ดังขึ้นในห้วงคำนึง แฝงไว้ด้วยความพึงพอใจที่หาได้ยากยิ่ง "รากฐานของสถาบันวิถีเร้นลับ ยอดเยี่ยมกว่าสถานศึกษาเมฆาอย่างเทียบไม่ติด"

หลินลี่ไม่ได้ตอบโต้ใดๆ เขากำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการฝึกตน เปลวเพลิงวิเศษทั้งหกชนิดได้ก่อกำเนิดเป็นความสมดุลอันละเอียดอ่อนขึ้นภายในร่างกาย โดยมีเพลิงจักรพรรดิผลาญนภาเป็นศูนย์กลาง ควบคุมเปลวเพลิงอีกห้าชนิดที่ล้อมรอบอยู่อย่างเป็นระเบียบ ความสมดุลนี้ได้มาอย่างยากลำบากนัก เมื่อสามเดือนก่อน เปลวเพลิงทั้งหกชนิดยังคงปะทะกันเองอยู่ภายในร่างกายของเขา ทุกครั้งที่เดินพลังลมปราณก็เปรียบเสมือนการเต้นรำอยู่บนปลายมีด หากพลั้งเผลอเพียงนิดเดียว พลังปราณอาจตีกลับจนธาตุไฟเข้าแทรกได้

เป็นหลิงชิงเยว่ที่คอยชี้แนะวิธีสร้างความสมดุลให้กับเขา

"เพลิงวิเศษก็เปรียบเสมือนคน ล้วนมีอารมณ์และนิสัยใจคอเป็นของตัวเอง" นางเคยกล่าวไว้เช่นนั้น "เพลิงจักรพรรดิผลาญนภาดุดัน เจ้าก็ให้มันเป็นแกนนำ เพลิงอเวจีเก้าชั้นเร้นลับ เจ้าก็ให้มันเป็นนักลอบสังหาร เพลิงอสนีม่วงขีดสุดเกรี้ยวกราด เจ้าก็ให้มันเป็นทัพหน้า เพลิงวิญญาณเหมันต์ลี้ลับเย็นยะเยือก เจ้าก็ให้มันเป็นกองหนุน เพลิงแก่นพิภพบงกชเขียวอ่อนโยน เจ้าก็ให้มันเป็นตัวประสาน เพลิงอเวจีปฐพีเจาะเกราะ เจ้าก็ให้มันเป็นทัพจู่โจม แบ่งหน้าที่กันให้ชัดเจน ไม่ก้าวก่ายกัน ย่อมอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ"

หลินลี่ทำตามคำแนะนำนั้น ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา เขาคอยปรับตำแหน่งและสัดส่วนของเพลิงวิเศษทั้งหกชนิดอยู่ทุกวัน เพื่อค้นหาจุดสมดุลที่สมบูรณ์แบบที่สุด กระบวนการนี้ช่างน่าเบื่อหน่ายและยาวนาน หากผิดพลาดเพียงนิดเดียว ความพยายามทั้งหมดก็จะสูญเปล่า แต่ความอดทนและความมุ่งมั่นของเขานั้นเหนือกว่าคนทั่วไปมากนัก คนที่สามารถยิ้มรับความเจ็บปวดบนเส้นทางถามใจได้ สิ่งที่เขามีมากที่สุดก็คือความอดทน

และในที่สุด วันนี้เขาก็ทำสำเร็จแล้ว

เปลวเพลิงวิเศษทั้งหกชนิดหมุนวนอยู่ในจุดตันเถียนอย่างสมบูรณ์แบบ ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตนเองโดยไม่ขัดแย้งกัน ราวกับขุนพลทั้งหกที่คอยรับคำสั่งจากเพลิงจักรพรรดิผลาญนภาและประสานงานกันอย่างลงตัว ความเร็วในการโคจรคัมภีร์ผลาญอัคคีเพิ่มขึ้นจากเดิมหลายเท่าตัว ประสิทธิภาพในการแปรเปลี่ยนพลังปราณก็สูงขึ้นตามไปด้วย

