- หน้าแรก
- จากเศษสวะสู่ตำนานเซียน ด้วยมืออาจารย์ผู้ไร้เทียมทาน
- บทที่ 13 - มอบวิชา
บทที่ 13 - มอบวิชา
บทที่ 13 - มอบวิชา
บทที่ 13 - มอบวิชา
★★★★★
จากแคว้นจันทราสีครามไปจนถึงใจกลางความเจริญของเขตแดนตะวันออก หลี่เสวียนและหลินลี่ใช้เวลาเดินทางถึงสองเดือนเต็ม
ตลอดสองเดือน พวกเขาเดินทางผ่านดินแดนรกร้างว่างเปล่าแห่งแล้วแห่งเล่า ทั้งหนองน้ำที่มีหมอกพิษปกคลุม เทือกเขาที่มีสัตว์อสูรเพ่นพ่าน และทะเลทรายที่แห้งแล้งไร้พืชพรรณ
ระหว่างทางพบเจอขุมกำลังน้อยใหญ่มากมายนับไม่ถ้วน แต่กลับไม่มีใครกล้าเข้ามาหาเรื่องพวกเขาสักคนเดียว เหตุผลนั้นง่ายมาก เป็นเพราะหลี่เสวียนจงใจปล่อยกลิ่นอายของขั้นตำหนักเทวะออกมาบางส่วน ราวกับเป็นคบเพลิงสว่างไสวในยามค่ำคืน รัศมีร้อยลี้รอบตัว ผู้ฝึกตนคนไหนที่มีสมองต่างก็พากันเดินอ้อมไปให้ไกลทั้งนั้น
หลินลี่เองก็ไม่ได้อยู่ว่างๆ ในช่วงสองเดือนนี้ กลางวันเดินทาง ตกกลางคืนก็ฝึกวิชา หลิงชิงเยว่ลอยออกมาจากแหวนในสภาวะวิญญาณ คอยจับมือสอนเขาขัดเกลาพลังปราณและเคี่ยวกรำเส้นลมปราณอย่างใกล้ชิด
ทว่าตอนนี้ไม่ได้มีแค่หลินลี่คนเดียวที่มองเห็นนางได้ แม้แต่หลี่เสวียนเองก็มองเห็นนางแล้วเช่นกัน ในเมื่ออีกฝ่ายรู้ถึงการมีอยู่ของนางแล้ว นางก็ไม่มีความจำเป็นต้องหลบๆ ซ่อนๆ อีกต่อไป
"รากฐานของเจ้าถือว่าทำได้ไม่เลว แต่ก็ยังไม่พอหรอกนะ" น้ำเสียงของหลิงชิงเยว่ใสกระจ่างดุจแสงจันทร์ "เขตแดนตะวันออกไม่เหมือนแคว้นจันทราสีคราม ที่นั่นอัจฉริยะมีเยอะประหนึ่งสุนัข ยอดฝีมือก็เดินกันให้ขวักไขว่ ขั้นเบิกปราณน่ะหรือ ไปอยู่ที่นั่นแม้แต่จะเป็นคนถือรองเท้าให้เขาก็ยังไม่คู่ควรเลย"
หลินลี่นั่งขัดสมาธิอยู่ข้างกองไฟ หยาดเหงื่อไหลหยดลงมาตามกรอบหน้า แต่สีหน้าของเขากลับไม่มีความหวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย
"ข้าทราบดีขอรับ"
"ทราบก็ดีแล้ว" หลิงชิงเยว่ลอยมาอยู่ตรงหน้าเขา ร่างสีขาวบริสุทธิ์ดูเลือนรางท่ามกลางแสงไฟ "ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ข้าจะสอนวิชาให้เจ้าบทหนึ่ง"
หลินลี่ลืมตาขึ้น ในดวงตาฉายแววอยากรู้อยากเห็น
"วิชาอะไรหรือขอรับ"
"คัมภีร์ผลาญอัคคี"
น้ำเสียงของหลิงชิงเยว่แฝงไว้ด้วยความจริงจังอย่างเห็นได้ชัด
"คัมภีร์วิชานี้ข้าได้มาจากดินแดนลับโบราณเมื่อนานมาแล้ว ไม่แน่ชัดว่าอยู่ในระดับใด แต่จากสายตาของยอดฝีมือขั้นฝ่าทัณฑ์สวรรค์อย่างข้า อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นระดับสวรรค์ขึ้นไป"
