- หน้าแรก
- สารวัตรสืบสวน
- ตอนที่ 30 ตำรวจป่าไม้
ตอนที่ 30 ตำรวจป่าไม้
ตอนที่ 30 ตำรวจป่าไม้
ปกติแล้วเวลาที่ลุงหม่าจะเดินทางไปหมู่บ้านนั้น เขามักจะออกเดินทางแต่เช้าตรู่ แล้วกลับออกมาให้ทันก่อนฟ้ามืด แต่ตอนนี้ปาเข้าไปสิบโมงกว่าแล้ว หากออกเดินทางตอนนี้ กว่าจะกลับออกมาก็คงมืดค่ำพอดี ค่ำคืนในดินแดนแถบนี้ไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่คิด ต่อให้เป็นลุงหม่าที่ชำนาญเส้นทางมาหลายปี ก็ยังต้องพกยาสามัญสำหรับป้องกันตัวและมีดพกติดตัวไว้เสมอ
แล้วตอนนี้ควรทำอย่างไรดี? กลับไปที่ตัวอำเภอเพื่อตรวจสอบเส้นทางการโอนเงินใหม่? ไม่มีความจำเป็นต้องทำแบบนั้นเลย
ผู้กองโจวปรึกษากับลุงหม่า โดยเสนอจะเพิ่มค่าตอบแทนพิเศษให้หากลุงหม่ายอมเป็นคนนำทางไปให้พวกเขาสักรอบ แต่ลุงหม่ากลับปฏิเสธ เขาเป็นบุรุษไปรษณีย์ที่มีความรับผิดชอบสูง เขาไม่อาจรับเงินจากผู้กองโจวได้ และก็ไม่คิดจะเปลี่ยนกำหนดการของตัวเองด้วย แต่ถึงอย่างนั้น ลุงหม่าก็ยังใจดีแนะนำชายหนุ่มชาวบ้านคนหนึ่งให้รู้จัก เพื่อให้มาเป็นคนนำทาง ค่าจ้างวันละ 50 หยวน
ผู้กองโจวไว้ใจลุงหม่า จึงตกลงรับข้อเสนอนี้
ข้าราชการที่ออกเดินทางไปปฏิบัติราชการต่างถิ่นจะมีเบี้ยเลี้ยงตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ โดยปกติแล้ว พวกเขาทั้งสี่คนจะต้องนั่งรถไฟ แต่เนื่องจากคราวนี้มีเหตุผลพิเศษ เช่น คดีเร่งด่วนและระยะทางไกล จึงสามารถทำเรื่องเบิกค่าเครื่องบินได้ นอกจากนี้ก็ยังมีเบี้ยเลี้ยงค่าอาหารและค่าที่พักแบบเหมาจ่ายรายวันอีกด้วย เงินส่วนนี้ถือว่าพอดีๆ สำหรับการใช้จ่ายอย่างประหยัด ส่วนค่าเช่ารถหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ นั้นไม่สามารถเบิกได้ โชคดีที่ค่าครองชีพที่นี่ค่อนข้างถูก ค่าที่พักคืนละไม่กี่สิบหยวน ค่าอาหารก็ราคาถูกมาก ดังนั้นแต่ละคนน่าจะมีเงินเบี้ยเลี้ยงเหลือเก็บคนละหลายร้อยหยวน ซึ่งเงินก้อนนี้นี่แหละที่จะนำมาใช้เป็นค่าเช่ารถ ค่าเช่าม้า และค่าจ้างคนนำทางในตอนนี้
ม้าสายพันธุ์ยูนนาน เป็นม้าสายพันธุ์ทางใต้ที่มีความอดทนเป็นเลิศ แม้จะตัวเล็กแต่ก็รับน้ำหนักได้ดีเยี่ยม หากเอาไปแข่งในสนามแข่งม้าล่ะก็ มีหวังแพ้จนหมดตัวไม่เหลือแม้แต่กางเกงในแน่ๆ แต่เรื่องความอึด ถึก ทน และสู้งานหนัก ต้องยกให้มันเป็นกำลังหลักในการคมนาคมและขนส่งของที่นี่เลย ที่สำคัญที่สุดก็คือ ม้าสายพันธุ์นี้มีน้ำหนักตัวแค่ประมาณ 300 - 350 กิโลกรัม ส่วนสูงไม่ถึง 1.6 เมตร นิสัยเชื่องมาก และเดินไม่เร็วนัก ทำให้มือใหม่อย่างพวกเขาทั้งสี่คนสามารถขี่ได้อย่างสบายๆ
