เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 18 - การเตรียมพร้อม

บทที่ 18 - การเตรียมพร้อม

บทที่ 18 - การเตรียมพร้อม


บทที่ 18 - การเตรียมพร้อม

★★★★★

วันแรกหลังจากที่หลี่เสวียนจากไป หลินลี่ก็เริ่มเข้าสู่โปรแกรมการฝึกฝนสุดโหดรอบใหม่ทันที

ตารางฝึกที่หลิงชิงเยว่จัดให้เขานั้นเข้มงวดยิ่งกว่าเดิมเสียอีก ทุกวันเขาต้องใช้เวลาห้าชั่วยามในการขัดเกลาพลังปราณ สองชั่วยามสำหรับฝึกคัมภีร์วิชา อีกสองชั่วยามสำหรับฝึกซ้อมต่อสู้จริง และเวลาที่เหลือก็ใช้ศึกษาพื้นฐานการปรุงยาและค่ายกล เวลานอนถูกบีบให้เหลือเพียงแค่สามชั่วยามเท่านั้น

"เจ้าไม่มีเวลาให้เสียเปล่าหรอกนะ" เสียงของหลิงชิงเยว่เย็นเยียบราวกับคมมีด "อีกครึ่งปีดินแดนลับก็จะเปิด คู่แข่งของเจ้าไม่ใช่เพื่อนร่วมชั้นในสถานศึกษาเมฆา แต่เป็นเหล่าอัจฉริยะที่เก่งกาจที่สุดในเขตแดนตะวันออก ลูกหลานสายตรงของสี่ตระกูลใหญ่ ศิษย์เอกของห้านิกายใหญ่ พวกเขาถูกบ่มเพาะด้วยทรัพยากรที่ดีที่สุดมาตั้งแต่เกิด มีคัมภีร์วิชาชั้นยอด โอสถชั้นเลิศ ของวิเศษชั้นเยี่ยม แล้วเจ้าจะเอาอะไรไปสู้กับพวกเขา"

หลินลี่ไม่ตอบคำถาม ได้แต่เร่งเดินพลังปราณให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น

ภายในร่างกายของเขา เปลวเพลิงทั้งห้าชนิดพุ่งพล่านไปตามเส้นลมปราณ คัมภีร์ผลาญอัคคีถูกขับเคลื่อนจนถึงขีดสุด หยาดเหงื่อไหลลงมาตามหน้าผาก หยดลงบนพื้น แล้วส่งเสียง ดังฉ่า เบาๆ อุณหภูมิร่างกายของเขาสูงมากจนหยาดเหงื่อระเหยหายไปในพริบตาที่สัมผัสพื้น

หลิงชิงเยว่มองดูความพยายามของเขา แววตาฉายแววพึงพอใจ แต่ปากก็ยังคงพร่ำบ่นไม่หยุด

"ยังไม่พอ การควบคุมเปลวเพลิงของเจ้ายังไม่ละเอียดพอ อานุภาพของเพลิงอเวจีปฐพีเจ้าดึงออกมาได้แค่สามส่วน ส่วนเปลวเพลิงอีกสี่ชนิดที่เหลือดึงออกมาได้ไม่ถึงสองส่วนด้วยซ้ำ ถ้าเจ้าไม่สามารถดึงพลังของเปลวเพลิงออกมาได้จนถึงขีดสุด ต่อให้ทะลวงถึงขั้นเปิดชีพจร ก็สู้พวกอัจฉริยะพวกนั้นไม่ได้หรอก"

หลินลี่กัดฟันแน่น ดึงสติสัมผัสจมดิ่งลงสู่จุดตันเถียน ค่อยๆ ทำความเข้าใจคุณสมบัติของเปลวเพลิงแต่ละชนิดอย่างละเอียด

เพลิงสัตว์อสูรดุดัน เพลิงโอสถบริสุทธิ์ เพลิงวิเศษลี้ลับ เปลวเพลิงทั้งห้าชนิดมีจุดเด่นและนิสัยที่แตกต่างกันไป เขาต้องรับบทเป็นคนฝึกม้า ค่อยๆ ปราบพยศพวกมันทีละตัวๆ เพื่อให้พวกมันยอมทำตามคำสั่ง และประสานพลังกันภายใต้ความตั้งใจของเขา

นี่เป็นงานที่ต้องใช้เวลา ต้องใช้ความอดทน และต้องใช้ความมุ่งมั่นลุกขึ้นยืนใหม่หลังจากที่ล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วน

