เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 26 - ภูเขาเพลิงผลาญฟ้า

บทที่ 26 - ภูเขาเพลิงผลาญฟ้า

บทที่ 26 - ภูเขาเพลิงผลาญฟ้า


บทที่ 26 - ภูเขาเพลิงผลาญฟ้า

★★★★★

เช้าวันรุ่งขึ้น ขบวนของตระกูลหนิงก็ออกเดินทางจากหุบเหวสุสานโบราณ มุ่งหน้าไปยังภูเขาเพลิงผลาญฟ้า

ระยะทางจากหุบเหวสุสานโบราณไปยังภูเขาเพลิงผลาญฟ้า ต้องตัดผ่านป่าสัตว์อสูรไปครึ่งซีก แม้ระยะทางจะไม่ไกลนัก แต่ตลอดทางเต็มไปด้วยสัตว์อสูรมากมาย ประกอบกับขุมกำลังทุกฝ่ายก็กำลังมุ่งหน้าไปรวมตัวกันที่ภูเขาเพลิงผลาญฟ้า การแข่งขันจึงดุเดือดสุดๆ

เดินทางไปได้ไม่ถึงครึ่งวัน พวกเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งกลุ่มแรก นั่นคือศิษย์ตำหนักวายุอัสนีสามคน

ศิษย์ทั้งสามคนนี้เห็นได้ชัดว่ามาดักรออยู่แล้ว พอเห็นขบวนของตระกูลหนิง ก็ลงมือจู่โจมทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง

"หลินลี่ ส่งแหวนมิติมาซะ แล้วจะไว้ชีวิต" ศิษย์ที่เป็นหัวหน้าตวาดกร้าว

หลินลี่มองดูพวกเขา สีหน้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ

"เหลยเชียนสิงส่งพวกเจ้ามางั้นหรือ"

"หุบปาก จะส่งมาดีๆ ไหม"

หลินลี่ไม่ตอบ เพียงแค่ยกมือขวาขึ้น

เปลวเพลิงสีน้ำเงินเข้มดวงหนึ่งก่อตัวขึ้นกลางฝ่ามือ

สีหน้าของศิษย์ตำหนักวายุอัสนีทั้งสามคนเปลี่ยนไปพร้อมกัน พวกเขาเคยได้ยินเรื่องเพลิงวิเศษของหลินลี่มาบ้าง และรู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของเปลวเพลิงดวงนี้ดี

"ถอย"

ศิษย์ที่เป็นหัวหน้าตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ทั้งสามคนหันหลังวิ่งหนีทันที

แต่หลินลี่ไม่ได้ตามไป

"ทำไมไม่ตามไปล่ะ" หนิงจ้านถาม

"ไม่คุ้มหรอก" หลินลี่ดึงเปลวเพลิงกลับมา "พวกมันก็แค่ลูกสมุน ฆ่าพวกมันไป เหลยเชียนสิงก็ส่งคนมาอีกอยู่ดี แทนที่จะเสียเวลาและพลังปราณไปเปล่าๆ สู้เก็บแรงไว้รับมือกับภูเขาเพลิงผลาญฟ้าดีกว่า"

หนิงจ้านพยักหน้ารับอย่างครุ่นคิด

"เจ้าพูดถูก"

ตลอดการเดินทางหลังจากนั้น พวกเขาก็ต้องเผชิญกับการดักสกัดอีกหลายระลอก มีทั้งเศษเดนศิษย์ตระกูลจาง ศิษย์ตำหนักวายุอัสนีที่เหลยเชียนสิงส่งมา และยังมีผู้ฝึกตนอิสระบางคนที่หมายตาสมบัติบนตัวหลินลี่ด้วย

หลินลี่ไม่สนใจคนพวกนั้นเลย หลบได้ก็หลบ หลบไม่ได้ก็สู้ให้จบอย่างรวดเร็ว ไม่ยอมยืดเยื้อเด็ดขาด

สองวันต่อมา ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงตีนเขาภูเขาเพลิงผลาญฟ้า