หนุ่มชาวบ้านที่ลุงหม่าแนะนำมาเป็นชนกลุ่มน้อย มีชื่อภาษาฮั่นว่า ‘หม่าจื้อหย่วน’ ต้องยอมรับเลยว่า คนท้องถิ่นแถบนี้นิยมตั้งชื่อภาษาฮั่นโดยใช้แซ่หม่า (ม้า) กันเยอะจริงๆ
หม่าจื้อหย่วนปีนี้อายุยี่สิบสี่ปี หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมต้น เขาก็ยึดอาชีพค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ในละแวกนี้ และรับจ้างเป็นคนนำทางไปด้วย จึงพูดภาษาจีนกลางได้ค่อนข้างดี
เนื่องจากผลกระทบจากสงครามในอดีต หมู่บ้านหลายแห่งในละแวกนี้ล้วนก่อตั้งขึ้นโดยผู้คนที่ลี้ภัยสงครามมา จึงมีชาวฮั่นอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก หมู่บ้านที่พวกป๋ายซงกำลังจะไป ก็เป็นหมู่บ้านที่มีชาวฮั่นอาศัยอยู่เป็นหลักเช่นกัน
หลังจากทำความรู้จักกันคร่าวๆ หม่าจื้อหย่วนก็เสนอว่าควรรีบกินข้าวเที่ยงแล้วออกเดินทางให้เร็วที่สุด คืนนี้คงต้องค้างคืนที่หมู่บ้านนั้น เขารู้จักชาวบ้านที่นั่นอยู่บ้าง สามารถขออาศัยหลับนอนได้หนึ่งคืน
ก็คงต้องทำตามแผนนี้ ผู้กองโจวไม่อยากเสียเวลาไปเปล่าๆ อีกหนึ่งวันแล้ว
การเดินทางครั้งนี้ หม่าจื้อหย่วนเตรียมม้ามาทั้งหมดแปดตัว สองตัวใช้สำหรับบรรทุกสัมภาระ หกตัวใช้สำหรับขี่ แม้จะมีกันแค่ห้าคน แต่เขาก็เตรียมม้าเผื่อไว้หนึ่งตัว ทุกคนต่างสะพายเป้ของตัวเอง พกเสบียงและยาสามัญสำหรับเข้าป่าที่ซื้อเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืนที่ตัวอำเภอ ทุกคนสวมเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว หลังจากกินมื้อเที่ยงจนอิ่มหนำสำราญ ผู้กองโจวก็หาสัญญาณโทรศัพท์เพื่อรายงานสถานการณ์กลับไปที่กองกำกับการ แล้วจึงออกเดินทาง
เส้นทางที่พวกเขาผ่าน ไม่ได้รกร้างว่างเปล่าหรือเป็นทางโคลนเละเทะอย่างที่จินตนาการไว้ตอนแรก กลับเป็นเส้นทางดินอัดแน่นสลับกับทางปูแผ่นหินเสียมากกว่า แถมขับไปได้สักระยะก็ยังสวนทางกับขบวนม้าหรือชาวบ้านอยู่ประปราย
การขี่ม้าลดความกระเทือนลงได้มากกว่าการนั่งเกวียนวัวนิดหน่อย แต่ก็ยังทำเอาปวดเอวปวดหลังไปหมดอยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความที่ไม่คุ้นเคยกับนิสัยของม้า ตอนที่ต้องเดินผ่านเส้นทางแคบๆ ทั้งสี่คนก็แทบจะหัวใจวายตาย ทำได้แค่เชื่อฟังคำแนะนำของหม่าจื้อหย่วน หมอบตัวให้ต่ำ แล้วปล่อยให้ม้าเดินก้าวข้ามไปเอง