และสิ่งที่หลินลี่มีมากที่สุด ก็คือความมุ่งมั่นนี่แหละ

หนึ่งเดือนผ่านไป

หลินลี่นั่งขัดสมาธิอยู่กลางลานบ้าน พลังปราณรอบกายไหลเวียนอย่างบ้าคลั่ง เปลวเพลิงทั้งห้าชนิดไหลลื่นอยู่บนผิวหนัง ก่อตัวเป็นเกราะเพลิงห้าสีที่งดงามตระการตา กลิ่นอายของเขาแข็งแกร่งขึ้นกว่าเมื่อเดือนก่อนมาก แต่ก็ยังคงหยุดอยู่ที่ขั้นเบิกปราณระดับเก้า เขาไม่รีบร้อนที่จะทะลวงระดับ แต่เลือกที่จะทำตามคำแนะนำของหลิงชิงเยว่ ตอกเสาเข็มรากฐานให้แน่นหนายิ่งขึ้นไปอีก

"น่าจะได้แล้วล่ะ" น้ำเสียงของหลิงชิงเยว่แฝงไว้ด้วยความพอใจ "พลังปราณของเจ้าถูกขัดเกลามาจนถึงขีดสุดแล้ว ขืนกดทับต่อไปรังแต่จะเกิดผลเสีย เตรียมตัวทะลวงระดับได้เลย"

หลินลี่พยักหน้ารับ ล้วงเอาโอสถทะลวงขั้นออกมาจากถุงมิติ มองดูมันอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เก็บกลับเข้าไป

"ไม่ใช้โอสถ" เขาพูดขึ้น

หลิงชิงเยว่เลิกคิ้วขึ้น "แน่ใจหรือ โอสถทะลวงขั้นช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จได้ถึงสามส่วนเชียวนะ เจ้า..."

"ข้าอยากลองดูว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ตรงไหน" น้ำเสียงของหลินลี่เรียบเฉย "ถ้าแค่วิชาขั้นเปิดชีพจรยังต้องพึ่งโอสถ แล้วข้าจะเอาปัญญาที่ไหนไปแย่งชิงเพลิงวิเศษในดินแดนลับได้ล่ะ"

หลิงชิงเยว่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งเสียง อือ เบาๆ

"ตกลง เริ่มเลย"

หลินลี่หลับตาลง พลังปราณในร่างกายเริ่มหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง เขากดทับเปลวเพลิงทั้งห้าชนิดลงไปในจุดตันเถียน ใช้คัมภีร์ผลาญอัคคีแปรเปลี่ยนพลังของเปลวเพลิงเหล่านี้ให้กลายเป็นพลังปราณที่บริสุทธิ์ที่สุด แล้วพุ่งทะยานเข้าชนกับกำแพงของขั้นเปิดชีพจร

ขั้นเปิดชีพจร คือการทะลวงเส้นลมปราณทั่วร่างกาย เพื่อให้พลังปราณสามารถไหลเวียนได้อย่างสมบูรณ์ หากเปรียบเทียบขั้นหลอมกายาคือการลงเสาเข็ม ขั้นเบิกปราณคือการขึ้นโครงสร้าง ขั้นเปิดชีพจรก็คือการวางระบบท่อ ยิ่งเส้นลมปราณกว้างขวางและโล่งสบายเท่าไหร่ พลังปราณก็จะยิ่งไหลเวียนได้เร็วขึ้นเท่านั้น และพลังที่สามารถดึงออกมาใช้ก็ยิ่งมหาศาลมากขึ้นตามไปด้วย

พลังปราณของหลินลี่ดั่งกระแสน้ำป่าที่ไหลหลาก พุ่งเข้าชนกับเส้นลมปราณเส้นแรก นั่นคือ เส้นชีพจรไท่อินปอด

กำแพงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจากการพุ่งชน แต่ก็ยังไม่ยอมแตกหัก

เอาใหม่

การพุ่งชนครั้งที่สอง กำแพงเริ่มมีรอยร้าว

ครั้งที่สาม รอยร้าวขยายกว้างขึ้น

ครั้งที่สี่

ตู้ม!

