- หน้าแรก
- จากเศษสวะสู่ตำนานเซียน ด้วยมืออาจารย์ผู้ไร้เทียมทาน
- บทที่ 19 - ความวุ่นวายกำลังจะมาเยือน
บทที่ 19 - ความวุ่นวายกำลังจะมาเยือน
บทที่ 19 - ความวุ่นวายกำลังจะมาเยือน
บทที่ 19 - ความวุ่นวายกำลังจะมาเยือน
★★★★★
รุ่งอรุณของวันถัดมา หลินลี่สวมชุดคลุมยาวผ้าไหมน้ำแข็งสีน้ำเงินเข้ม รวบผมยาวขึ้น แล้วคาดเอวด้วยเข็มขัดหยกขาว ทำให้ดูสง่างามผึ่งผาย แตกต่างจากเด็กหนุ่มที่เคยเงียบขรึมเมื่อครึ่งปีก่อนราวกับเป็นคนละคน
เขาเดินออกจากเรือนหลังน้อย ลัดเลาะผ่านถนนหนทางในเมืองเมฆา มุ่งหน้าไปยังสถานศึกษาเมฆา
บรรยากาศในสถานศึกษาวันนี้ดูแตกต่างไปจากทุกวัน มีกลิ่นอายของความตึงเครียดแต่ก็แฝงไปด้วยความตื่นเต้นลอยอวลไปทั่ว วันนี้คือวันยืนยันสิทธิ์ในการเข้าดินแดนลับ ศิษย์ทุกคนที่มีสิทธิ์จะได้เข้าไปในดินแดนลับเมฆาต่างก็มารวมตัวกันที่นี่
เงื่อนไขในการเข้าดินแดนลับเมฆานั้นเข้มงวดมาก นอกเหนือจากศิษย์ใหม่ที่ทำคะแนนได้ในสามสิบอันดับแรกของการประลองแล้ว โควตาที่เหลือจะต้องผ่านการแข่งขันคัดเลือกภายในสถานศึกษาเสียก่อน ท้ายที่สุดแล้ว สถานศึกษาเมฆาจะได้โควตาทั้งหมดเพียงแค่ห้าสิบที่นั่งเท่านั้น
ห้าสิบคนที่จะเป็นตัวแทนของสถานศึกษาเมฆา เข้าไปลุยในดินแดนลับเมฆา
หลินลี่เดินไปประจำที่ของตัวเองบนลานประลอง เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ก็เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยอยู่ไม่น้อย ทั้งหนิงอู๋เชวียที่เคยแพ้เขาในรอบชิงชนะเลิศ ยืนสง่าอยู่ในชุดขาวบริสุทธิ์ เหลยต้งที่ถูกเขาสาดวิชางูเพลิงคลั่งระบำจนตกเวทีในรอบแปดคนสุดท้าย กำลังยืนคุยซุบซิบอยู่กับศิษย์จากตำหนักวายุอัสนีอีกสองสามคน และยังมีซูหว่านเอ๋อร์ที่เคยโดนลูกไฟของเขาซัดจนหมอบ ก็กำลังถูกศิษย์หญิงหลายคนรุมล้อม ไม่รู้ว่ากำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่
นอกจากนี้ ยังมีหน้าใหม่ๆ อีกหลายคน ซึ่งก็คือพวกรุ่นพี่ที่ผ่านการคัดเลือกมาได้นั่นเอง ระดับการฝึกตนส่วนใหญ่จะอยู่ที่ขั้นเปิดชีพจรระดับเจ็ดขึ้นไป บางคนก็เหยียบอยู่บนจุดสูงสุดของขั้นเปิดชีพจรระดับเก้าแล้ว ห่างจากขั้นเร้นเทวะเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น
การปรากฏตัวของหลินลี่เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย
"ดูนั่น หลินลี่นี่นา"
"แชมป์การประลองศิษย์ใหม่ รากปราณสวรรค์ แถมยังผ่านเส้นทางถามใจด้วยคะแนนดีเยี่ยม ได้ยินมาว่าเมื่อครึ่งปีก่อนเขาเพิ่งจะอยู่แค่ขั้นเบิกปราณระดับเก้าเองนะ ไม่รู้ว่าตอนนี้ระดับไหนแล้ว"
