- หน้าแรก
- สารวัตรสืบสวน
- ตอนที่ 32 ขอเชิญดื่มอีกสักจอก
ตอนที่ 32 ขอเชิญดื่มอีกสักจอก
ตอนที่ 32 ขอเชิญดื่มอีกสักจอก
ก่อนมา ผู้กำกับหม่าได้กำชับผู้กองโจวไว้ว่า ตอนที่ต้องติดต่อกับครอบครัวของผู้เสียชีวิต จะต้องระมัดระวังวิธีการพูดให้มาก โดยเฉพาะเรื่องสาเหตุการเสียชีวิตของหลี่ต้องรู้จักใช้ศิลปะในการเลี่ยงคำ ห้ามพูดตรงเกินไปจนญาติรับไม่ไหว
ผู้กองโจวได้บอกเรื่องนี้กับทุกคนไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบนี้ หญิงคนนั้นกลับสนใจแค่เรื่องเงิน และไม่ได้มีความห่วงใยหลี่เลยแม้แต่น้อย ความรู้สึกมันเหมือนกับง้างหมัดชกออกไปสุดแรงแต่กลับไปกระทบถูกปุยฝ้าย
ท้องฟ้าเริ่มมืดลง จะเดินทางกลับตอนนี้ก็คงไม่ทัน พวกเขาจึงปรึกษากันว่าให้หาที่พักก่อน ถือโอกาสหาข่าวในหมู่บ้านไปด้วย แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยมาใหม่อีกรอบ
หลังจากไปหาเลขาธิการพรรคประจำหมู่บ้าน หม่าจื้อหย่วนก็นำทางทั้งสี่คนไปที่บ้านของชาวนาหลังหนึ่ง บ้านหลังนี้มีสองห้อง แต่แบ่งให้พวกเขาสี่คนพักได้แค่ห้องเดียว ภายในเป็นเตียงดินความยาวประมาณ 1.8 เมตร กว้าง 2.5 เมตร ซึ่งพวกเขาทั้งสี่คนต้องนอนเบียดกัน
สภาพความเป็นอยู่มีเพียงเท่านี้จริงๆ คืนละ 20 หยวน มีผ้าห่มให้สี่ผืน ส่วนน้ำสำหรับล้างหน้าแปรงฟันก็ต้องใช้น้ำจากแม่น้ำเท่านั้น
เมื่อจัดการเรื่องที่พักให้ทั้งสี่คนเสร็จ หม่าจื้อหย่วนก็รีบออกไปขายของ หมู่บ้านนี้เล็กมาก ชาวบ้านทุกคนล้วนต้อนรับการมาเยือนของหม่าจื้อหย่วน ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เขาก็กลับมาหาผู้กองโจวพร้อมกับเล่าเรื่องอาหารเย็นให้ฟัง
เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ได้กินเนื้อบ้างย่อมเป็นเรื่องดี บ้านชาวนาที่พวกเขากำลังพักอยู่นี้ ปกติก็รับรองแขกอยู่แล้ว มื้อนี้มีไก่หนึ่งตัว เป็ดหนึ่งตัว ปลาสองตัว กับข้าวผักอีกสี่ห้าอย่าง ข้าวสวยเติมไม่อั้น ทั้งหมดนี้ในราคา 100 หยวน นอกจากนี้ยังมีเหล้าหมักทำเองของท้องถิ่นให้ดื่มไม่อั้นด้วย ที่ต้องเตรียมอาหารเยอะขนาดนี้ เป็นเพราะผู้กองโจวตั้งใจจะเชิญผู้ใหญ่บ้านมากินข้าวด้วยกัน เพื่อตะล่อมถามข้อมูลเกี่ยวกับหลี่
หม่าจื้อหย่วนกลับมาพร้อมกับข่าวหนึ่ง หมู่บ้านนี้เพิ่งจะมีคนเข้ามาอีกกลุ่ม ดูเหมือนจะเป็นนักเดินทางสองคน ทั้งคู่พกอุปกรณ์เดินป่าแบบมืออาชีพ มีม้ามาด้วย พวกเขามาซื้อหญ้ากับน้ำในหมู่บ้าน แล้วก็กางเต็นท์อยู่ที่ริมหมู่บ้าน หม่าจื้อหย่วนบอกว่า ตัวอักษรบนเต็นท์เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ทั้งสองคนเป็นผู้ชายที่ดูยังวัยรุ่นอยู่ ส่วนม้าที่พามาด้วยก็ไม่ใช่ม้าเช่าของคนในพื้นที่ เพราะตัวใหญ่กว่าม้าท้องถิ่นอย่างเห็นได้ชัด ดูทรงแล้วคงเป็นนักเดินทางที่เตรียมตัวมาอย่างดี
ก็ใช่น่ะสิ สถานที่แห่งนี้มีขนาดแค่นี้ คนอย่างหม่าจื้อหย่วนไม่เพียงแต่รู้จักผู้คนแถบนี้แทบทุกคน แม้แต่ม้า... เขาก็ยังจำได้เกือบหมด...
ในหมู่บ้านไม่มีอะไรให้ทำ ป๋ายซงกับสวีเทาจึงเดินเตร็ดเตร่ไปรอบๆ กว่าจะถึงเวลาอาหารเย็นก็อีกตั้งหนึ่งชั่วโมง หมู่บ้านเล็กเกินไป เดินไปไม่กี่ก้าวก็เห็นเต็นท์ที่หม่าจื้อหย่วนพูดถึงแล้ว บัณฑิตจบปริญญาตรีสองคนยืนเพ่งมองอยู่นาน ก็ยังไม่รู้ว่าตัวอักษรภาษาอังกฤษบนเต็นท์นั้นแปลว่าอะไร... เดาว่าคงเป็นแบรนด์ต่างประเทศ สำหรับเรื่องแบรนด์เนมพวกนี้ ป๋ายซงแทบจะเรียกได้ว่ามืดแปดด้าน ถ้าเปลี่ยนเป็นหวังหัวตงมายืนตรงนี้ อาจจะพอดูออกบ้างก็ได้
เมื่อมองจากระยะห่างหลายสิบเมตร ผู้ชายสองคนนี้มีผิวสีแทนดูสุขภาพดี รูปร่างกำยำล่ำสัน มองปราดเดียวก็รู้ว่าคงขลุกอยู่ในฟิตเนสกับกิจกรรมกลางแจ้งมาไม่น้อย เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ดูหรูหรามีราคา แบรนด์เสื้อผ้าคือ... อืม มองไม่ชัด เดาว่า... ต่อให้มองชัดก็คงไม่รู้จักอยู่ดี...