หลินลี่ค่อยๆ ลืมตาขึ้น พร้อมกับพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา ลมหายใจนั้นเจือด้วยประกายสีดำจางๆ ซึ่งเป็นสิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่ภายในร่างกาย และถูกความร้อนของเพลิงวิเศษแผดเผาจนถูกขับออกมา

"ทำได้ไม่เลว" เสียงของหลิงชิงเยว่แฝงแววชื่นชม "เปลวเพลิงวิเศษทั้งหกชนิดเริ่มผสานเข้าด้วยกันแล้ว ตอนนี้คัมภีร์ผลาญอัคคีของเจ้าถือว่าบรรลุขั้นต้นแล้ว ต่อจากนี้ก็ต้องอาศัยความพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อขัดเกลาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เรื่องแบบนี้ใจร้อนไม่ได้หรอกนะ"

หลินลี่พยักหน้ารับ ลุกขึ้นยืนแล้วยืดเส้นยืดสายเบาๆ เสียงกระดูกลั่นดังเป๊าะแป๊ะราวกับเสียงจุดประทัด ร่างกายของเขาได้รับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งจากขุมทรัพย์พละกำลังจนถึงขีดสุด หากวัดกันที่ความแข็งแกร่งทางร่างกายเพียงอย่างเดียว เขาแทบจะไม่เป็นรองผู้ฝึกตนสายบ่มเพาะกายาในระดับเดียวกันเลย

เมื่อเดินออกจากห้องฝึกตน แสงแดดอันอบอุ่นก็สาดส่องลงมา บนโต๊ะหินกลางลานบ้านมีกาน้ำชาและขนมสองสามจานวางอยู่ หลี่เสวียนกำลังนั่งอ่านตำราโบราณที่ยืมมาจากหอคัมภีร์ของสถาบันวิถีเร้นลับอย่างตั้งอกตั้งใจ

"ท่านอาจารย์" หลินลี่เดินเข้าไปนั่งฝั่งตรงข้าม

หลี่เสวียนเงยหน้าขึ้นมองเขา มุมปากยกเป็นรอยยิ้มบางๆ

"ทะลวงขั้นแล้วหรือ"

"ขอรับ เปลวเพลิงวิเศษทั้งหกชนิดหลอมรวมกันในระดับเบื้องต้นแล้ว"

"ยอดเยี่ยมมาก" หลี่เสวียนวางตำราลง แล้วยกถ้วยชาขึ้นจิบ "สามเดือน ทะลวงจากขั้นเร้นเทวะระดับหนึ่งมาสู่ระดับห้า ดูดซับเพลิงวิเศษสี่ชนิดได้อย่างสมบูรณ์ และผสานเพลิงทั้งหกชนิดเข้าด้วยกันได้สำเร็จ ความเร็วระดับนี้ ต่อให้หาทั่วทั้งเขตแดนตะวันออก ก็คงหาใครเทียบได้ยาก"

"แต่นั่นก็ยังไม่พอขอรับ" หลินลี่ส่ายหน้า "ในการประลองอัจฉริยะสี่เขตแดน ข้าต้องเผชิญหน้ากับอัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดจากทั้งเขตแดนตะวันออก ตะวันตก ใต้ และเหนือ แค่ขั้นเร้นเทวะระดับห้า ยังไม่เพียงพอที่จะคว้าชัยชนะมาได้หรอกขอรับ"

หลี่เสวียนมองเขาโดยไม่ได้เอ่ยคัดค้าน เพียงแค่กล่าวสั้นๆ ว่า "ถ้าเช่นนั้นก็จงพยายามต่อไป"

หลินลี่พยักหน้า หยิบขนมบนโต๊ะขึ้นมากิน

ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา กิจวัตรประจำวันของเขาเป็นไปอย่างเคร่งครัด เช้าตรู่ฝึกฝนพลังปราณ สายฝึกซ้อมกระบวนท่าต่อสู้ บ่ายหลอมโอสถ และค่ำศึกษาคัมภีร์วิชา หลี่เสวียนไม่เคยเข้าไปก้าวก่ายการฝึกของเขาเลย ชายหนุ่มเพียงแค่นั่งจิบชาอ่านหนังสืออยู่ในลานบ้าน และมักจะออกไป "เดินเล่น" เป็นบางครั้ง หลินลี่ไม่รู้ว่าอาจารย์ออกไปทำอะไรและไม่เคยถาม แต่เขาสังเกตเห็นว่า ทุกครั้งที่อาจารย์กลับมาจากการ "เดินเล่น" กลิ่นอายของพวกสอดแนมที่ซุ่มซ่อนอยู่รอบๆ สถาบันวิถีเร้นลับจะลดน้อยลงไปทีละคนสองคนเสมอ