"ข้าสัมผัสระดับการฝึกตนของเขาไม่ได้เลย เขาใช้วิชาพรางปราณงั้นหรือ"
"ก็คงทะลวงเข้าขั้นเปิดชีพจรแล้วล่ะมั้ง ผ่านมาตั้งครึ่งปี อย่างน้อยก็น่าจะไปถึงขั้นเปิดชีพจรระดับหนึ่งหรือสองแล้วล่ะ"
"ขั้นเปิดชีพจรระดับหนึ่งหรือสองงั้นหรือ จะไปทำอะไรได้ ในดินแดนลับมีแต่พวกรุ่นพี่ระดับเจ็ดระดับแปดทั้งนั้น เขาเข้าไปก็เหมือนเอาตัวไปตายชัดๆ"
"พูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนะ ตอนประลองศิษย์ใหม่เขาก็สู้ข้ามระดับมาแล้วไม่ใช่หรือ หมอนี่มันมีลูกเล่นเยอะจะตาย"
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังเซ็งแซ่ แต่หลินลี่ก็ทำหูทวนลม ยืนหลับตาพักผ่อนอยู่ที่เดิมอย่างเงียบๆ
หนิงอู๋เชวียเดินแหวกฝูงชนเข้ามาหาหลินลี่ แล้วประสานมือทักทายพร้อมรอยยิ้ม "พี่หลิน ไม่เจอกันตั้งครึ่งปี สบายดีไหม"
หลินลี่ลืมตาขึ้น แล้วพยักหน้ารับ "พี่หนิง"
หนิงอู๋เชวียกวาดสายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า แววตาฉายแววประหลาดใจออกมา "ระดับการฝึกตนของพี่หลิน... ข้ามองไม่ออกแล้วแฮะ"
หลินลี่ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่ยิ้มบางๆ
หนิงอู๋เชวียก็ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงต่อ เปลี่ยนเรื่องคุยแทน "พี่หลินรู้ไหม ว่าการเปิดดินแดนลับครั้งนี้ มีขุมกำลังไหนเข้าร่วมบ้าง"
"ยินดีรับฟัง"
ในฐานะที่เป็นลูกหลานสายตรงของตระกูลหนิง หนิงอู๋เชวียย่อมมีแหล่งข่าวที่หูตากว้างไกลกว่าคนทั่วไป เขาเล่าด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบว่า "ดินแดนลับเมฆาอยู่ภายใต้การควบคุมร่วมกันของราชวงศ์ สี่ตระกูลใหญ่ และห้านิกายใหญ่ จะเปิดทุกๆ สามปี ทั้งสิบขุมกำลังจะส่งคนเข้าไปฝั่งละห้าสิบคน รวมทั้งหมดเป็นห้าร้อยคน"
"ห้าร้อยคนงั้นหรือ" คิ้วของหลินลี่กระตุกเล็กน้อย
"ใช่ ห้าร้อยคนต้องแย่งชิงของวิเศษในดินแดนลับ การแข่งขันย่อมดุเดือดเลือดพล่านแน่นอน" สีหน้าของหนิงอู๋เชวียเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมา "แถมห้าร้อยคนนี้ ต่างก็เป็นอัจฉริยะที่แต่ละขุมกำลังคัดสรรมาอย่างดี ไม่มีใครธรรมดาเลยสักคนเดียว"
เขาหยุดไปนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ "สี่ตระกูลใหญ่ ตระกูลหนิง ตระกูลหลี่ ตระกูลจาง ตระกูลเจิ้ง แต่ละตระกูลก็มีอัจฉริยะอยู่ไม่น้อย ตระกูลหลี่มีหลี่เต้าเสวียน เป็นผู้นำทีมเมื่อคราวที่แล้ว อยู่ขั้นเปิดชีพจรระดับเก้าขั้นสูงสุด ว่ากันว่าสัมผัสถึงประตูของขั้นเร้นเทวะได้แล้ว ตระกูลจางมีจางขวง นิสัยสมชื่อคือบ้าบิ่นและจองหอง แต่ฝีมือก็เก่งกาจสมชื่อ ตระกูลเจิ้งมีเจิ้งชิวอวี่ เป็นผู้ฝึกตนหญิง ฝีมือเพลงกระบี่ล้ำเลิศ เคยเอาชนะคู่ต่อสู้ขั้นเร้นเทวะระดับหนึ่งได้ในงานประลองของสี่ตระกูลใหญ่เมื่อปีที่แล้ว"
