- หน้าแรก
- จากเศษสวะสู่ตำนานเซียน ด้วยมืออาจารย์ผู้ไร้เทียมทาน
- บทที่ 31 - สะท้านสะเทือนทั่วสารทิศ
บทที่ 31 - สะท้านสะเทือนทั่วสารทิศ
บทที่ 31 - สะท้านสะเทือนทั่วสารทิศ
บทที่ 31 - สะท้านสะเทือนทั่วสารทิศ
★★★★★
การต่อสู้ของหลี่เสวียนที่หน้าประตูสถานศึกษาเมฆาเปรียบเสมือนพายุเฮอริเคนที่พัดถล่ม กวาดล้างไปทั่วทั้งเขตเมฆาและลุกลามไปจนถึงทั่วทั้งเขตแดนตะวันออก
วันแรกที่ข่าวนี้แพร่กระจายออกไป ทุกคนล้วนคิดว่าเป็นเพียงข่าวลือ ยอดฝีมือขั้นหยั่งรู้ความว่างเปล่าระดับเก้าสูงสุด จะไปทำลายล้างยอดฝีมือตระกูลจางถึงหกคน และทำลายการฝึกตนของคนในตำหนักพันอัสนีจนหมดสิ้น เพียงเพื่อเด็กหนุ่มขั้นเปิดชีพจรคนหนึ่งได้อย่างไร?
เรื่องแบบนี้มันจะเป็นไปได้อย่างไร?
แต่เมื่อรายละเอียดต่างๆ เริ่มได้รับการยืนยันมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีข่าวการยืนยันจากพื้นที่ตระกูลจางว่า ป้ายวิญญาณของจางเสวียนหมิง จางเทียนสยง และผู้อาวุโสอีกสี่คนได้แตกสลายไปจนหมดสิ้น ทุกคนก็เริ่มนั่งกันไม่ติด
นี่คือเรื่องจริง
ชายชุดเทาคนนั้นมีตัวตนอยู่จริง
และเด็กหนุ่มที่ชื่อหลินลี่ ก็เป็นลูกศิษย์ของเขาจริงๆ
ปฏิกิริยาของขุมกำลังต่างๆ นั้นแตกต่างกันออกไป
ณ ตระกูลหนิง
หนิงชางไห่ผู้นำตระกูลหนิงนั่งอยู่กลางห้องโถงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เบื้องหน้าของเขามีข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับการต่อสู้ของหลี่เสวียนที่หน้าสถานศึกษาวางอยู่
"ขั้นหยั่งรู้ความว่างเปล่าระดับเก้าสูงสุด..." หนิงชางไห่พึมพำ "ยอดฝีมือระดับนี้มาปรากฏตัวที่เขตเมฆาได้อย่างไร?"
"ท่านผู้นำตระกูล บุคคลผู้นี้มีที่มาไม่แน่ชัด แต่ความแข็งแกร่งนั้นลึกล้ำยากจะหยั่งถึง" ผู้อาวุโสคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง "พวกเราควรจะดึงตัวเขามาเป็นพวกหรือไม่?"
"ดึงมาเป็นพวก?" หนิงชางไห่แค่นยิ้มขื่น "ยอดฝีมือขั้นหยั่งรู้ความว่างเปล่าระดับเก้าสูงสุด จะเอาอะไรไปดึงดูดใจเขาได้? บรรพชนที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลหนิงเราก็อยู่แค่ขั้นหยั่งรู้ความว่างเปล่าระดับเจ็ด ไปยืนอยู่ต่อหน้าเขายังไม่คู่ควรจะผูกเชือกรองเท้าให้ด้วยซ้ำ"
เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาแปรเปลี่ยนเป็นแน่วแน่
"ถ่ายทอดคำสั่งลงไป ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป คนของตระกูลหนิงทุกคนห้ามเป็นศัตรูกับหลินลี่เด็ดขาด หากเป็นไปได้ก็จงพยายามผูกมิตรกับเขาให้มากที่สุด คนผู้นี้พวกเราล่วงเกินไม่ได้"
ณ ตระกูลหลี่
หลี่ชางหลานผู้นำตระกูลหลี่มองดูข้อมูลในมือแล้วเงียบไปเนิ่นนาน
"อาจารย์ของหลินลี่... ขั้นหยั่งรู้ความว่างเปล่าระดับเก้าสูงสุดงั้นหรือ?" เขาหันไปมองหลี่เต้าเสวียนที่อยู่ข้างๆ "เจ้าเคยประลองกับเขาในดินแดนลับใช่ไหม?"