ลมหายใจของหลินลี่สะดุดไปชั่วขณะ
ระดับวิชาในโลกนี้แบ่งจากต่ำไปสูงคือ ระดับปฐพี ระดับมนุษย์ ระดับฟ้า ระดับสวรรค์ และตำนานอย่างระดับศักดิ์สิทธิ์กับระดับเทพ วิชาที่อยู่ตั้งแต่ระดับสวรรค์ขึ้นไป ในเขตแดนตะวันออกถือเป็นของล้ำค่าประจำนิกายที่ไม่มีทางนำออกมาให้ใครเห็นง่ายๆ
"ระดับสวรรค์ขึ้นไปหรือขอรับ" น้ำเสียงของเขาเริ่มตื่นเต้น
"ยิ่งกว่านั้นอีก" หลิงชิงเยว่ส่ายหน้า "ข้าศึกษาคัมภีร์เล่มนี้มาหลายปี ขีดจำกัดของมันไปได้ไกลกว่าระดับสวรรค์มากนัก แต่มันมีจุดเด่นอยู่อย่างหนึ่งก็คือ มันไม่ใช่วิชาที่สมบูรณ์แบบในตัวมันเอง แต่มันเป็นวิชาประเภท เติบโตได้"
"เติบโตได้หรือขอรับ"
"ใช่ แก่นแท้ของคัมภีร์ผลาญอัคคีคือ รวบรวมเพลิงนับหมื่นในใต้หล้า หลอมรวมไว้ในร่างเดียว ทุกครั้งที่รวบรวมเปลวเพลิงชนิดใหม่ได้ อานุภาพของวิชาก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ตามทฤษฎีแล้ว หากเจ้าสามารถรวบรวมเปลวเพลิงที่แข็งแกร่งและมีจำนวนมากพอ อานุภาพของคัมภีร์ผลาญอัคคีก็สามารถเพิ่มพูนขึ้นไปได้อย่างไร้ขีดจำกัด"
นางเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง สายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าของหลินลี่
"แต่นั่นก็หมายความว่า วิชานี้ไม่มีทางลัด เจ้าต้องออกตามหาเปลวเพลิง ต้องสยบมันให้ได้ และต้องหลอมรวมเพลิงแต่ละชนิดให้กลายเป็นพลังของเจ้าเอง กระบวนการนี้ทั้งอันตรายและยาวนาน เจ้ากล้าพอไหมล่ะ"
หลินลี่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามคำถามขึ้นมาข้อหนึ่ง
"ท่านอาจารย์หลี่... จะช่วยข้าหาเพลิงพวกนั้นไหมขอรับ"
มุมปากของหลิงชิงเยว่กระตุกยิกๆ
"เจ้านี่มันช่างรู้จักเกาะใบบุญคนอื่นจริงๆ นะ"
"ท่านอาจารย์สอนไว้ขอรับ" สีหน้าของหลินลี่ดูจริงจังมาก "มีคนหนุนหลังแล้วไม่ยอมใช้ ก็คือคนโง่"
หลิงชิงเยว่ถึงกับพูดไม่ออก
นางต้องยอมรับเลยว่า วิธีการเข้าหากันของศิษย์อาจารย์คู่นี้ ไม่เหมือนกับคู่ศิษย์อาจารย์คนไหนที่นางเคยพบเจอมาก่อน อาจารย์คนอื่นๆ มักจะให้ลูกศิษย์ออกไปหาประสบการณ์ ไปเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ไปเลียเลือดบนคมหอกคมดาบ แล้วเรียกสิ่งนั้นอย่างสวยหรูว่า การขัดเกลาวิถีแห่งใจ แต่หลี่เสวียนกลับต่างออกไป ลูกศิษย์อยากได้อะไร เขาก็หามาประเคนให้ ลูกศิษย์เจออันตรายอะไร เขาก็ออกหน้าจัดการให้เรียบ แต่ก็นั่นแหละ นี่คือเหตุผลที่นางกล้าปรากฏตัวต่อหน้าหลี่เสวียน เผื่อว่าสักวันนางอาจจะพึ่งพาหลี่เสวียนเพื่อฟื้นฟูดวงวิญญาณหรือแม้กระทั่งหล่อหลอมกายเนื้อขึ้นมาใหม่ได้