"ห้านิกายใหญ่ นิกายกระบี่เมฆาเขียวมีซูไป๋อี ผู้สืบทอดวิถีกระบี่ พรสวรรค์ด้านกระบี่สูงส่งมาก ว่ากันว่าเป็นอัจฉริยะวิถีกระบี่ที่หาตัวจับยากในรอบร้อยปี หุบเขาร้อยบุปผามีฮวาเซี่ยงหรง เสน่ห์มารยาของนางบรรลุถึงขั้นสุดยอด แค่ปรายตามองก็ทำให้คนหลงใหลจนโงหัวไม่ขึ้น ตำหนักวายุอัสนีมีเหลยเชียนสิง เชี่ยวชาญวิชาสายฟ้า เป็นลูกพี่ลูกน้องของเหลยต้ง สำนักวัชระมีเที่ยถ่า ร่างกายแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ว่ากันว่าสามารถทนรับการโจมตีของขั้นเร้นเทวะได้สบายๆ นิกายควบคุมสัตว์มีอวี่หลิงซาน มีสัตว์วิเศษระดับสามขั้นสูงสุดคู่กาย พลังรบเทียบเท่ากับขั้นเปิดชีพจรระดับเก้าเลยทีเดียว"
หลินลี่ตั้งใจฟังจนจบ สีหน้ายังคงราบเรียบ แต่ในใจก็จดจำชื่อเหล่านั้นเอาไว้หมดแล้ว
"ขอบใจพี่หนิงที่บอกกล่าว"
หนิงอู๋เชวียโบกมือปัด "เกรงใจอะไรกัน เข้าไปในดินแดนลับแล้ว พวกเราก็คือศิษย์ร่วมสำนัก ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นเรื่องสมควรอยู่แล้ว"
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลดเสียงลงแล้วพูดว่า "พี่หลิน มีเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องเตือนเจ้าไว้ก่อน"
"เชิญว่ามา"
"ในดินแดนลับ นอกจากของวิเศษแล้ว ก็ยังมีอันตรายซ่อนอยู่ด้วย" แววตาของหนิงอู๋เชวียฉายแววเคร่งเครียด "การเปิดดินแดนลับเมื่อสามปีก่อน สิบขุมกำลังส่งคนเข้าไปห้าร้อยคน แต่รอดกลับมาได้ไม่ถึงสี่ร้อยคนด้วยซ้ำ คนที่ตายไปร้อยกว่าคน ครึ่งหนึ่งตายเพราะสัตว์อสูรกับค่ายกล ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง..."
เขาหยุดไปนิดหนึ่ง
"ตายด้วยน้ำมือของคนด้วยกันเอง"
สายตาของหลินลี่หรี่ลงเล็กน้อย
"ในดินแดนลับ จะฆ่าคนชิงทรัพย์ก็ไม่มีใครมานั่งจับผิดหรอกนะ" เสียงของหนิงอู๋เชวียเบาหวิว แต่ทุกคำพูดกลับเหมือนมีดที่กรีดลงบนผิวหนัง "ปกติแล้วสิบขุมกำลังก็ชิงดีชิงเด่นกันอยู่แล้ว แต่ก็ต้องรักษาหน้ากันไว้เลยไม่กล้าทำอะไรประเจิดประเจ้อ แต่พอเข้าไปในดินแดนลับ ก็ไม่มีใครสนใจกฎเกณฑ์พวกนั้นอีกต่อไป เจ้าแย่งสมุนไพรวิเศษของข้า ข้าก็ฆ่าเจ้า เจ้าอยากได้ของวิเศษของข้า ข้าก็ฆ่าเจ้า หรือบางทีไม่ต้องมีเหตุผลอะไรเลย แค่เห็นว่าเป็นคนของขุมกำลังอื่น ก็ลงมือฆ่ากันได้แล้ว"
เขาจ้องมองตาหลินลี่ แล้วเน้นย้ำทีละคำ "พี่หลิน ถึงฝีมือเจ้าจะไม่ธรรมดา แต่พอเข้าไปในดินแดนลับแล้ว ต้องระวังตัวให้มาก โดยเฉพาะ..."