"เคยประลองกันครั้งหนึ่งขอรับ" หลี่เต้าเสวียนตอบ "เพลิงวิเศษของเขาแข็งแกร่งมาก ข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา"
หลี่ชางหลานพยักหน้า
"เจ้าทำถูกแล้ว อย่าไปเป็นศัตรูกับเขา แต่ก็ไม่ต้องจงใจไปผูกมิตร คอยดูลาดเลาไปก่อน"
ณ ตระกูลเจิ้ง
เจิ้งชิวอวี่ยืนอยู่ในห้องโถงปรึกษาหารือของตระกูล เธอกำลังเล่าประสบการณ์ในดินแดนลับให้ทุกคนฟังอย่างละเอียด
หลังจากผู้นำตระกูลเจิ้งฟังจบ เขาก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกคนต้องประหลาดใจออกมา
"เด็กหนุ่มที่ชื่อหลินลี่นั่น หากเป็นไปได้ เจ้าจงแต่งงานกับเขาซะ"
ใบหน้าของเจิ้งชิวอวี่แดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย แต่นางก็ไม่ได้เอ่ยคัดค้านสิ่งใด
ณ ตระกูลจ้าว (ราชวงศ์)
จ้าวอู๋จี๋นั่งอยู่ภายในพระราชวัง ในมือของเขากำลังลูบคลำแหวนมิติวงหนึ่งเล่น มันคือของที่ได้มาจากดินแดนลับ มุมปากของเขายังคงประดับด้วยรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ ในดวงตาทอประกายแห่งการครุ่นคิด
"น่าสนใจ" เขาเอ่ยเสียงเบา "ชักจะน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ"
ณ ห้านิกายใหญ่
นิกายกระบี่เมฆาเขียว หุบเขาร้อยบุปผา ตำหนักวายุอัสนี สำนักวัชระ นิกายควบคุมสัตว์ แต่ละแห่งล้วนมีปฏิกิริยาตอบสนองที่แตกต่างกันไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันนั่นคือ ทุกนิกายล้วนออกคำสั่งขั้นเด็ดขาดว่า ห้ามไปล่วงเกินหลินลี่ และห้ามไปตอแยยอดฝีมือชุดเทาคนนั้นเด็ดขาด
ยกเว้นตำหนักวายุอัสนีเพียงแห่งเดียว
เหลยว่านจวินผู้นำตำหนักวายุอัสนีนั่งอยู่กลางตำหนักใหญ่ด้วยสีหน้าเขียวคล้ำ เบื้องหน้าของเขาคือเหลยว่านถิงและเหลยเชียนสิงที่ถูกทำลายการฝึกตนไปแล้ว
"ขั้นหยั่งรู้ความว่างเปล่าระดับเก้าสูงสุด..." เสียงของเหลยว่านจวินลอดไรฟันออกมา "ช่างเป็นขั้นหยั่งรู้ความว่างเปล่าระดับเก้าสูงสุดที่ยอดเยี่ยมจริงๆ"
"ท่านผู้นำ พวกเราจะทำอย่างไรกันดี?" ผู้อาวุโสคนหนึ่งเอ่ยถาม
เหลยว่านจวินเงียบไปเนิ่นนาน ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยปาก
"เรียกประชุมผู้อาวุโสทุกคน"
แต่เขาไม่ได้บอกว่าเนื้อหาของการประชุมคืออะไร
เพราะภายในใจของเขา กำลังวางแผนการสำหรับก้าวต่อไปเรียบร้อยแล้ว
