- หน้าแรก
- สารวัตรสืบสวน
- ตอนที่ 28 การจัดสรรงาน
ตอนที่ 28 การจัดสรรงาน
ตอนที่ 28 การจัดสรรงาน
การประชุมในช่วงเช้า มีผู้กำกับหม่าจากกองกำกับการสืบสวนคดีอาญา กองบังคับการเขตจิ่วเหอ เป็นประธาน และยังมีหัวหน้ากองปฏิบัติการที่ 2 สังกัดกองกำกับการ 1 กองบังคับการสืบสวนคดีอาญาเมือง เข้าร่วมด้วย นอกจากนี้ สมาชิกชุดเฉพาะกิจกว่ายี่สิบคนรวมถึงป๋ายซงก็อยู่กันครบ
เนื้อหาการประชุมเรียบง่ายและชัดเจน เริ่มจากการกล่าวชมเชยเจ้าหน้าที่ตรวจสถานที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่เทคโนโลยีไซเบอร์ และสมาชิกชุดเฉพาะกิจทุกคนสำหรับความทุ่มเทตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งยังเน้นย้ำคำชมไปที่ป๋ายซงเรื่องการค้นพบเครื่องตัดวอเตอร์เจ็ท ซึ่งตอนนี้สามารถระบุชนิดของผงขัดวอเตอร์เจ็ทที่คนร้ายใช้ได้แล้ว
ผงขัดชนิดนี้ไม่ต่างจากที่เถ้าแก่เฉียนให้มามากนัก เป็นสินค้านำเข้าเหมือนกัน แต่ปริมาณการนำเข้ามีค่อนข้างมาก และในประเทศตอนนี้ก็มีผงขัดวัสดุเดียวกันผลิตออกมาแล้ว เบาะแสเส้นทางนี้จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะใช้สืบสาวต่อ
หลังจากสรุปความคืบหน้าของคดีในปัจจุบันคร่าวๆ แล้ว ก็เข้าสู่การจัดสรรงานในขั้นต่อไป
ผู้กำกับหม่าชี้ให้เห็นว่า ในตอนนี้ยังไม่พบว่ามีคดีในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้น จึงตัดความเป็นไปได้เรื่องคดีต่อเนื่องออกไป และด้วยข้อจำกัดด้านเวลา จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องเชิญผู้เชี่ยวชาญมาร่วมสืบสวน งานในช่วงสองสามวันนี้จะยังคงเน้นไปที่งานสืบสวนพื้นฐานเป็นหลัก
ป๋ายซง, สหายตำรวจจากกองบังคับการสืบสวนคดีอาญาเมืองหนึ่งนาย, รองหัวหน้ากองปฏิบัติการและตำรวจสืบสวนคดีอาญาจากกองกำกับการสืบสวนคดีอาญาเขตอีกสองนาย รวมเป็นสี่คน ถูกมอบหมายให้ออกเดินทางไปปฏิบัติราชการต่างถิ่น ซึ่งเป็นเรื่องที่ป๋ายซงไม่คาดคิดมาก่อน
เมืองฉาเฉิง มณฑลหนานเจียง เป็นแหล่งปลูกชาที่มีชื่อเสียง และเป็นแหล่งผลิตชาผู่เอ๋อร์ที่ดีที่สุดและสำคัญที่สุดของประเทศ ภายใต้การปกครองแบ่งออกเป็น 1 เขตและ 9 อำเภอปกครองตนเอง มีสภาพแวดล้อมที่งดงามยิ่งนัก
สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ป๋ายซงเคยไปเที่ยวมณฑลหนานเจียงมาบ้าง แต่ก็เคยไปแค่เมืองท่องเที่ยวหลักๆ ในเส้นทาง ‘คุนต้าลี่’ เท่านั้น ไม่เคยลงไปทางเส้นใต้เลย เมืองจิ่งน่าที่อยู่ใต้สุดก็ไม่เคยไป เมื่อได้ยินผู้บังคับบัญชาสั่งการในที่ประชุมให้เขาไปลงพื้นที่ เขาจึงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ตัวเองก็เป็นแค่ตำรวจฝึกหัดที่ยังไม่มีแม้แต่บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยซ้ำ ทำไมถึงโดนส่งไปทำคดีต่างถิ่นได้ล่ะ?