สายตาของเขาปรายไปมองพวกแกนนำรุ่นพี่ที่กำลังจับกลุ่มคุยกันอยู่ไม่ไกล
"คนกันเอง บางทีก็น่ากลัวยิ่งกว่าศัตรูเสียอีกนะ"
รูม่านตาของหลินลี่หดเกร็ง
เขาเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของหนิงอู๋เชวียแล้ว
ในสถานศึกษาเอง ก็ไม่ได้สงบสุขอย่างที่คิดสินะ
จังหวะนั้นเอง เสียงใสกระจ่างของอิสตรีก็ดังมาจากแท่นสูงเหนือลานประลอง กลบเสียงจอแจทั้งหมดจนเงียบกริบ
"เงียบ"
หนิงหว่านชิงยืนอยู่บนแท่นสูง สวมชุดกระโปรงยาวสีเขียว บุคลิกเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง สายตาของนางกวาดมองศิษย์ทั้งห้าสิบคน ก่อนจะไปหยุดที่หลินลี่ครู่หนึ่ง แล้วเลื่อนผ่านไป
"อีกสามวัน ดินแดนลับเมฆาจะเปิดขึ้นอีกครั้ง พวกเจ้าทั้งห้าสิบคน จะต้องเป็นตัวแทนของสถานศึกษาเมฆา เข้าไปในดินแดนลับ"
เสียงของนางไม่ดังมาก แต่ทุกคนในบริเวณนั้นกลับได้ยินอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ
"ภายในดินแดนลับ มีโอกาสครั้งใหญ่อยู่สามแห่งด้วยกัน ได้แก่ ป่าสัตว์อสูร หุบเหวสุสานโบราณ และภูเขาเพลิงผลาญฟ้า"
"ในป่าสัตว์อสูรมีสมุนไพรวิเศษขึ้นอยู่มากมาย แต่ก็มีสัตว์อสูรเฝ้าอยู่เพียบเช่นกัน สัตว์อสูรระดับสามมีให้เห็นดาษดื่น แถมยังมีสัตว์อสูรระดับสี่ซ่อนตัวอยู่ด้วย หากพวกเจ้าเจอสัตว์อสูรระดับสี่ อย่าลังเล ให้หนีทันที สัตว์อสูรระดับสี่มีพลังเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนขั้นเร้นเทวะ ไม่ใช่สิ่งที่พวกเจ้าจะต่อกรได้"
"หุบเหวสุสานโบราณเป็นที่ฝังศพของยอดฝีมือยุคโบราณ มีทั้งคัมภีร์วิชาและของวิเศษซ่อนอยู่ แต่ก็เต็มไปด้วยค่ายกลและกับดัก สติปัญญาของคนยุคโบราณไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หากประมาทแม้แต่นิดเดียวก็อาจจะเอาชีวิตไปทิ้งได้"
"ภูเขาเพลิงผลาญฟ้า เป็นสถานที่ที่อันตรายที่สุดในดินแดนลับ และเป็นที่ที่มีของวิเศษล้ำค่าที่สุดซ่อนอยู่ด้วย อากาศบนภูเขาร้อนระอุ สัตว์อสูรธาตุไฟเพ่นพ่านไปทั่ว เล่าลือกันว่ามีเพลิงวิเศษซ่อนอยู่ลึกเข้าไปในภูเขา เมื่อสามปีก่อน มีคนเข้าไปที่ภูเขาลูกนี้สามสิบกว่าคน แต่รอดกลับมาได้แค่ห้าคนเท่านั้น และทั้งห้าคนนั้น ล้วนมีระดับการฝึกตนตั้งแต่ขั้นเปิดชีพจรระดับเก้าขึ้นไปทั้งสิ้น"
สายตาของนางเปลี่ยนเป็นดุดันขึ้นมาทันที
"ข้าไม่ได้หวังให้พวกเจ้าทุกคนต้องได้ของวิเศษกลับมา ข้าหวังแค่อย่างเดียวก็คือ พวกเจ้าต้องรอดชีวิตกลับมาให้ได้"
