- หน้าแรก
- จากเศษสวะสู่ตำนานเซียน ด้วยมืออาจารย์ผู้ไร้เทียมทาน
- บทที่ 17 - การจากลาชั่วคราว
บทที่ 17 - การจากลาชั่วคราว
บทที่ 17 - การจากลาชั่วคราว
บทที่ 17 - การจากลาชั่วคราว
★★★★★
ควันหลงของการประลองศิษย์ใหม่ยังคงปกคลุมไปทั่วสถานศึกษาเมฆาต่อเนื่องไปถึงสามวัน
ภาพถ่ายของหลินลี่ ไม่สิ ต้องเรียกว่าภาพวาดต่างหาก ถูกนำไปติดไว้บนบอร์ดเกียรติยศของสถานศึกษา เคียงคู่กับแชมป์การประลองรุ่นก่อนๆ ภาพวาดของเด็กหนุ่มในชุดคลุมยาวสีน้ำเงินเข้ม ใบหน้าหล่อเหลาแต่แววตาสงบนิ่ง มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ ดูแล้วไม่เหมือนเด็กหนุ่มวัยสิบหกปีเลยสักนิด แต่กลับเหมือนชายหนุ่มที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชนมากกว่า
"นี่น่ะหรือสัตว์ประหลาดที่คว้าแชมป์ด้วยระดับขั้นเบิกปราณระดับเก้า"
"ได้ยินมาว่าเขาหลอมรวมเปลวเพลิงถึงห้าชนิด แถมหนึ่งในนั้นยังมีเพลิงวิเศษด้วยนะ"
"แค่นั้นยังไม่พอนะ วิถีแห่งใจของเขายิ่งน่ากลัวกว่าอีก บนเส้นทางถามใจ เขาเดินยิ้มไปตลอดทาง แม้แต่อาจารย์หัวหน้ายังบอกเลยว่าไม่เคยเจอศิษย์แบบนี้มาก่อน"
"น่าเสียดายที่เขามีอาจารย์อยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นอาจารย์หนิงคงต้องรับเขาเป็นศิษย์แน่ๆ"
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังก้องไปทั่วทุกมุมของสถานศึกษา ภาพวาดของหลินลี่ถูกส่งต่อให้คนนับไม่ถ้วนได้เชยชม เรื่องราวของเขาถูกเล่าขานพร้อมกับเติมสีตีไข่จนดังกระฉ่อนไปทั่วทั้งเมืองเมฆา
แต่ในเวลานี้ ตัวเอกของเรื่องราวทั้งหมด กำลังยืนรับของรางวัลอยู่ที่คลังสมบัติของสถานศึกษา
รางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศการประลองศิษย์ใหม่นั้นถือว่าอู้ฟู่มาก หินปราณระดับต่ำหนึ่งหมื่นก้อน โอสถทะลวงขั้นระดับสี่หนึ่งเม็ด ของวิเศษระดับสี่หนึ่งชิ้น และสิทธิ์ในการเข้าไปฝึกวิชาในดินแดนลับของสถานศึกษาเป็นเวลาหนึ่งเดือน
ผู้ดูแลที่ทำหน้าที่แจกจ่ายรางวัล เป็นชายชราวัยห้าสิบกว่าปี ระดับการฝึกตนอยู่ราวๆ ขั้นเร้นเทวะ หน้าตาใจดี แววตาแฝงไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์นิดๆ เขายื่นถุงมิติให้หลินลี่ พร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้มว่า "พ่อหนุ่ม ทำได้ดีมาก โอสถทะลวงขั้นเม็ดนี้เป็นโอสถระดับสี่ สามารถเพิ่มโอกาสสำเร็จในการทะลวงระดับขั้นใหญ่ได้ถึงสามส่วน เก็บรักษาไว้ให้ดีล่ะ"
หลินลี่รับถุงมิติมา แล้วกล่าวขอบคุณอย่างนอบน้อม
ผู้ดูแลโบกมือปัด จู่ๆ ก็ลดเสียงลง "พ่อหนุ่ม ข้าขอเตือนอะไรหน่อยนะ พรสวรรค์รากปราณสวรรค์ของเจ้า บวกกับดีกรีแชมป์การประลอง ตอนนี้เจ้าเป็นที่จับตามองของผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนแล้ว หลังจากนี้คงมีคนมาทาบทามเจ้ามากมาย พร้อมกับเสนอผลประโยชน์สารพัดให้ แต่จำเอาไว้ล่ะ ของฟรีไม่มีในโลก รับของเขามา ก็ต้องเป็นหนี้บุญคุณเขา"
หลินลี่ชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างจริงจัง "ขอบพระคุณผู้อาวุโสที่เตือนสติขอรับ"
ชายชรายิ้มรับ และไม่ได้พูดอะไรอีก
เมื่อเดินออกจากคลังสมบัติ แสงแดดสาดส่องลงบนใบหน้า หลินลี่ก็หรี่ตาลงเล็กน้อย
"แล้วจะไปไหนต่อล่ะ" เสียงของหลิงชิงเยว่ดังขึ้นในหัว
"กลับไปหาท่านอาจารย์ขอรับ" หลินลี่ตอบกลับในใจ "สถานศึกษามีหอพักให้ แต่ข้าไม่อยากอยู่หอพัก"