ภูเขาเพลิงผลาญฟ้าน่ากลัวกว่าที่หลินลี่จินตนาการไว้มาก

เทือกเขาทั้งลูกเป็นสีแดงหม่นราวกับถูกอาบด้วยเลือดสดๆ บนภูเขาไม่มีพืชพรรณใดๆ ขึ้นเลย มีเพียงก้อนหินและกรวดทรายแห้งแล้ง อากาศอวลไปด้วยความร้อนระอุ อุณหภูมิสูงลิ่วจนน่าตกใจ คนธรรมดามาอยู่ที่นี่แค่หนึ่งเค่อก็คงถูกย่างจนสุกแล้ว

ขนาดผู้ฝึกตนรากปราณธาตุไฟอย่างหลินลี่ มายืนอยู่ตรงตีนเขายังรู้สึกถึงความร้อนระอุได้อย่างชัดเจน

"อุณหภูมินี้..." หลินลี่ขมวดคิ้ว "สูงกว่าที่ข้าคิดไว้เยอะเลย"

"นี่แค่ตีนเขาเองนะ" สีหน้าของหนิงจ้านก็ดูไม่ค่อยดีนัก "ยิ่งเข้าไปลึก อุณหภูมิก็ยิ่งสูง พอถึงกลางภูเขา ได้ยินมาว่าก้อนหินยังถูกเผาจนแดงฉาน คนทั่วไปเข้าใกล้ไม่ได้เลยล่ะ"

"มิน่าล่ะถึงไม่มีใครเข้าไปถึงส่วนลึกที่สุดได้เลย" หลินลี่พูดอย่างครุ่นคิด

"พร้อมหรือยัง" หนิงจ้านถาม

หลินลี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เปลวเพลิงทั้งเจ็ดชนิดในร่างกายทำงานพร้อมกัน สร้างเกราะป้องกันความร้อนระอุรอบๆ ตัวเอาไว้

"ไปกันเถอะ"

บนภูเขาเพลิงผลาญฟ้าเต็มไปด้วยรอยแยกและถ้ำมากมาย ถ้ำเหล่านี้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์อสูรเพลิงวิญญาณจำนวนมาก ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตพิเศษที่เกิดจากพลังปราณธาตุไฟบริสุทธิ์

รูปร่างหน้าตาของสัตว์อสูรเพลิงวิญญาณนั้นแตกต่างกันไป บ้างก็เหมือนกิ้งก่า บ้างก็เหมือนงู บ้างก็เหมือนนก บ้างก็ไม่มีรูปร่างตายตัว เป็นแค่ก้อนไฟที่เคลื่อนไหวไปมา พลังของพวกมันมีตั้งแต่ระดับหนึ่งถึงระดับสี่ ระดับหนึ่งเทียบเท่ากับขั้นหลอมกายาของมนุษย์ ระดับสองเทียบเท่าขั้นเบิกปราณ ระดับสามเทียบเท่าขั้นเปิดชีพจร และระดับสี่เทียบเท่าขั้นเร้นเทวะ

เข้ามาในภูเขาเพลิงผลาญฟ้าได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม พวกหลินลี่ก็เจอกับสัตว์อสูรเพลิงวิญญาณฝูงแรก สัตว์อสูรเพลิงวิญญาณระดับสามสามตัว รูปร่างคล้ายกิ้งก่า แต่ละตัวมีความยาวเกือบหนึ่งจั้ง ทั่วทั้งร่างลุกท่วมไปด้วยเปลวไฟสีแดงฉาน

"สัตว์อสูรเพลิงวิญญาณระดับสาม เทียบเท่ากับขั้นเปิดชีพจร" หนิงจ้านกระชับดาบยาวในมือแน่น "รับมือคนละตัว จัดการให้จบไวๆ"

เขาเป็นฝ่ายพุ่งทะยานออกไปก่อน ดาบยาวที่อาบไปด้วยพลังปราณฟาดฟันเข้าใส่สัตว์อสูรเพลิงวิญญาณตัวที่อยู่ใกล้ที่สุด