เส้นชีพจรไท่อินปอดถูกทะลวงสำเร็จ พลังปราณหลั่งไหลเข้าไปราวกับแม่น้ำที่แห้งขอดได้รับสายฝนอันชุ่มฉ่ำ ร่างกายของหลินลี่สั่นสะท้าน กลิ่นอายพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน

แต่เขายังไม่หยุดเพียงแค่นั้น

เส้นที่หนึ่ง เส้นที่สอง เส้นที่สาม...

เส้นลมปราณถูกทะลวงไปทีละเส้นๆ พลังปราณพุ่งพล่านอยู่ในร่างกายของหลินลี่ ก่อตัวเป็นโครงข่ายที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเส้นลมปราณเส้นสุดท้ายถูกทะลวง พลังปราณทั่วร่างของหลินลี่ก็หดตัวลงอย่างกะทันหัน ก่อนจะระเบิดออกมาราวกับพลุแตก

ขั้นเปิดชีพจรระดับหนึ่ง

ทะลวงสำเร็จ โดยไม่ต้องพึ่งพาโอสถใดๆ

หลิงชิงเยว่ลอยตัวอยู่ข้างนอกแหวน มองดูแสงปราณที่ไหลเวียนอยู่รอบกายของหลินลี่ ในดวงตาฉายแววชื่นชมออกมา

"ไม่เลว" น้ำเสียงของนางอ่อนโยนลงกว่าปกติ "ราบรื่นกว่าที่ข้าคิดไว้เยอะเลย"

หลินลี่ลืมตาขึ้น ก้มลงมองมือทั้งสองข้างของตนเอง

เขาสัมผัสได้ว่า พลังปราณในร่างกายหนาแน่นกว่าเดิมหลายเท่า ความกว้างและความคล่องตัวของเส้นลมปราณก็เหนือกว่าผู้ฝึกตนในระดับเดียวกันมาก ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการกดทับและขัดเกลาพลังอย่างยาวนานในช่วงที่อยู่ขั้นเบิกปราณระดับเก้า ยิ่งรากฐานมั่นคงเท่าไหร่ ผลตอบแทนที่ได้รับหลังจากการทะลวงระดับก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

"เอาล่ะ ถึงเวลาหลอมรวมเปลวเพลิงดวงที่หกแล้ว" น้ำเสียงของหลิงชิงเยว่แฝงรอยยิ้มเอาไว้ "ก่อนที่อาจารย์ของเจ้าจะไป เขาได้ทิ้งของบางอย่างไว้ในถุงมิติน่ะ"

หลินลี่ถึงกับอึ้ง รีบหยิบถุงมิติที่หลี่เสวียนให้ไว้ออกมา แล้วส่งสติสัมผัสเข้าไปสำรวจดู

ในส่วนลึกที่สุดของถุงมิติ มีกล่องหยกที่ผนึกเปลวเพลิงใบหนึ่งวางอยู่

กล่องหยกสีขาวบริสุทธิ์ ภายนอกสลักค่ายกลผนึกเอาไว้เต็มไปหมด แต่กระนั้น อุณหภูมิที่แผ่ออกมาจากกล่องก็ยังทำให้มวลอากาศรอบๆ บิดเบี้ยว หลินลี่ค่อยๆ เปิดกล่องหยกออกอย่างระมัดระวัง

เปลวเพลิงสีเงินขาวนอนนิ่งอยู่ในกล่อง ส่องแสงสว่างไสวเยือกเย็น อุณหภูมิของมันไม่สูงนัก ซ้ำยังให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกเสียด้วยซ้ำ แต่วินาทีที่มองเห็นเปลวเพลิงดวงนี้ รูม่านตาของหลินลี่ก็หดเกร็งอย่างรุนแรง

เพลิงวิเศษ

เพลิงวิเศษอีกดวงหนึ่งแล้ว

แถมคุณภาพยังดูสูงกว่าเพลิงอเวจีปฐพีเสียอีก

"นี่มัน... เพลิงวิเศษในทำเนียบอัคคีสวรรค์งั้นหรือ" น้ำเสียงของหลินลี่สั่นเครือเล็กน้อย

หลิงชิงเยว่จ้องมองเปลวเพลิงสีเงินขาวดวงนั้น นิ่งเงียบไปพักใหญ่

"เพลิงวิญญาณเหมันต์ลี้ลับ" เสียงของนางแฝงไว้ด้วยความไม่อยากเชื่อ "อันดับที่สามสิบเอ็ดในทำเนียบอัคคีสวรรค์ เพลิงวิเศษที่แสนจะเยือกเย็น มีคุณสมบัติตรงข้ามกับเพลิงอเวจีปฐพีอย่างสิ้นเชิง"

นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สายตาที่มองหลินลี่เปลี่ยนเป็นซับซ้อนยิ่งขึ้น

"อาจารย์ของเจ้า... ไปเอาของพรรค์นี้มาจากไหนกันเนี่ย"

หลินลี่ไม่ตอบ

เขาเพียงแค่มองดูเปลวเพลิงสีเงินขาวดวงนั้น ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง ก่อนจะค่อยๆ ปิดกล่องหยก แล้วเก็บเข้าถุงมิติไปอย่างระมัดระวัง

"ท่านอาจารย์เคยบอกไว้" เสียงของเขาแผ่วเบา "ก่อนจะไป เขาจะเตรียมของที่จำเป็นไว้ให้ข้าพร้อมสรรพ"

หลิงชิงเยว่เงียบกริบ

นางเพิ่งจะตระหนักได้ว่า การที่หลี่เสวียนจากไป อาจจะไม่ใช่แค่การออกไปตามหาเปลวเพลิงเท่านั้น เขาอาจจะเตรียมของทุกอย่างที่หลินลี่ต้องใช้ในช่วงครึ่งปีนี้เอาไว้ให้หมดแล้วก่อนที่จะไป หินปราณหนึ่งแสนก้อน โอสถกองพะเนิน และเพลิงวิญญาณเหมันต์ลี้ลับดวงนี้ ของพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่ แวะไปหยิบติดมือมา ได้ง่ายๆ เลยนะ

ผู้ชายคนนั้น ก่อนจะจากไป ได้ปูทางทุกอย่างไว้ให้ลูกศิษย์จนหมดสิ้นแล้ว

"อาจารย์ของเจ้า..." หลิงชิงเยว่เอ่ยเบาๆ "เป็นคนที่ยอดเยี่ยมมากเลยนะ"

หลินลี่พยักหน้ารับ โดยไม่พูดอะไรออกมา

แต่ขอบตาของเขา เริ่มแดงระเรื่อขึ้นมาอีกครั้ง

ห้าเดือนหลังจากนั้น ชีวิตของหลินลี่ก็เป็นระบบระเบียบราวกับเครื่องจักรกลที่ซับซ้อน

ทุกเช้า เขาจะตื่นมาฝึกฝนร่างกายและขัดเกลากล้ามเนื้อ ช่วงสาย หลอมรวมเพลิงวิญญาณเหมันต์ลี้ลับ ผสานพลังของเพลิงวิเศษทั้งสองดวงเข้าด้วยกัน เพลิงวิญญาณเหมันต์ลี้ลับกับเพลิงอเวจีปฐพีมีคุณสมบัติที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง การหลอมรวมจึงเต็มไปด้วยอันตราย หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว พลังปราณอาจจะตีกลับและระเบิดร่างเขาเป็นจุลได้ แต่ด้วยคำแนะนำอย่างใกล้ชิดของหลิงชิงเยว่ เขาค่อยๆ ค้นพบจุดสมดุลทีละน้อย อาศัยคัมภีร์ผลาญอัคคีเป็นสะพานเชื่อม ให้เพลิงวิเศษทั้งสองดวงอยู่ร่วมกันในจุดตันเถียนอย่างสันติ ไม่หลอมรวมแต่ก็ไม่ต่อต้านกัน เกิดเป็นความสมดุลอันเปราะบาง

ช่วงบ่าย ฝึกทักษะการต่อสู้ หลิงชิงเยว่จะใช้พลังวิญญาณจำลองคู่ต่อสู้ขึ้นมา ตั้งแต่ขั้นเปิดชีพจรระดับหนึ่งไปจนถึงระดับเก้า เพื่อให้เขาได้ฝึกฝนการใช้เปลวเพลิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในตอนแรก เขาแทบจะเอาชนะคู่ต่อสู้ขั้นเปิดชีพจรระดับสามไม่ได้เลย แต่พอผ่านไปหนึ่งเดือน เขาก็สามารถเอาชนะขั้นเปิดชีพจรระดับห้าได้อย่างสบายๆ และเมื่อเวลาผ่านไปสามเดือน แม้แต่คู่ต่อสู้ขั้นเปิดชีพจรระดับเจ็ดก็ไม่ใช่คู่มือของเขาอีกต่อไป