"เพราะแหวนงั้นหรือ"
"อืม สถานศึกษาคนพลุกพล่านหูตาเยอะแยะ ขืนมีใครรู้เรื่องของท่านขึ้นมา ปัญหาใหญ่แน่"
หลิงชิงเยว่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งเสียง อือ เบาๆ น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนที่ยากจะสังเกตเห็น
"เจ้ารอบคอบมาก"
หลินลี่ไม่ได้ตอบอะไร เขาก้าวเดินตรงดิ่งออกจากประตูสถานศึกษาไป
เรือนหลังเล็กฝั่งตะวันตกของเมืองยังคงเงียบสงบเหมือนเช่นเคย
หลี่เสวียนกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะหินในสวน ตรงหน้ามีป้านชาวางอยู่ ในมือถือหนังสือ บันทึกเรื่องราวเขตแดนตะวันออก ที่ไปหาซื้อมาจากตลาด นั่งอ่านอย่างตั้งอกตั้งใจ พอได้ยินเสียงฝีเท้า เขาก็เงยหน้าขึ้น กวาดสายตามองหลินลี่ตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วยิ้มมุมปาก
"กลับมาแล้วหรือ รับรางวัลมาเรียบร้อยแล้วใช่ไหม"
"เรียบร้อยแล้วขอรับ" หลินลี่เดินเข้าไปนั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะหิน หยิบโอสถทะลวงขั้นออกมาจากถุงมิติ แล้ววางลงบนโต๊ะ "ท่านอาจารย์ โอสถเม็ดนี้..."
"เจ้าเก็บไว้ใช้เองเถอะ" หลี่เสวียนไม่ได้แม้แต่จะชายตามอง "ถึงตอนที่อยู่ขั้นเปิดชีพจร เจ้าคงได้ใช้มันแน่"
หลินลี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับ แล้วเก็บโอสถกลับเข้าไปในถุงมิติ
หลี่เสวียนยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนจะวางถ้วยลง สีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมา
"หลินลี่ ข้ามีเรื่องจะบอกเจ้า"
"ท่านอาจารย์โปรดชี้แนะขอรับ"
"อีกไม่กี่วัน ข้าจะออกเดินทางสักหน่อย"
คิ้วของหลินลี่กระตุกเล็กน้อย แต่เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่นั่งรอฟังอย่างเงียบๆ
"คัมภีร์ผลาญอัคคีที่เจ้าฝึก จำเป็นต้องใช้เปลวเพลิง แค่ห้าดวงที่มีอยู่มันยังไม่พอหรอกนะ" น้ำเสียงของหลี่เสวียนราบเรียบ เหมือนกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ "ข้าจะออกไปตระเวนดูข้างนอกสักหน่อย เผื่อจะเจอเพลิงวิเศษหรือเพลิงสัตว์อสูร เพลิงโอสถคุณภาพดีๆ เพิ่มอีก ยิ่งวิชาของเจ้าดูดซับเปลวเพลิงได้มากเท่าไหร่ อานุภาพก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น ของแบบนี้มีเยอะๆ ไว้ก่อนดีกว่า"
"ท่านอาจารย์จะไปนานแค่ไหนหรือขอรับ" หลินลี่ถาม
"บอกไม่ได้หรอก เร็วสุดก็สองสามเดือน ช้าสุดก็ปีสองปี" หลี่เสวียนมองดูเขา "เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้าหรอก ในเขตแดนตะวันออกนี้ คนที่จะทำอันตรายข้าได้มีไม่กี่คนหรอก น่าจะเป็นเจ้าเสียมากกว่า..."
เขาล้วงเอาป้ายหยกแผ่นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ แล้ววางลงบนโต๊ะ
"นี่อะไรหรือขอรับ" หลินลี่หยิบป้ายหยกขึ้นมา ใช้สติสัมผัสตรวจสอบดู ก็พบว่ามันคือแผนที่ที่ระบุตำแหน่งของภูเขา แม่น้ำ เมือง หมู่บ้าน และพื้นที่อันตรายต่างๆ บริเวณรอบๆ เมืองเมฆาเอาไว้อย่างละเอียด
"แผนที่บริเวณรอบเมืองเมฆา ข้าใช้เวลาวาดอยู่สองเดือนเลยนะ" หลี่เสวียนกล่าว "เจ้าอยู่เมืองเมฆาคนเดียว เกิดเรื่องฉุกเฉินอะไรขึ้นมา อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่าควรหนีไปทางไหน"
ลูกกระเดือกของหลินลี่ขยับขึ้นลง เขาเก็บป้ายหยกเข้าไว้ในอกเสื้อ
"ท่านอาจารย์ ข้า..."