เขาพอจะเดาออกว่าอาจารย์กำลังทำอะไรอยู่

แต่เขาเลือกที่จะไม่ถาม บางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยออกมา

"อ้อ จริงสิ" จู่ๆ หลี่เสวียนก็เอ่ยขึ้น "วันนี้ทางสถาบันวิถีเร้นลับมีประกาศออกมาแล้ว รายนามผู้เข้าร่วมการประลองอัจฉริยะสี่เขตแดนถูกกำหนดเป็นที่เรียบร้อย เจ้าได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในสมาชิกแกนนำของตัวแทนเขตแดนตะวันออกด้วยนะ"

มือของหลินลี่ชะงักไปเล็กน้อย

"ในรายนามมีใครบ้างหรือขอรับ"

"ตัวแทนเขตแดนตะวันออกมีสิบคน ได้แก่ เจ้า ซูไป๋อี หนิงอู๋เชวีย ฮวาเสี่ยงหรง เถี่ยถ่า อวี้หลิงซาน เหลยต้ง และอีกสามคนที่เจ้าไม่น่าจะคุ้นเคยนัก" น้ำเสียงของหลี่เสวียนราบเรียบ "ส่วนรายนามของอีกสามเขตแดนก็ออกมาแล้ว มีตัวอันตรายอยู่สองสามคนที่น่าจับตามอง"

เขาวางถ้วยชาลง ล้วงแผ่นหยกบันทึกออกมาจากแขนเสื้อแล้วส่งให้หลินลี่

"ลองดูเอาเองเถอะ"

หลินลี่รับแผ่นหยกมา แล้วส่งสัมผัสเทวะเข้าไปตรวจสอบ

ภายในแผ่นหยกคือรายนามผู้เข้าร่วมการประลองอัจฉริยะสี่เขตแดนฉบับสมบูรณ์ มีทั้งชื่อ อายุ ระดับการฝึกตน และภูมิหลังของผู้เข้าแข่งขันทุกคนระบุไว้อย่างละเอียด สายตาของเขากวาดผ่านรายนามของเขตแดนตะวันออก และหยุดอยู่ที่ชื่อของตัวเองชั่วครู่ ขั้นเร้นเทวะระดับห้า อดีตศิษย์สถานศึกษาเมฆา ปัจจุบันเป็นศิษย์แกนนำสาขาเขตแดนตะวันออกแห่งสถาบันวิถีเร้นลับ มีรากปราณสวรรค์ธาตุไฟ ครอบครองเพลิงวิเศษหกชนิด

คำอธิบายนี้ทำให้เขาต้องขมวดคิ้ว ข่าวเรื่องที่เขามีเพลิงวิเศษถึงหกชนิด สถาบันวิถีเร้นลับรู้เรื่องนี้ได้อย่างไรกัน

"เครือข่ายข่าวกรองของสถาบันวิถีเร้นลับ แข็งแกร่งกว่าที่เจ้าคิดไว้นัก" เสียงของหลิงชิงเยว่ดังขึ้นอธิบาย "เจ้าเคยใช้เพลิงอเวจีปฐพีและเพลิงวิญญาณเหมันต์ลี้ลับในดินแดนลับ เคยใช้เพลิงจักรพรรดิผลาญนภาที่สถานศึกษาเมฆา และเพิ่งจะใช้เพลิงอสนีม่วงขีดสุดต่อหน้าเซียวเหยี่ยน เพลิงวิเศษสี่ชนิดนี้ถูกเปิดเผยออกไปแล้ว ส่วนเพลิงอเวจีเก้าชั้นกับเพลิงแก่นพิภพบงกชเขียว เจ้ายังไม่เคยนำออกมาใช้ต่อหน้าธารกำนัล สถาบันวิถีเร้นลับไม่น่าจะรู้เรื่องนี้"