ความเร็วของสัตว์อสูรเพลิงวิญญาณนั้นรวดเร็วมาก ร่างกายพลิ้วไหวราวกับเปลวไฟ หลบหลีกดาบของหนิงจ้านได้อย่างง่ายดาย มันสะบัดหาง ปล่อยเส้นไฟพุ่งออกมาจากปลายหาง พุ่งตรงเข้าใส่หน้าหนิงจ้าน

หนิงจ้านเอี้ยวตัวหลบ แล้วตวัดดาบกวาดตามขวาง ฟันร่างสัตว์อสูรเพลิงวิญญาณขาดสองท่อน

สัตว์อสูรเพลิงวิญญาณที่ถูกฟันขาดส่งเสียงร้องแหลม ร่างกายกลายสภาพเป็นก้อนไฟ ก่อนจะค่อยๆ สลายไป เมื่อเปลวไฟดับลง บนพื้นก็ปรากฏผลึกสีแดงฉานขนาดประมาณปลายนิ้วโป้ง แผ่พลังงานอุ่นๆ ออกมา

"ผลึกเพลิงวิญญาณ"

หนิงจ้านก้มลงเก็บผลึกเพลิงวิญญาณใส่กระเป๋ามิติ

ในเวลาเดียวกัน หลินลี่ก็จัดการสัตว์อสูรของตัวเองเสร็จแล้ว เขาไม่ได้ใช้เพลิงวิเศษ เพียงแค่ใช้วิชาธาตุไฟระดับพื้นฐาน ก็แผดเผาสัตว์อสูรเพลิงวิญญาณตัวนั้นจนกลายเป็นเถ้าถ่านได้แล้ว

"ผลึกเพลิงวิญญาณ..." หลินลี่เก็บผลึกสีแดงฉานบนพื้นขึ้นมากำไว้ในมือ

ผลึกที่สัมผัสได้ให้ความรู้สึกอุ่นๆ พลังปราณธาตุไฟอันบริสุทธิ์สายหนึ่งแผ่ซ่านออกมา ไหลผ่านฝ่ามือเข้าสู่เส้นลมปราณ พลังปราณนั้นบริสุทธิ์ปราศจากสิ่งเจือปนใดๆ บริสุทธิ์ยิ่งกว่าพลังปราณที่เขาดูดซับตามปกติหลายเท่าตัวนัก

"ของดีนี่นา" ดวงตาของหลินลี่เป็นประกาย "ถ้าหาผลึกเพลิงวิญญาณมาได้เยอะๆ ความเร็วในการฝึกวิชาของข้าต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อยหนึ่งเท่าตัวแน่ๆ"

"นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมภูเขาเพลิงผลาญฟ้าถึงเป็นวาสนาชิ้นใหญ่ที่สุดในดินแดนลับ" หนิงจ้านบอก "มูลค่าของผลึกเพลิงวิญญาณ ไม่ได้ด้อยไปกว่าเพลิงวิเศษเลยนะ"

หลินลี่พยักหน้ารับ แล้วเก็บผลึกเพลิงวิญญาณเข้ากระเป๋ามิติ

พวกเขาเดินทางเข้าไปลึกขึ้นเรื่อยๆ

ยิ่งเดินลึกเข้าไปในกลางภูเขา จำนวนสัตว์อสูรเพลิงวิญญาณก็ยิ่งหนาแน่น พลังก็ยิ่งแข็งแกร่ง สัตว์อสูรเพลิงวิญญาณระดับสามมีให้เห็นอยู่ทั่วไป บางครั้งก็เจอระดับสี่ด้วย ซึ่งเป็นตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวเทียบเท่ากับขั้นเร้นเทวะเลยทีเดียว