"เอาล่ะๆ ไม่ต้องมาทำซึ้ง" หลี่เสวียนโบกมือตัดบท "ตอนนี้เจ้ามีฐานะเป็นศิษย์แกนนำของสถานศึกษาเมฆา มีสถานะนี้คุ้มครองอยู่ ไม่มีใครกล้าทำอะไรเจ้าในเมืองเมฆาหรอก สี่ตระกูลใหญ่ ห้านิกายใหญ่ แม้จะมีอิทธิพลมาก แต่ก็ต้องทำตามกฎ การฆ่าศิษย์แกนนำก็เท่ากับการตบหน้าสถานศึกษา เบื้องหลังสถานศึกษาคือตระกูลหนิง ตระกูลหนิงไม่ยอมอยู่เฉยแน่"
เขาหยุดไปนิดหนึ่ง แล้วพูดเสริมขึ้นมาว่า "ดังนั้นในเมืองเมฆาเจ้าจะปลอดภัยดี ที่น่าเป็นห่วงคือพวกดินแดนลับหรือซากโบราณสถานอะไรเทือกนั้น เข้าไปแล้วต้องดูแลตัวเองให้ดี เป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่มีใครรับผิดชอบ"
หลินลี่พยักหน้ารับคำ
"ครึ่งปีนี้เจ้าต้องตั้งใจฝึกวิชาให้ดี" หลี่เสวียนลุกขึ้นยืน ยืดเส้นยืดสาย "ข้าได้ยินจากหลิงชิงเยว่ว่า อีกครึ่งปีจะมีดินแดนลับเปิดใช่ไหม"
เสียงของหลิงชิงเยว่ดังลอยออกมาจากแหวน "ใช่ ดินแดนลับเมฆา เป็นดินแดนลับที่ราชวงศ์ สี่ตระกูลใหญ่ และห้านิกายใหญ่ครอบครองร่วมกัน เปิดให้เข้าไปได้ทุกๆ สามปี อนุญาตเฉพาะผู้ฝึกตนระดับขั้นเปิดชีพจรลงไปเท่านั้น ภายในมีของวิเศษจากสวรรค์และโลกมากมาย รวมถึงเพลิงวิเศษด้วย"
หลี่เสวียนเลิกคิ้วขึ้น หันไปมองหลินลี่
"เพลิงวิเศษงั้นหรือ"
"อืม" น้ำเสียงของหลิงชิงเยว่แฝงไว้ด้วยความจริงจัง "ภูเขาเพลิงผลาญฟ้า หนึ่งในสามพื้นที่อันตรายที่สุดของดินแดนลับ เล่าลือกันว่าบนภูเขาลูกนั้นมีเพลิงวิเศษซ่อนอยู่ ดวงหนึ่ง แถมคุณภาพก็ไม่ธรรมดาด้วย แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่เคยมีใครหามันเจอเลย"
"งั้นก็พอดีเลย" มุมปากของหลี่เสวียนยกขึ้น "ให้หลินลี่เข้าไปเก็บมันมาสิ"
หลินลี่ถึงกับอึ้ง
หลิงชิงเยว่ก็อึ้งไปเหมือนกัน
"ท่านอาจารย์ ตอนนี้ข้าเพิ่งจะอยู่แค่ขั้นเบิกปราณระดับเก้าเองนะขอรับ" หลินลี่ตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจ "คู่ต่อสู้ที่อ่อนแอที่สุดในดินแดนลับก็คือขั้นเปิดชีพจร ส่วนพวกรุ่นพี่ที่เป็นแกนนำก็อยู่ระดับแปดระดับเก้ากันทั้งนั้น ข้าจะเอาชีวิตรอดไปจนถึงภูเขาเพลิงผลาญฟ้าได้ยังไงก็ยังไม่รู้เลย"
"เพราะแบบนี้ไง เจ้าถึงต้องรีบเก่งขึ้นภายในครึ่งปีนี้" หลี่เสวียนตบไหล่เขา "อาจารย์เชื่อในตัวเจ้านะ"
หลินลี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ไม่พูดอะไรอีก
เขารู้ดีว่า สิ่งที่อาจารย์พูดนั้นถูกต้อง เวลาครึ่งปี มากพอที่จะทำให้เขาทะลวงเข้าสู่ขั้นเปิดชีพจร หรืออาจจะไปได้ไกลกว่านั้นด้วยซ้ำ อานุภาพของคัมภีร์ผลาญอัคคีก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามจำนวนเปลวเพลิงที่เขาดูดซับเข้าไป ตราบใดที่เขาแข็งแกร่งพอ โอกาสทั้งหมดในดินแดนลับก็จะต้องตกเป็นของเขาอย่างแน่นอน