ตกกลางคืน เขาจะเรียนรู้พื้นฐานการปรุงยาและการจัดวางค่ายกล ไม่ใช่เพื่อจะเป็นนักปรุงยาหรือนักสร้างค่ายกลที่ยิ่งใหญ่ แต่เพื่อเอาตัวรอดในดินแดนลับต่างหาก การแยกแยะสมุนไพรวิเศษ การปลดผนึกค่ายกล และการสร้างค่ายกลเพื่อกักขังศัตรู ทักษะเหล่านี้อาจจะมีความสำคัญยิ่งกว่าระดับการฝึกตนเสียอีกเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอันตรายในดินแดนลับ

กาลเวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว ครึ่งปีผ่านไปไวเหมือนโกหก

เมื่อใบไม้แห้งใบสุดท้ายร่วงหล่นลงมาจากต้นจามจุรีชราในลานบ้าน หลินลี่ก็ลืมตาขึ้น

ขั้นเปิดชีพจรระดับห้า

เวลาเพียงครึ่งปี เลื่อนระดับจากขั้นเบิกปราณระดับเก้า มาสู่ขั้นเปิดชีพจรระดับห้า ทะลวงผ่านหกระดับย่อยติดต่อกัน ความเร็วระดับนี้ ถือว่าเป็นที่สุดในเขตแดนตะวันออกเลยทีเดียว แต่พลังรบที่แท้จริงของหลินลี่นั้น น่ากลัวกว่าขั้นเปิดชีพจรระดับห้าหลายเท่านัก

ภายในร่างกายของเขา เปลวเพลิงทั้งหกชนิดไหลเวียนไปตามเส้นลมปราณ เพลิงสัตว์อสูรสองดวง เพลิงโอสถสองดวง และเพลิงวิเศษอีกสองดวง เพลิงวิเศษทั้งสองดวงประสานพลังกันอย่างสมบูรณ์แบบตามหลักหยินหยาง ภายใต้การควบคุมของคัมภีร์ผลาญอัคคี พลังของเปลวเพลิงทั้งหกชนิดเมื่อรวมกันแล้ว สามารถสร้างความเสียหายที่น่าสะพรึงกลัวจนเกินกว่าระดับการฝึกตนของเขาไปไกลลิบ

เขามั่นใจว่า สามารถประมือกับผู้ฝึกตนขั้นเปิดชีพจรระดับเก้าได้อย่างสูสี

"น่าจะพร้อมแล้วล่ะ" น้ำเสียงของหลิงชิงเยว่แฝงไว้ด้วยความพอใจ "ผลงานในช่วงครึ่งปีนี้ เกินความคาดหมายของข้าไปเยอะเลย"

หลินลี่ลุกขึ้นยืน บิดขี้เกียจ กระดูกส่งเสียงดังก๊อบแก๊บดังลั่น

"ดินแดนลับจะเปิดเมื่อไหร่หรือขอรับ"

"อีกสามวัน" หลิงชิงเยว่ตอบ "พรุ่งนี้สถานศึกษาจะเรียกประชุมศิษย์ที่มีสิทธิ์เข้าดินแดนลับทั้งหมด เพื่อชี้แจงกฎกติกาและข้อควรระวัง"

หลินลี่พยักหน้ารับ เดินออกไปกลางลานบ้าน เงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืน

ดวงจันทร์กลมโตสุกสว่าง สาดแสงนวลตาลงมาอาบไล้พื้นดิน

จู่ๆ เขาก็คิดถึงอาจารย์ขึ้นมา

ครึ่งปีแล้ว หลี่เสวียนไม่มีข่าวคราวอะไรเลย ไม่มีป้ายหยกส่งข่าว ไม่มีการฝากข้อความมาบอก ราวกับหายสาบสูญไปจากโลกใบนี้ หลินลี่ไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่าเขาหาเปลวเพลิงดวงใหม่เจอหรือไม่ และไม่รู้ว่าเขาปลอดภัยดีหรือเปล่า

แต่เขาเชื่อใจอาจารย์

เหมือนกับที่อาจารย์เชื่อใจเขา

"ท่านอาจารย์" เขาพึมพำเบาๆ "รอข้าก่อนนะขอรับ เพลิงวิเศษในดินแดนลับ ข้าจะเอามันกลับมาให้ท่านเอง"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 18 - การเตรียมพร้อม

คัดลอกลิงก์แล้ว