หลินลี่พยักหน้ารับ แล้วกวาดสายตาอ่านต่อไป

ในรายนามตัวแทนเขตแดนตะวันตก มีชื่อหนึ่งที่ทำให้เขาต้องหยุดชะงัก

จ้าวอู๋จี๋ ขั้นเร้นเทวะระดับหก ศิษย์แกนนำสถาบันวิถีเร้นลับสาขาเขตแดนตะวันตก

คิ้วของหลินลี่ขมวดเข้าหากันแน่น

จ้าวอู๋จี๋ คนของราชวงศ์เขตแดนตะวันออกไม่ใช่หรือ เขาเคยพบจ้าวอู๋จี๋ในดินแดนลับ ชายหนุ่มผู้มีรอยยิ้มลึกลับประดับอยู่บนใบหน้าเสมอ อัจฉริยะจากราชวงศ์จ้าว แล้วทำไมชื่อของเขาถึงไปปรากฏอยู่ในรายนามตัวแทนของเขตแดนตะวันตกได้ล่ะ

"รู้สึกแปลกใจล่ะสิ" เสียงของหลี่เสวียนดังขึ้น

หลินลี่เงยหน้าขึ้นมองอาจารย์

"ท่านอาจารย์ ท่านรู้สาเหตุหรือขอรับ"

หลี่เสวียนพยักหน้า วางถ้วยชาลง สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง

"ตัวตนที่แท้จริงของจ้าวอู๋จี๋ ไม่ใช่ลูกหลานราชวงศ์เขตแดนตะวันออก เขาคือคนของนิกายอู๋จี๋แห่งทวีปมัชฌิม"

รูม่านตาของหลินลี่หดเกร็งทันที

"นิกายอู๋จี๋จากทวีปมัชฌิมหรือขอรับ"

"อืม" น้ำเสียงของหลี่เสวียนราบเรียบ แต่ทุกถ้อยคำเปรียบเสมือนก้อนหินที่ถูกโยนลงสู่ผิวน้ำอันเงียบสงบ "เมื่อหลายปีก่อน นิกายอู๋จี๋ส่งเขามาที่เขตแดนตะวันออก แฝงตัวเข้ามาในฐานะลูกหลานสายรองของราชวงศ์ เพื่อทำหน้าที่รวบรวมข่าวสารในเขตแดนตะวันออก ตัวตนที่เขาใช้อยู่ในปัจจุบันคือของปลอม จ้าวอู๋จี๋ตัวจริงตายไปตั้งแต่ยังเด็ก และถูกเขาสวมรอยแทน"

คิ้วของหลินลี่ขมวดแน่นยิ่งกว่าเดิม

"ศิษย์ของนิกายใหญ่จากทวีปมัชฌิม แฝงตัวอยู่ในเขตแดนตะวันออกมานานหลายปี... พวกเขาต้องการอะไรกันแน่ขอรับ"

"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน" หลี่เสวียนส่ายหน้า "แต่ตอนที่ท่านอาจารย์หัวหน้าเสิ่นยวนเล่าเรื่องนี้ให้ข้าฟัง สีหน้าของเขาดูเคร่งเครียดมาก เรื่องที่ทำให้ยอดฝีมือขั้นนิพพานระดับเก้าสูงสุดต้องรู้สึกหนักใจ ย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดาอย่างแน่นอน"

หลินลี่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

"จ้าวอู๋จี๋จะเป็นตัวแทนของเขตแดนตะวันตกในการประลองครั้งนี้หรือขอรับ"

"ใช่ ภารกิจแฝงตัวของเขาจบลงแล้ว เขาจึงกลับไปยังสาขาเขตแดนตะวันตกก่อนการประลองจะเริ่มขึ้น เพื่อเป็นตัวแทนของที่นั่น" หลี่เสวียนเว้นจังหวะไปชั่วครู่ "ท่านอาจารย์หัวหน้าเสิ่นยวนฝากมาเตือนเจ้าว่า หากพบเขาในการประลอง จงระวังตัวให้ดี"