"อ้อ จริงสิ" จู่ๆ หลี่เสวียนก็นึกอะไรขึ้นมาได้ "เจ้าไม่ได้อยู่หอพักของสถานศึกษาใช่ไหม"
"ไม่ขอรับ" หลินลี่ส่ายหน้า "ข้ามีความลับเยอะแยะ อยู่หอพักคงไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่"
หลี่เสวียนพยักหน้ารับ และไม่ซักไซ้ไล่เลียงอะไรต่อ
"โอเค งั้นหลังจากข้าไปแล้ว เจ้าก็พักอยู่ที่เรือนหลังนี้ต่อไปเถอะ ข้าจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าไปปีนึงแล้ว อยู่ได้สบายๆ จนกว่าดินแดนลับจะเปิดเลยล่ะ"
เขาล้วงเอาถุงมิติใบใหญ่กว่าเดิมออกมา แล้ววางลงบนโต๊ะ
"ในนี้มีหินปราณกับโอสถ เพียงพอให้เจ้าใช้ได้ครึ่งปี ใช้สอยอย่างประหยัดล่ะ"
หลินลี่รับถุงมิติมา ใช้สติสัมผัสตรวจสอบดู รูม่านตาก็หดเกร็งเล็กน้อย
หินปราณอัดแน่นอยู่เต็มถุง อย่างน้อยๆ ก็หนึ่งแสนก้อน แถมยังมีโอสถสารพัดชนิด ตั้งแต่ระดับหนึ่งไปจนถึงระดับสี่ มากพอที่จะให้เขาใช้ไปได้ตลอดครึ่งปี
"ท่านอาจารย์ นี่มัน..."
"บอกแล้วไง ว่าไปเจรจาธุรกิจมานิดหน่อย" น้ำเสียงของหลี่เสวียนยังคงราบเรียบ "ถุงมิติของยอดฝีมือขั้นตำหนักเทวะคนนั้น มีของดีเยอะกว่าที่ข้าคิดไว้อีก"
หลินลี่นิ่งเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะลุกขึ้นยืน แล้วโค้งคำนับหลี่เสวียนอย่างสุดซึ้ง
"ขอบพระคุณท่านอาจารย์มากขอรับ"
"เอาล่ะๆ พอได้แล้ว" หลี่เสวียนพยุงเขาขึ้นมา "เจ้าตั้งใจฝึกวิชาให้ดี ก็ถือเป็นการตอบแทนข้าอย่างดีที่สุดแล้วล่ะ"
เขามองดูท้องฟ้า พระอาทิตย์คล้อยต่ำลง ท้องฟ้าทอแสงสีทองอมแดง
"เย็นมากแล้ว ข้าไปเก็บของก่อนนะ พรุ่งนี้เช้าจะได้ออกเดินทาง"
"เดินทางปลอดภัยนะขอรับท่านอาจารย์"
หลี่เสวียนโบกมือลา แล้วเดินเข้าห้องไป
หลินลี่ยืนอยู่กลางลานบ้าน มองดูแผ่นหลังของอาจารย์ที่หายลับไปหลังบานประตู ความรู้สึกซับซ้อนพลุ่งพล่านขึ้นมาในใจ
ผู้ชายคนนี้ เก็บเขามาจากพงหญ้ารกชัฏนอกเมืองวารีทมิฬ มอบชีวิตใหม่ให้เขา มอบบ้านให้เขา มอบที่พึ่งพิงให้เขา และตอนนี้ เพื่อให้เขาแข็งแกร่งขึ้น ก็กำลังจะออกเดินทางเพียงลำพังเพื่อตามหาเปลวเพลิงอีก
"อาจารย์ของเจ้า..." เสียงของหลิงชิงเยว่ดังขึ้นในหัว น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจ "เป็นอาจารย์ที่ดีมากนะ"
"ข้าทราบขอรับ" หลินลี่ตอบเบาๆ
"เพราะฉะนั้น เจ้าจะทำให้เขาผิดหวังไม่ได้เด็ดขาด" น้ำเสียงของหลิงชิงเยว่เปลี่ยนเป็นเข้มงวดขึ้นมา "เวลาครึ่งปี เจ้าต้องทะลวงเข้าสู่ขั้นเปิดชีพจรให้ได้ และต้องยืนหยัดในขั้นเปิดชีพจรให้ได้อย่างมั่นคง โอกาสในดินแดนลับ เจ้าต้องคว้ามันมาให้ได้"
หลินลี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นมาในดวงตา
"ข้าทราบขอรับ"
[จบแล้ว]