แต่ที่แปลกก็คือ หลินลี่ไม่ได้กลายเป็นคนอ่อนแอเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อเพราะการ ถูกตามใจ เช่นนี้ ตรงกันข้าม วิถีแห่งใจของเขากลับแน่วแน่ยิ่งกว่าใครๆ
บางที นี่อาจจะเป็นวิถีทางในแบบของหลี่เสวียนก็ได้
"ก็ได้" หลิงชิงเยว่ถอนหายใจ "เดี๋ยวข้าจะลองไปคุยกับอาจารย์ของเจ้าดู"
ตอนที่นางพูดประโยคนี้ นางไม่ได้คาดคิดเลยว่า ประสิทธิภาพในการทำงานของหลี่เสวียน จะรวดเร็วกว่าที่นางคิดไว้มากนัก
สองเดือนต่อมา เมื่อพวกเขาเดินพ้นจากดินแดนรกร้าง และก้าวเข้าสู่เมืองแรกในเขตแดนตะวันออก หลี่เสวียนก็ไปหาเปลวเพลิงมาจากไหนก็ไม่รู้ถึงห้าชนิด จัดเรียงไว้ในถุงมิติอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ราวกับสินค้าลดราคาในตลาดสด แล้วนำมาวางตรงหน้าหลินลี่
"เพลิงสัตว์อสูรสองชนิด เพลิงโอสถสองชนิด แล้วก็เพลิงวิเศษอีกหนึ่งชนิด" น้ำเสียงของหลี่เสวียนราบเรียบเหมือนกำลังบอกราคาผักในตลาด "เพลิงสัตว์อสูรสกัดมาจากสัตว์อสูรระดับสี่สองตัว เพลิงโอสถก็ไปยืมมาจากเตาหลอมของนักปรุงยาระดับสี่สองคน ส่วนเพลิงวิเศษนั่น..."
เขาเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง มุมปากยกขึ้นน้อยๆ
"ระหว่างทางเจอผู้ฝึกตนขั้นตำหนักเทวะตาไม่ถึงคนหนึ่ง พก เพลิงอเวจีปฐพี อันดับที่ยี่สิบสามในทำเนียบปฐพีติดตัวมาด้วย มันเป็นคนลงมือก่อน ข้าก็เลยจัดการเก็บกวาดมาให้"
แม้ว่าอีกฝ่ายจะมีระดับขั้นตำหนักเทวะระดับหนึ่งเท่ากัน แต่พลังการฝึกตนของเขาคือพลังปราณบริสุทธิ์ที่ระบบมอบให้ ในขณะที่อีกฝ่ายเป็นเพียงพลังปราณที่ได้มาจากการฝึกฝนอย่างสะเปะสะปะ พลังรบจึงแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน เหนือกว่ากันอย่างเห็นได้ชัด
หลิงชิงเยว่ถึงกับพูดไม่ออก
มิน่าล่ะ ระหว่างที่เดินทาง หลี่เสวียนถึงได้หายตัวไปบ่อยๆ แล้วสักพักก็กลับมาหาหลินลี่
นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ บังคับตัวเองให้ใจเย็นลง