เดินทางมาได้ราวๆ สองชั่วโมง ขบวนม้าก็หยุดพักเหนื่อยที่ลานโล่งแห่งหนึ่ง
การเดินทางครึ่งแรกนี้ถือว่าราบรื่นดีมาก แต่ทั้งคนและม้าก็เหนื่อยล้าพอสมควร จึงต้องหยุดพักเอาแรง ผ่านไปสองชั่วโมง ความตื่นเต้นแปลกใหม่จากการได้ขี่ม้าในช่วงแรกมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเจ็บแปลบที่ต้นขาทั้งสองข้างและความปวดเมื่อยตามเนื้อตัว
ระหว่างที่กำลังพักผ่อนอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังแว่วมาจากเส้นทางข้างหน้า เสียงนั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ไม่ถึงหนึ่งนาทีต่อมา คนสามคนพร้อมม้าสามตัวก็เดินโผล่ออกมาจากทางเดินแคบๆ
ตำรวจสองนาย กับผู้ต้องหาหนึ่งคน
คาดว่าทั่วทั้งประเทศ คงมีแค่ที่นี่ที่เดียวเท่านั้นแหละที่มีภาพแปลกตาระดับซิกเนเจอร์แบบนี้... ตำรวจขี่ม้าคุมตัวคนร้าย แถมยังซ้อนท้ายตัวเดียวกันไม่ได้ด้วยนะ เพราะม้าสายพันธุ์ยูนนานตัวเล็กเกินไป ผู้ต้องหาสวมกุญแจมือ แต่สองมือยังคงจับบังเหียนไว้ ทักษะการขี่ม้าของหมอนี่เหนือชั้นกว่าพวกป๋ายซงอย่างเห็นได้ชัด แม้จะถูกใส่กุญแจมือก็ยังบังคับม้าให้นิ่งสนิทได้ ตำรวจสองนายขี่ม้าประกบหน้าหลัง ปิดล้อมม้าของผู้ต้องหาไว้ตรงกลาง แถมตำรวจคนที่อยู่ข้างหลังยังเอาเชือกไปผูกติดกับม้าของผู้ต้องหาอีกต่างหาก ปิดประตูหนีทุกทาง
บนหลังม้าของตำรวจทั้งสองนาย มีกรงไม้ผูกติดอยู่ข้างสะโพกม้าข้างละสองกรง สองกรงดูเหมือนจะว่างเปล่า ส่วนอีกสองกรงมีผ้าคลุมปิดทับไว้ ดูทรงแล้วน่าจะมีอะไรอยู่ข้างใน
ตอนที่เห็นกลุ่มคนทั้งห้า ตำรวจทั้งสองนายก็มีท่าทีระแวดระวังขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่พอเห็นหม่าจื้อหย่วน ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ชาวบ้านในละแวกนี้มีน้อยมาก น้อยจนแทบจะรู้จักหน้าค่าตากันหมด พวกเขาย่อมรู้จักหม่าจื้อหย่วนที่วิ่งเต้นทำมาค้าขายแถวนี้เป็นประจำอยู่แล้ว
“พี่หลิว พี่ซุน จับพวกลักลอบล่าสัตว์ได้อีกแล้วเหรอครับ?” หม่าจื้อหย่วนเป็นฝ่ายเอ่ยทักทายก่อน
“อืม” ตำรวจที่ถูกเรียกว่า ‘พี่ซุน’ พยักหน้ารับ แต่ไม่ได้พูดอะไรมาก เขายังไม่อยากเปิดเผยข้อมูลมากนักเพราะเห็นว่ามีคนนอกอยู่ด้วย