นักเดินทางทั้งสองกำลังตั้งหม้อสนามแบบต้มเร็วไว้ข้างเต็นท์โดยใช้เชื้อเพลิงแข็ง ดูจากข้าวของเครื่องใช้แล้ว คงไม่ใช่พวกแก๊งลักลอบล่าสัตว์แน่นอน คำกล่าวที่ว่า 'ปากท้องอิ่มถึงจะรู้จักมารยาท' ไม่ใช่คำพูดลอยๆ รวยขนาดนี้แล้วจะมาแอบล่าสัตว์ป่าทำไม ถ้าทำจริงก็คงสมองมีปัญหาแล้ว
เดินเตร็ดเตร่อยู่ราวๆ ยี่สิบนาที แทบทุกคนที่เห็นป๋ายซงจะต้องจ้องเขม็งอยู่นาน คงเพราะแถวนี้ไม่ค่อยมีคนตัวสูงขนาดนี้มาล่ะมั้ง? ป๋ายซงคิดในใจ ถ้าเปลี่ยนหวังเลี่ยงมาเป็นเขา หมอนั่นคงคิดว่าตัวเองหล่อเท่บาดใจแน่ๆ
เมื่อกลับมาถึงที่พัก กลิ่นฟืนที่กำลังลุกไหม้ก็ลอยคละคลุ้งไปทั่ว คนหกเจ็ดคนนั่งประจำที่กันแล้ว นอกจากเจ้าของบ้าน ผู้กองโจว เว่ยจื่อเสียง และหม่าจื้อหย่วนแล้ว ก็ยังมีผู้ชายในหมู่บ้านอีกสามคน พวกเขากำลังดื่มเหล้าแกล้มกับเต้าหู้น้ำพุซึ่งเป็นของขึ้นชื่อในท้องถิ่น
"มาๆ เร็วเข้า" ผู้กองโจวร้องเรียกป๋ายซงอย่างกระตือรือร้น "นายน่ะมันหนุ่มร่างใหญ่แห่งมณฑลหลู่ วันนี้พวกเราต้องพึ่งนายแล้วนะ"
ป๋ายซงรู้ดีว่านี่ไม่ใช่คำพูดเกรงใจแต่อย่างใด ผู้กองโจววางแผนไว้แล้ว หน้าที่ของป๋ายซงในวันนี้คือการนั่งดริ๊งก์เป็นเพื่อนชาวบ้าน ดื่มให้เยอะเข้าไว้ นี่แทบจะนับเป็นภารกิจหลักเลยทีเดียว!
ก่อนหน้านี้ ผู้กองโจวเคยลองถามไถ่ครอบครัวเจ้าของบ้านที่พวกเขากำลังพักอยู่แล้ว แต่ทุกคนล้วนปิดปากเงียบเมื่อถูกถามถึงเรื่องของครอบครัวหลี่ไม่รู้ว่ามีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรหรือเปล่า และบางครั้ง ไม่ว่าผู้คนจะอยู่ห่างไกลกันแค่ไหน หากเหล้าเข้าปากและจังหวะได้ที่ ทุกอย่างก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายไปเอง ในสถานที่ที่ห่างไกลความเจริญและไม่มีแม้แต่สัญญาณโทรศัพท์แบบนี้ จะยังมีวิธีไหนที่ดีไปกว่านี้อีกงั้นหรือ?
มื้อนี้ผู้กองโจวเป็นเจ้ามือ เขาได้ตกลงกับเจ้าของบ้านไว้ล่วงหน้าแล้วว่า หากเงินไม่พอ พรุ่งนี้จะจ่ายเพิ่มให้ แต่ของกินของดื่มคืนนี้ห้ามขาดตอนเด็ดขาด อันที่จริง ในสถานที่ห่างไกลแบบนี้ อำนาจการซื้อของเงิน 100 หยวนนั้นถือว่ามีค่ามาก เจ้าของบ้านยังกลัวด้วยซ้ำว่าถ้าดูแลไม่ดีจะรู้สึกผิดต่อเงิน 100 หยวนนี้
ชาวบ้านในท้องถิ่นคุ้นเคยกับเหล้าหมักทำเองเป็นอย่างดี เหล้าดีกรีต่ำถูกซดจนหมดชามแล้วชามเล่า เหล้าขาวที่มีแอลกอฮอล์ไม่ถึง 20 ดีกรีพวกนี้ ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง แต่ละคนก็ซัดกันไปกว่าหนึ่งจิน สวีเทาเป็นคนแรกที่ขอยอมแพ้และถูกป๋ายซงลากกลับเข้าห้องไป