พอเจอสัตว์อสูรเพลิงวิญญาณระดับสี่ กลยุทธ์เดียวของพวกหลินลี่ก็คือวิ่งหนี

พลังของสัตว์อสูรเพลิงวิญญาณระดับสี่นั้นเหนือชั้นกว่าขั้นเปิดชีพจรมาก แม้หลินลี่จะมีเพลิงวิเศษถึงสามดวง ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมัน โชคดีที่สติสัมผัสของเขาเฉียบคมมาก สามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของสัตว์อสูรระดับสี่ได้ล่วงหน้า จึงหลบเลี่ยงได้ทัน

ผ่านไปหนึ่งวัน พวกเขาสังหารสัตว์อสูรเพลิงวิญญาณระดับสามไปสามสิบกว่าตัว เก็บเกี่ยวผลึกเพลิงวิญญาณมาได้สามสิบกว่าเม็ด

หลินลี่แบ่งมาได้สิบเม็ด เขาดูดซับไปหนึ่งเม็ดตรงนั้นเลย

พลังปราณธาตุไฟอันบริสุทธิ์จากผลึกไหลบ่าเข้าสู่เส้นลมปราณราวกับน้ำพุหวาน คัมภีร์ผลาญอัคคีเดินพลังโดยอัตโนมัติ เพื่อกลั่นกรองและดูดซับพลังปราณขุมนี้ เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เขาก็สัมผัสได้ว่าระดับการฝึกตนของตัวเองรุดหน้าไปไม่น้อยเลย

"ถ้ามีผลึกเพลิงวิญญาณสักร้อยเม็ด ข้าคงทะลวงเข้าสู่ขั้นเปิดชีพจรระดับแปดได้แน่" หลินลี่ลืมตาขึ้น ในดวงตาฉายแววเป็นประกาย

"ถึงตอนนั้นก็สามารถลองล่าสัตว์อสูรเพลิงวิญญาณระดับสี่ได้แล้ว"

"ร้อยเม็ดหรือ" หนิงจ้านยิ้มขื่น "วันนึงพวกเราฆ่าสัตว์อสูรเพลิงวิญญาณระดับสามได้แค่สามสิบกว่าตัว แถมยังเกือบเจอระดับสี่ด้วย ถ้าจะรวบรวมให้ครบหนึ่งร้อยเม็ด อย่างน้อยต้องอยู่ในภูเขานี้สี่ห้าวันเลยนะ"

"งั้นก็อยู่ต่อสักสี่ห้าวันสิ" หลินลี่ลุกขึ้นยืน ทอดสายตามองเข้าไปในส่วนลึกของเทือกเขา "ยิ่งเข้าไปลึก สัตว์อสูรเพลิงวิญญาณก็ยิ่งเยอะ ระดับก็ยิ่งสูง คุณภาพของผลึกเพลิงวิญญาณระดับสามกับระดับสี่มันต่างกันลิบลับเลยนะ"

สีหน้าของหนิงจ้านเปลี่ยนไป "นี่เจ้าคงไม่ได้กำลังเล็งสัตว์อสูรเพลิงวิญญาณระดับสี่อยู่หรอกนะ"

"ยังไม่ใช่ตอนนี้" หลินลี่ส่ายหน้า "รอให้ข้าทะลวงถึงขั้นเปิดชีพจรระดับแปดก่อน ค่อยลองดูก็แล้วกัน"

หนิงจ้านมองดูเขา นิ่งเงียบไปนาน

"เจ้านี่มันบ้าชัดๆ"

หลินลี่ไม่เถียง

เพราะในส่วนลึกของภูเขาเพลิงผลาญฟ้า เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันทรงพลังและร้อนแรงสุดขีด กลิ่นอายนั้นทรงพลังและน่าเกรงขามยิ่งกว่าเปลวเพลิงดวงไหนๆ ที่เขาเคยพบเจอมา

นั่นคงจะเป็นสิ่งที่หนิงจ้านพูดถึงเพลิงวิเศษสินะ

เขาจะต้องคว้ามันมาให้ได้

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 26 - ภูเขาเพลิงผลาญฟ้า

คัดลอกลิงก์แล้ว