หลังจากหลี่เสวียนสร้างชื่อเสียงจากการต่อสู้ครั้งนั้น ชีวิตของหลินลี่ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ เขาไม่ต้องไปที่สถานศึกษาเมฆาอีกต่อไปแล้ว
ไม่ใช่ว่าสถานศึกษาไม่อนุญาตให้เขาไป แต่เป็นเพราะมันไม่มีความจำเป็นอีกแล้ว ระดับการฝึกตนและความรอบรู้ของหลี่เสวียนนั้นเหนือชั้นกว่าอาจารย์ทุกคนในสถานศึกษาเมฆาอย่างเทียบไม่ติด เมื่อมีเขาอยู่ หลินลี่ก็ไม่จำเป็นต้องไปเรียนที่สถานศึกษาอีกเลย
"เรื่องสถานศึกษา เจ้าอยากไปก็ไป ไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป" หลี่เสวียนนั่งอยู่ข้างโต๊ะหินในลานบ้าน ในมือถือถ้วยชาเอาไว้ "ด้วยระดับการฝึกตนและความแข็งแกร่งของเจ้าในตอนนี้ ที่นั่นไม่มีอะไรจะสอนเจ้าได้อีกแล้ว"
หลินลี่พยักหน้าโดยไม่พูดอะไรเพิ่มเติม
เขาเองก็ไม่อยากไปสถานศึกษาอีกแล้วจริงๆ ไม่ใช่ว่าเขามีอคติอะไรกับที่นั่น แต่เป็นเพราะเขามีความลับซ่อนอยู่มากเกินไป เพลิงวิเศษสามชนิดรวมกับอีกสามชนิดที่หลี่เสวียนนำกลับมาให้ จริงๆ แล้วเขามีถึงหกชนิด (เพลิงโอสถกับเพลิงสัตว์อสูรไม่นับรวมนะ ถือว่ารู้กัน) ไหนจะอาจารย์ที่อยู่ขั้นหยั่งรู้ความว่างเปล่าระดับเก้าสูงสุด และเศษเสี้ยววิญญาณอาจารย์ขั้นฝ่าทัณฑ์สวรรค์ระดับสูงสุดอีก ความลับเหล่านี้ หากมีแม้เพียงเรื่องเดียวหลุดรอดออกไป ย่อมต้องนำภัยถึงชีวิตมาสู่เขาอย่างแน่นอน สู้เก็บตัวฝึกตนอยู่ที่บ้านอย่างสงบๆ ดีกว่าต้องไปนั่งหวาดระแวงอยู่ที่สถานศึกษา
บ้านหลังเล็กทางทิศตะวันตกของเมืองถูกหลี่เสวียนจัดเตรียมเสียใหม่ เขาได้วางค่ายกลไว้รอบๆ ลานบ้าน ซึ่งสามารถสกัดกั้นการตรวจสอบจากสัมผัสเทวะของคนภายนอก และยังใช้ป้องกันการบุกรุกจากศัตรูได้อีกด้วย ค่ายกลนี้มีระดับที่ไม่ธรรมดา อย่างน้อยต้องใช้ผู้ที่มีพลังระดับขั้นหยั่งรู้ความว่างเปล่าขึ้นไปจึงจะสามารถทำลายมันด้วยกำลังได้
"วัสดุสำหรับสร้างค่ายกลนี้ผลาญหินปราณของอาจารย์ไปไม่น้อยเลยนะ" หลี่เสวียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่หลินลี่รู้ดีว่าหินปราณเหล่านั้นสามารถซื้อถนนในเมืองเมฆาได้ทั้งเส้นเลยทีเดียว
"ขอบคุณขอรับท่านอาจารย์" หลินลี่กล่าว
"ไม่เป็นไร" หลี่เสวียนโบกมือ "เจ้าแค่ตั้งใจฝึกตนก็พอแล้ว"
วันเวลาหลังจากนั้น หลินลี่ก็เริ่มต้นชีวิตการเก็บตัวฝึกตนอยู่ที่บ้าน