แต่ในเมื่อมีคำสั่งลงมาแล้ว ป๋ายซงก็ไม่ได้คิดอะไรให้มากความ หลังเลิกประชุม เขาก็เตรียมตัวกลับไปเก็บข้าวของที่หอพัก เพื่อให้พร้อมออกเดินทางได้ทุกเมื่อ
เพิ่งจะเดินออกจากห้องประชุม ตำรวจสืบสวนคนหนึ่งในชุดเฉพาะกิจก็เดินเข้ามาหา บอกว่าผู้กำกับหม่าเรียกพบ แล้วก็เดินจากไป
ห้องทำงานของผู้กำกับหม่าอยู่ชั้นบนของชุดเฉพาะกิจ ป๋ายซงรู้ดีว่าอยู่ตรงไหน เขาจึงไม่รีบกลับหอพัก แต่มุ่งหน้าตรงไปยังห้องทำงานของผู้กำกับหม่าแทน
ก๊อกๆ
ผู้กำกับหม่าเพิ่งจะกลับมาถึงห้องทำงาน ก็เอ่ยปากอนุญาตให้เข้ามาได้ ป๋ายซงผลักประตูเข้าไปเบาๆ ปิดประตูตามหลัง แล้วยืนอยู่ตรงหน้าประตู
“ไม่ต้องยืนไกลขนาดนั้นหรอก เข้ามาใกล้ๆ นี่มา” ผู้กำกับหม่ากวักมือเรียก ปีนี้ผู้กำกับหม่าอายุราวๆ สี่สิบปี นับว่าเป็นผู้บริหารระดับรองผู้บังคับการที่อายุน้อยที่สุดคนหนึ่งในกองบังคับการเขตจิ่วเหอ แต่ประวัติการทำงานของเขากลับไม่ธรรมดาเลย เคยมีส่วนร่วมและเป็นหัวหน้าทีมคลี่คลายคดีอุกฉกรรจ์มาแล้วหลายคดี และสิ่งที่ผู้คนยกย่องเขามากที่สุดก็คือ สายตาอันเฉียบแหลมในการมองคน ว่ากันว่าใครก็ตามที่เขาเลือกมาปั้น ไม่เกินสามปี คนคนนั้นจะต้องแสดงฝีมืออันโดดเด่นในสายงานของตัวเองให้เป็นที่ประจักษ์อย่างแน่นอน
ป๋ายซงรู้สึกเกร็งอยู่บ้าง ตอนอยู่บ้าน ต่อให้เป็นผู้ใหญ่ระดับบิ๊กแค่ไหน เขาก็สามารถวางตัวรับมือได้อย่างเป็นธรรมชาติ เพราะเมื่อก่อนพ่อก็เคยเป็นผู้บริหารระดับล่างเหมือนกัน ตอนนั้นมีพ่อคอยเป็นกำบังให้ ไม่ว่าจะเจอใคร ต่อให้เป็นนายกเทศมนตรีหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมือง ก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเขา แต่ตอนนี้มันต่างออกไป เขามาต่อสู้ดิ้นรนอยู่ในเมืองเทียนหัวเพียงลำพัง ทุกปัญหาและอุปสรรคล้วนไม่มีพ่อคอยออกหน้าให้ เมื่อเผชิญหน้ากับผู้บังคับบัญชา เขาจึงต้องให้ความเคารพและนอบน้อม ซึ่งป๋ายซงก็เริ่มจะชินกับมันแล้ว
“เรื่องมันเป็นอย่างนี้ ไฟล์ทบินคืนนี้เลยนะ การเดินทางของพวกนายค่อนข้างไกล แถมคดีของชุดเฉพาะกิจก็เร่งด่วนด้วย ทางกองบังคับการเลยอยากให้พวกนายไปถึงที่นั่นให้เร็วที่สุด นายออกเดินทางคืนนี้เลย ไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม?” ผู้กำกับหม่าพูดเข้าประเด็นอย่างตรงไปตรงมา “สหายคนอื่นๆ ฉันถามความสมัครใจไปหมดแล้ว ส่วนนายน่ะ ฉันเพิ่งตัดสินใจเพิ่มชื่อเข้าไปกะทันหัน แถมไม่มีเบอร์โทรศัพท์นายด้วย ก็เลยใส่ชื่อนายลงไปก่อนเลย”
“ผมไม่มีปัญหาครับ ผู้กำกับหม่าจะให้ผมไปตอนไหนก็จัดการมาได้เลยครับ” ป๋ายซงพยักหน้ารับ “แต่ว่า ผู้กำกับครับ ตอนนี้ผมยัง...”