"สถานศึกษาทุ่มเทบ่มเพาะพวกเจ้ามาอย่างยากลำบาก ชีวิตของพวกเจ้ามีค่ามากกว่าของวิเศษใดๆ ทั้งสิ้น"
"เข้าใจแล้วหรือไม่"
"เข้าใจแล้วขอรับ" ทั้งห้าสิบคนขานรับโดยพร้อมเพรียงกัน
หนิงหว่านชิงพยักหน้ารับ แล้วหันหลังเดินจากไป
ฝูงชนบนลานประลองเริ่มแยกย้ายกันกลับไปเตรียมตัว
หลินลี่กำลังจะเดินกลับ จู่ๆ ก็มีเสียงเรียกดังมาจากด้านหลัง
"หลินลี่ เดี๋ยวก่อน"
เขาหันกลับไป ก็เห็นชายหนุ่มรูปร่างกำยำคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาหา ชายคนนี้อายุราวยี่สิบต้นๆ ใบหน้าคมคาย แววตาเด็ดเดี่ยว พลังปราณรอบกายหนักแน่นและมั่นคง บ่งบอกว่าเป็นผู้ฝึกตนขั้นเปิดชีพจรระดับเก้าขั้นสูงสุด
"ข้าชื่อหนิงจ้าน" ชายหนุ่มเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า พร้อมกับยื่นมือมาให้ "เป็นผู้นำทีมของรุ่นที่แล้ว ดินแดนลับครั้งนี้ ข้าจะเข้าไปพร้อมกับพวกเจ้าด้วย"
หลินลี่มองดูมือที่ยื่นมา นิ่งเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะยื่นมือไปจับ
"หลินลี่"
มือของหนิงจ้านบีบแน่น จับแค่ชั่วครู่ก็ปล่อย ไม่ได้ตั้งใจออกแรงบีบเพื่อลองเชิง และไม่ได้แสดงท่าทีดูแคลนใดๆ
"ข้ารู้จักเจ้า" หนิงจ้านกล่าว "แชมป์การประลองศิษย์ใหม่ รากปราณสวรรค์ ผ่านเส้นทางถามใจด้วยคะแนนดีเยี่ยม หนิงอู๋เชวียเคยเล่าเรื่องเจ้าให้ข้าฟัง"
เขาเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง สายตาหยุดอยู่ที่หลินลี่ครู่หนึ่ง
"ระดับการฝึกตนของเจ้าตอนนี้ ข้ามองไม่ออก แต่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวเจ้า... มันดูอันตรายมาก"
คิ้วของหลินลี่กระตุกเล็กน้อย
"เพราะฉะนั้น" มุมปากของหนิงจ้านยกขึ้นนิดๆ "พอเข้าไปในดินแดนลับแล้ว ถ้าเจ้าสนใจ จะมาร่วมทีมกับข้าก็ได้นะ ข้าเองก็อยากจะได้เพลิงวิเศษบนภูเขาเพลิงผลาญฟ้าเหมือนกัน"
พูดจบเขาก็หันหลังเดินจากไป โดยไม่รอฟังคำตอบจากหลินลี่เลย
หลินลี่มองดูแผ่นหลังของเขา นิ่งเงียบไปพักใหญ่
"คนคนนี้..." เสียงของหลิงชิงเยว่ดังก้องขึ้นในหัว "ไม่ธรรมดาเลย กลิ่นอายของเขาไม่ใช่แค่ขั้นเปิดชีพจรระดับเก้าธรรมดาๆ น่าจะฝึกวิชาหลอมกายามาด้วย ร่างกายถึงได้แข็งแกร่งกว่าคนในระดับเดียวกันมากขนาดนี้"
"เขาเชื่อใจได้ไหมขอรับ" หลินลี่ถาม
"ไม่รู้สิ" หลิงชิงเยว่ตอบตามตรง "แต่ดูจากตอนนี้ เขาก็ไม่ได้ประสงค์ร้ายอะไร ส่วนพอเข้าไปในดินแดนลับแล้ว จิตใจคนมันยากจะหยั่งถึง"
หลินลี่พยักหน้ารับ และไม่พูดอะไรอีกเลย
[จบแล้ว]