ราวๆ สองทุ่ม ป๋ายซงช่วยดื่มแทนผู้กองโจวไปอย่างน้อยสี่ชาม แต่ละชามมีปริมาณมากถึงสามเหลียง ตอนนี้หัวเขาเริ่มหมุนติ้วแล้ว ในที่สุดทุกคนก็เริ่มเปิดอกคุยกัน
ป๋ายซงฝืนรวบรวมสติ อาศัยจังหวะขอตัวไปเข้าห้องน้ำ แอบไปอ้วกจนหมดไส้หมดพุง ก่อนจะเดินไปล้างหน้าที่แม่น้ำสายเล็กๆ ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านเพียงร้อยกว่าเมตร
เมื่อท้องฟ้ามืดมิด หมู่บ้านแห่งนี้ก็แทบจะไม่มีแสงสว่างใดๆ อีกเลย ตอนที่นั่งดื่มกันเมื่อครู่ก็อาศัยแค่แสงจากตะเกียงน้ำมัน ที่นี่มีท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวงดงามแบบที่ป๋ายซงไม่ได้เห็นมานานหลายปี มันเป็นสถานที่ที่ไร้มลภาวะทางแสงโดยสิ้นเชิง
ของกินของดื่มแทบทั้งหมดถูกขย้อนออกมาจนเกลี้ยง หลังจากล้างหน้าล้างตาให้สะอาด ความเย็นเฉียบของน้ำในแม่น้ำก็ช่วยดึงสติของป๋ายซงให้กลับคืนมา ความเมามายสร่างซาไปได้ราวๆ สองสามส่วน
ระหว่างทางเดินกลับ ป๋ายซงรู้สึกว่าใช้เวลานานกว่าขามา บางครั้งเวลาที่คนเราเมา ระยะทางไม่กี่ร้อยเมตรหรือเป็นกิโลเมตรกลับรู้สึกเหมือนเดินแค่พริบตาเดียว เพราะตอนนั้นการรับรู้ต่อร่างกายและเวลาจะแย่ลงมาก แต่ตอนนี้สติสัมปชัญญะเริ่มกลับมาดีขึ้น เขาจึงรู้สึกว่าระยะทางมันช่างยาวไกลเสียเหลือเกิน
วันนี้เป็นวันขึ้นเจ็ดค่ำเดือนสิบตามปฏิทินจันทรคติ แสงจันทร์ค่อนข้างสลัวแต่ก็สว่างพอจะใช้เป็นทางนำทางได้ ไม่นานป๋ายซงก็เดินมาถึงบริเวณใกล้หมู่บ้าน
ทั้งหมู่บ้านไม่มีแสงไฟใดๆ แสงสว่างจากเต็นท์ของนักเดินทางทั้งสองคนจึงดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ เมื่อเห็นเต็นท์หลังนี้ ป๋ายซงก็หยุดฝีเท้าและจ้องมองอยู่นาน อาจเป็นเพียงเพราะว่านี่คือสิ่งปลูกสร้างที่ดูทันสมัยที่สุดในหมู่บ้านแห่งนี้ หรืออาจเป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็น ป๋ายซงยืนหลบอยู่ข้างบ้านหลังหนึ่ง เฝ้ามองแสงไฟในเต็นท์ และอดสงสัยไม่ได้ว่าสองคนนั้นหลับไปแล้วหรือกำลังทำอะไรอยู่ ขณะที่กำลังมองและคิดเพลินๆ เขาก็เห็นนักเดินทางทั้งสอง ซึ่งไม่รู้ว่าออกไปทำอะไรกันเพิ่งจะกลับมา พวกเขาเดินตามกันเข้าไปในเต็นท์
แค่ไปทำธุระส่วนตัวจำเป็นต้องแต่งตัวมิดชิดเต็มยศขนาดนี้เลยเหรอ... ป๋ายซงอดไม่ได้ที่จะมีความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัว เขาหัวเราะร่วนในใจ สองตาหรี่ปรือ เดินโซเซกลับไปที่พัก เมื่อเห็นผู้กองโจวกำลังคุยจ้ออย่างออกรส เขาก็รู้สึกเบาใจ รีบทิ้งตัวลงบนเตียงดินและหลับสนิทไปในทันที