เพลิงอเวจีปฐพี อันดับที่ยี่สิบสามในทำเนียบอัคคีปฐพี เพลิงวิเศษถูกแบ่งออกเป็นอัคคีสวรรค์สามสิบหกสายและอัคคีปฐพีเจ็ดสิบสองสาย แต่ละชนิดล้วนเป็นการตกผลึกของพลังปราณแห่งฟ้าดิน เป็นสิ่งที่พบเจอได้ยากยิ่ง นักปรุงยาและผู้ฝึกตนธาตุไฟมากมายใช้เวลาทั้งชีวิตก็ยังหาเพลิงวิเศษไม่เจอสักดวง แต่หลี่เสวียนกลับไป ยืม มาได้อย่างง่ายดายริมทางเนี่ยนะ
แถมไอ้ประโยคที่บอกว่า มันเป็นคนลงมือก่อน ข้าก็เลยจัดการเก็บกวาดมาให้ ฟังดูยังกับแวะไปซื้อกับข้าวที่ตลาดแล้วหยิบต้นหอมติดมือมาด้วยอย่างนั้นแหละ
หลิงชิงเยว่มองไปที่หลินลี่ด้วยสายตาที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น
เด็กคนนี้ ตกลงแล้วไปได้อาจารย์แบบไหนมากันแน่
ส่วนหลินลี่กลับดูใจเย็นมาก เขาเริ่มคุ้นชินกับสไตล์การลงมือแบบ สบายๆ ของอาจารย์แล้ว เขารับถุงมิติมา แล้วค้อมตัวคำนับอย่างนอบน้อม "ขอบพระคุณขอรับท่านอาจารย์"
"ไม่เป็นไร" หลี่เสวียนโบกมือปัด "เจ้าตั้งใจฝึกไปก็พอ อ้อ ว่าแต่การเปิดรับศิษย์ของสถานศึกษาที่เจ้าเคยพูดถึง จะเริ่มเมื่อไหร่หรือ"
"อีกสามเดือนข้างหน้าขอรับ" หลินลี่ตอบ "สถานศึกษาเมฆา"
"สถานศึกษาเมฆาหรือ" หลี่เสวียนเลิกคิ้วขึ้น "ชื่อฟังดูเหมือนโรงเรียนเลยนะ"
"ก็คล้ายๆ กันนั่นแหละ" หลิงชิงเยว่รับช่วงต่อ "เมืองใหญ่ๆ ในเขตแดนตะวันออกล้วนมีสถานศึกษาทำนองนี้ตั้งอยู่ สร้างขึ้นเพื่อบ่มเพาะผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์โดยเฉพาะ สถานศึกษาเมฆาเป็นสถานศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในเขตเมฆา มีตระกูลหนิงซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่คอยหนุนหลังอยู่ ทรัพยากรครูผู้สอนถือว่าดีมาก ระบบการเรียนการสอนก็สมบูรณ์แบบ ให้หลินลี่ไปเรียนที่นั่น ดีกว่าให้ร่อนเร่พเนจรไปกับเจ้าเยอะ"
ตอนที่นางพูดประโยคที่ว่า ดีกว่าให้ร่อนเร่พเนจรไปกับเจ้าเยอะ น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความรำคาญใจอยู่จางๆ หลี่เสวียนแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน ก็แน่ล่ะ ถ้าเขาไม่ร่อนเร่พเนจร เขาจะไปยืมของดีๆ พวกนี้มาให้ลูกศิษย์ได้อย่างไร
"ตกลง" เขาพยักหน้ารับ "ถ้างั้นเราจะไปตั้งหลักกันที่เมืองเมฆา รออีกสามเดือนก็แล้วกัน"
ถือโอกาสนี้ให้ศิษย์รักได้ลงหลักปักฐาน ส่วนตัวเขาเองก็จะได้สะดวกในการออกไปสืบข่าวเรื่องเปลวเพลิงต่างๆ เพื่อจะได้ไปยืมทรัพยากรมาให้ศิษย์เพิ่ม เพราะเวลาไปยืมของคนอื่น พาแวะเอาลูกศิษย์ไปด้วยมันคงไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่
[จบแล้ว]