ผู้กองโจวเดินเข้าไปหาเพียงลำพัง หยิบบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจออกมาให้ตำรวจแซ่หลิวดู พร้อมกับอธิบายจุดประสงค์ในการมาเยือนสั้นๆ พอคุณตำรวจซุนเห็นสถานการณ์และรู้ว่าเป็นเพื่อนร่วมอาชีพก็เบาใจลง ตำรวจทั่วประเทศก็เหมือนครอบครัวเดียวกัน คนกันเองย่อมไว้ใจได้อยู่แล้ว อีกอย่าง ดูจากบุคลิกของพวกป๋ายซงทั้งสี่คน ก็มีกลิ่นอายของความเป็นตำรวจแผ่ออกมาอย่างชัดเจน เขาและคุณตำรวจหลิวจึงลงจากหลังม้า เข้าไปทักทายและยื่นบุหรี่แบ่งปันกัน
บริเวณลานพักแห่งนี้ไม่ค่อยมีต้นไม้ใบหญ้าเท่าไหร่นัก ขอแค่เหยียบก้นบุหรี่ให้ดับสนิทก็ไม่มีความเสี่ยงเรื่องไฟไหม้ป่าแล้ว พวกเขายืนสูบบุหรี่พลางพูดคุยกันอย่างถูกคอ ความสัมพันธ์ก็สนิทสนมกันรวดเร็วยิ่งขึ้น
‘ซุนอี้’ เป็นตำรวจประจำป้อมตำรวจในเขตนี้ ส่วน ‘หลิวเทียนหัว’ เป็นผู้ช่วยตำรวจ ทั้งสองไม่ได้สังกัดป้อมตำรวจท้องที่ที่ดูแลความสงบเรียบร้อยทั่วไป แต่เป็นเจ้าหน้าที่จากป้อมตำรวจของ ตำรวจป่าไม้ วันนี้พวกเขาออกตามล่าพวกลักลอบล่าสัตว์ป่า ออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่ และตอนนี้กำลังจะเดินทางกลับ
“ไอ้เด็กนี่มันไม่เอาถ่าน ตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยทำมาหากินสุจริตเลย” ซุนอี้กระชากตัวไอ้หนุ่มลักลอบล่าสัตว์ลงมาจากหลังม้า “ไอ้เด็กเวร ต่อหน้าตำรวจและผู้หลักผู้ใหญ่เยอะแยะขนาดนี้ ฉันจะด่าแกอีกสักรอบ แกจับสัตว์สองตัวนี้ไปขายที่นี่ อย่างมากก็ได้แค่พันกว่าหยวน แต่แกต้องเข้าไปนอนในคุกตั้งหลายปี มันคุ้มกันไหมฮะ!”
ไอ้หนุ่มที่ถูกจับกุมตัวก้มหน้าหงุด เขาเป็นเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับหม่าจื้อหย่วน แถมยังอายุมากกว่าหม่าจื้อหย่วนหนึ่งปีด้วยซ้ำ เรียนชั้นมัธยมต้นมาด้วยกัน ต่างก็รู้จักมักคุ้นกันดี การที่หม่าจื้อหย่วนมาเห็นสภาพเขาถูกจับกุมแบบนี้ ยิ่งทำให้เขารู้สึกละอายใจจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
“ให้พวกคุณต้องมาเห็นเรื่องน่าขันซะแล้ว” ซุนอี้หันไปพูดกับผู้กองโจว “ที่นี่คนมันน้อย ไม่เหมือนเมืองใหญ่ บางทีจับไปจับมา ก็วนเวียนอยู่แค่ไอ้พวกหน้าเดิมๆ นี่แหละ ไอ้พวกเด็กโง่ที่ไม่รู้จักหลาบจำ ไม่รู้จะต้องรอให้โดนเป่าขมองซะก่อนหรือไงถึงจะเลิกได้”
“ที่ไหนก็เหมือนกันนั่นแหละครับ ทางฝั่งพวกเราก็เป็นแบบนี้ การอบรมขัดเกลาผู้ต้องขังยังคงเป็นภารกิจที่หนักหนาและต้องใช้เวลาอีกยาวไกลครับ” ผู้กองโจวถอนหายใจด้วยความเห็นใจ