หลินลี่พยักหน้า จดจำชื่อนี้ไว้ในใจอย่างแม่นยำ

สายตาของเขาเลื่อนลงไปอ่านรายนามต่อไป

ตัวแทนเขตแดนใต้ อูหม่าฉางคง ขั้นเร้นเทวะระดับหก ทายาทเผ่าอูหม่าแห่งเขตแดนใต้ เชี่ยวชาญวิชาสายเลือดและวิชาสาปแช่ง คำอธิบายมีเพียงสั้นๆ แต่คำว่า "วิชาสาปแช่ง" กลับทำให้หลินลี่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ วิชาสาปแช่งเป็นวิชาที่พบเห็นได้ยากยิ่งในเขตแดนใต้ เงื่อนไขในการฝึกฝนนั้นโหดหิน แต่พลานุภาพกลับลี้ลับและยากจะป้องกัน

ตัวแทนเขตแดนเหนือ ทัวป๋าสยง ขั้นเร้นเทวะระดับหก เผ่าอนารยชนแห่งเขตแดนเหนือ ร่างกายกำยำ พละกำลังมหาศาล คำอธิบายสั้นยิ่งกว่าเดิม แต่คำว่า "ร่างกายกำยำ" ก็เพียงพอที่จะอธิบายทุกอย่างได้ เผ่าอนารยชนแห่งเขตแดนเหนือมีชื่อเสียงโด่งดังในด้านการบ่มเพาะกายา ผู้ฝึกตนของเผ่านี้มักจะมีร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์ในระดับเดียวกันหลายเท่านัก

"จ้าวอู๋จี๋ อูหม่าฉางคง ทัวป๋าสยง..." หลินลี่พึมพำชื่อทั้งสามออกมาเบาๆ "ล้วนไม่ใช่ตะเกียงไร้น้ำมันเลยสักคน"

"เพราะฉะนั้นเจ้าถึงต้องพยายามให้มากกว่านี้ยังไงล่ะ" หลี่เสวียนลุกขึ้นยืนแล้วบิดขี้เกียจ "เหลือเวลาอีกสามเดือน เตรียมตัวให้พร้อมล่ะ"

เขาหมุนตัวเดินออกไปทางประตูหน้าบ้าน

"ท่านอาจารย์ ท่านจะไปไหนหรือขอรับ"

"ออกไปเดินเล่นสักหน่อย" หลี่เสวียนโบกมือโดยไม่หันกลับมามอง "มื้อเย็นไม่ต้องรอข้านะ"

หลินลี่มองตามแผ่นหลังของอาจารย์จนลับสายตา มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ

ออกไปเดินเล่น ทุกครั้งที่อาจารย์พูดประโยคนี้ หมายความว่าต้องมีใครสักคนดวงซวยแน่ๆ

เขาดึงสายตากลับมา แล้วหยิบแผ่นหยกขึ้นมาอ่านรายนามตัวแทนของเขตแดนตะวันตก ใต้ และเหนืออย่างละเอียดอีกครั้ง จดจำทุกชื่อที่น่าสนใจเอาไว้ในใจ

จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืน และเดินกลับเข้าไปในห้องฝึกตน

ในเวลาสามเดือนนี้ เขาจะต้องทะลวงเข้าสู่ขั้นเร้นเทวะระดับหกให้ได้ และต้องยกระดับการผสานเพลิงวิเศษทั้งหกชนิดให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปอีกขั้น

การประลองอัจฉริยะสี่เขตแดน เขาจะต้องเป็นผู้ชนะ

ไม่ใช่เพื่อสิทธิ์ในการเดินทางไปทวีปมัชฌิม แต่เพื่อพิสูจน์ตัวเอง

พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า เขา หลินลี่ ไม่ใช่คนไร้ค่าที่ต้องคอยหลบอยู่หลังอาจารย์ตลอดไป

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 41 - รายนามผู้เข้าร่วมการประลองอัจฉริยะ

คัดลอกลิงก์แล้ว