ทุกเช้าตรู่เขาจะฝึกฝนร่างกายและหล่อหลอมเส้นเอ็นกระดูก ช่วงสายเขาจะดูดซับเปลวเพลิงทั้งหกชนิดที่หลี่เสวียนนำกลับมาให้ ซึ่งประกอบไปด้วยเพลิงสัตว์อสูรสองชนิด เพลิงโอสถหนึ่งชนิด และเพลิงวิเศษอีกสามชนิด หนึ่งในเพลิงวิเศษนั้นมีระดับที่สูงมาก มันคือ "เพลิงอสนีม่วงขีดสุด" ซึ่งอยู่ในอันดับที่ยี่สิบเจ็ดของทำเนียบอัคคีสวรรค์ มันมีทั้งธาตุไฟและธาตุสายฟ้าผสมผสานกัน พลังทำลายล้างของมันนั้นน่าเกรงขามยิ่งนัก
ช่วงบ่ายเขาจะฝึกฝนคัมภีร์ผลาญอัคคีภายใต้การชี้แนะของหลิงชิงเยว่ เพื่อหลอมรวมพลังของเปลวเพลิงทั้งเก้าชนิดให้เข้ากันมากยิ่งขึ้น เปลวเพลิงทั้งเก้าสถิตอยู่ร่วมกันในจุดตันเถียน แต่ละชนิดอยู่ในตำแหน่งของตนเองโดยไม่ก้าวก่ายกัน และภายใต้การปรับสมดุลของคัมภีร์ผลาญอัคคี พวกมันก็ได้ก่อเกิดเป็นความสมดุลอันละเอียดอ่อนขึ้นมา
ตกกลางคืนเขาจะดูดซับพลังปราณธาตุไฟอันบริสุทธิ์จากผลึกเพลิงวิญญาณ เพื่อเร่งความเร็วในการฝึกตน ผลึกเพลิงวิญญาณที่นำออกมาจากดินแดนลับยังมีเหลืออยู่อีกมาก เพียงพอให้เขาใช้ได้อีกหลายเดือน
วันเวลาแห่งการฝึกตนผ่านไปอย่างสงบสุขและเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่า
แต่หลินลี่รู้ดีว่าความสงบสุขเช่นนี้คงอยู่ได้ไม่นานนัก
แม้ว่ายอดฝีมือของตระกูลจางจะถูกอาจารย์ของเขาสังหารไปส่วนหนึ่ง แต่ตระกูลจางในฐานะตระกูลเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี ย่อมมีรากฐานที่ลึกซึ้ง พวกเขาไม่มีทางล่มสลายเพียงเพราะคนตายไปไม่กี่คนอย่างแน่นอน พวกเขาจะต้องกำลังวางแผนแก้แค้นอยู่อย่างลับๆ เป็นแน่
ส่วนตำหนักพันอัสนีแม้จะถูกทำลายการฝึกตนไปแล้ว แต่ตำหนักวายุอัสนีที่เป็นต้นสังกัดหลักยังคงอยู่ ตำหนักพันอัสนีเป็นเพียงสาขาย่อยเท่านั้น ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของตำหนักวายุอัสนีนั้นเหนือกว่าตำหนักพันอัสนีมากมายนัก
"ท่านอาจารย์" คืนหนึ่งหลินลี่นั่งอยู่กลางลานบ้าน พลางแหงนมองดวงดาวบนท้องฟ้า "ตำหนักพันอัสนีกับตระกูลจาง จะต้องกลับมาอีกแน่ขอรับ"
"ข้ารู้" หลี่เสวียนนั่งอยู่ข้างๆ เขา ในมือถือถ้วยชา "ก็ปล่อยให้พวกมันมาสิ"
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องเล็กน้อยที่ไม่สลักสำคัญอะไร
"ท่านอาจารย์ ท่านไม่กลัวเลยหรือขอรับ?"
"จะกลัวอะไร?" หลี่เสวียนหันมามองเขา มุมปากยกย่องขึ้นเล็กน้อย "อาจารย์ของเจ้าในตอนนี้อยู่ขั้นหยั่งรู้ความว่างเปล่าระดับเก้าสูงสุด ทั่วทั้งเขตแดนตะวันออกนี้ คนที่แข็งแกร่งกว่าข้ามีไม่เกินห้าคนหรอก แล้วก็..."
เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ประกายแห่งความขบขันพาดผ่านดวงตา
"เมื่อใดที่เจ้าทะลวงผ่านขั้นเร้นเทวะ ผนึกในตัวข้าก็จะคลายลงได้อีกครั้ง และวันที่เจ้าทะลวงขั้นเร้นเทวะได้สำเร็จ ก็คือวันที่ข้าจะได้ฟื้นคืนพลังระดับขั้นนิพพานกลับมา ถึงตอนนั้นทั่วทั้งเขตแดนตะวันออกก็จะไม่มีใครเป็นคู่ต่อสู้ของข้าได้อีกต่อไป"
หลี่เสวียนรู้ดีว่าลูกศิษย์ของเขาเป็นคนอย่างไร และเขาก็มองเห็นถึงความห่วงใยที่เศษเสี้ยววิญญาณอาจารย์อีกคนมีต่อลูกศิษย์คนนี้ ระดับพลังของเขามักจะเพิ่มขึ้นตามการทะลวงขั้นพลังของหลินลี่เสมอ หากปล่อยไว้ย่อมต้องถูกจับพิรุธได้อย่างแน่นอน
ดังนั้นหลี่เสวียนจึงแต่งเรื่องโกหกขึ้นมา โดยแกล้งแย้มพรายให้หลินลี่รู้ว่า แท้จริงแล้วเขามาจากดินแดนเบื้องบน เขาคือผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานจากดินแดนเบื้องบนที่กลับชาติมาเกิด แต่เนื่องจากถูกผู้แข็งแกร่งคนอื่นๆ ริษยา จึงถูกรุมผนึกพลังและซัดตกลงมายังโลกเบื้องล่าง ทว่าผนึกในร่างกายของเขากลับไปเชื่อมโยงเข้ากับหลินลี่อย่างบังเอิญ ด้วยเหตุนี้เขาจึงมาตามหาหลินลี่และรับไว้เป็นศิษย์
หลี่เสวียนบอกเขาว่า ขอเพียงหลินลี่ยกระดับการฝึกตน ผนึกก็จะคลายลง และระดับพลังของเขาก็จะฟื้นฟูตามไปด้วย โดยเขาสามารถฟื้นฟูพลังให้สูงกว่าหลินลี่ได้มากสุดถึงสี่ขั้นใหญ่ เหตุผลที่เขากล้าบอกเรื่องพวกนี้กับหลินลี่ ประการแรกคือเขามีความเชื่อใจในตัวลูกศิษย์คนนี้อย่างเต็มเปี่ยม ประการที่สองคือ เขาหวังว่าเมื่อลูกศิษย์รู้เรื่องนี้แล้ว จะได้ตั้งใจฝึกฝนให้หนักขึ้น และตัวเขาเองก็จะแข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย
ท้ายที่สุดแล้ว การที่จู่ๆ เขาก็แข็งแกร่งขึ้นมาดื้อๆ ใครที่มีตาต่างก็มองออกว่ามันผิดปกติ ถ้าไม่หาเหตุผลดีๆ มาบังหน้าไว้ สักวันหนึ่งจะต้องเกิดปัญหาขึ้นอย่างแน่นอน
หลินลี่มองดูประกายแสงในดวงตาของอาจารย์ กระแสความอบอุ่นสายหนึ่งก็ไหลผ่านเข้ามาในหัวใจ เขายิ่งตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะต้องพยายามฝึกตนให้หนักขึ้นไปอีก
ผู้ชายคนนี้เป็นคนที่เก็บเขามาจากพงหญ้ารกชัฏนอกเมืองวารีทมิฬ มอบชีวิตใหม่ให้เขา มอบบ้านให้เขา มอบที่พึ่งพิงให้เขา และตอนนี้เพื่อเขาแล้ว ผู้ชายคนนี้ถึงกับยอมเป็นศัตรูกับขุมกำลังทั่วทั้งเขตแดนตะวันออกโดยไม่ลังเลใจ
"ท่านอาจารย์" หลินลี่กล่าวเสียงเบา "ข้าจะแข็งแกร่งขึ้น ข้าจะพยายามฝึกฝนให้หนักขึ้น ข้าจะแข็งแกร่งจนถึงวันหนึ่ง ที่ท่านไม่ต้องคอยออกหน้าแทนข้าอีกต่อไป"
หลี่เสวียนมองดูเขา เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือออกไปลูบหัวของเขาเบาๆ
"ไม่ต้องรีบร้อน" เขาเอ่ย "ค่อยเป็นค่อยไป อาจารย์รอได้เสมอ"
[จบแล้ว]