“เรื่องนั้นนายไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันจะให้เจ้าหน้าที่ธุรการห้องวิทยุไปทำหนังสือรับรองสถานภาพจากแผนกการเมืองของกองบังคับการมาให้ พอนายพกใบนี้ติดตัวไป ก็ถือว่ามีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่แล้ว แต่จำเอาไว้ให้ดี ไม่ว่าจะทำอะไร นายต้องฟังคำสั่งผู้กองโจวอย่างเคร่งครัด ห้ามทำอะไรบุ่มบ่ามพลการเด็ดขาด ฟังชัดเจนไหม?” ผู้กำกับหม่าปั้นหน้าขรึม
“ชัดเจนครับ!” ป๋ายซงตอบรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ดี ในเมื่อเป็นแบบนี้ ฉันจะอธิบายภารกิจหลักที่พวกนายต้องไปทำ ภารกิจหลักในครั้งนี้คือการไปสืบหาพ่อแม่ของผู้ตาย” ผู้กำกับหม่าหยิบแบบฟอร์มข้อมูลทะเบียนราษฎรแผ่นหนึ่งออกมา “นายก็เห็นแล้วว่า ตอนนี้เราพอจะมีข้อมูลของผู้ตายอยู่บ้างแล้ว แต่ข้อมูลของพ่อแม่เธอกลับว่างเปล่า ซึ่งมันดูไม่ปกติเอาเสียเลย เราส่งหนังสือประสานการสืบสวนไปให้เพื่อนร่วมสายอาชีพที่เมืองฉาเฉิงแล้ว แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่มีการตอบกลับใดๆ ฉันไม่ได้มองว่าทางนั้นไม่ให้ความร่วมมือหรอกนะ แต่อาจจะติดปัญหาอะไรบางอย่างจริงๆ การเดินทางไปครั้งนี้ ผู้กองโจวได้นัดแนะกับเจ้าหน้าที่ทางนู้นไว้แล้ว พอไปถึง ให้หาทางติดต่อกับพ่อแม่ของผู้ตายให้ได้ และถือโอกาสสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้ตายเพิ่มเติมไปด้วยเลย ก็มีแค่นี้แหละ”
“รับทราบครับ!” ป๋ายซงตอบรับ
“ฮ่าๆ ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นหรอกน่า” รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าอันเด็ดเดี่ยวของผู้กำกับหม่า “นายรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงเลือกนายให้ไปงานนี้?”
“ไม่ทราบครับ” ป๋ายซงตอบตามตรง
“เมื่อคืนนี้ ‘เหล่าหลี่’ สารวัตรสถานีนายโทรมาหาฉัน บอกว่าจะขอดึงตัวนายกลับไป พอฉันได้ยินแบบนั้นก็คิดว่ามันจะไปได้ยังไงล่ะ ชุดเฉพาะกิจของเรากำลังขาดคนอยู่พอดี ฉันก็เลยปฏิเสธไป” ผู้กำกับหม่าหัวเราะปนด่า “สารวัตรการเมืองหลี่ของพวกนายนี่มันฉลาดแกมโกงจริงๆ จู่ๆ ก็รีบร้อนโทรมาทวงคน ฉันก็ว่ามันทะแม่งๆ พอวางสาย ฉันเลยลองโทรไปถามรองฯ หวังที่สถานีนายดู ถึงได้รู้ว่าเมื่อวานนี้นายเพิ่งจะปิดคดีที่ไม่ธรรมดามาได้ แถมยังไม่ได้ใช้เทคโนโลยีอะไรซับซ้อน หรือต้องพึ่งพากำลังคนหรือทรัพยากรมากมาย แค่อาศัยความช่างสังเกตบวกกับความกล้าที่จะลองผิดลองถูก ก็จับผู้ต้องหาหลบหนีคดีระดับ B ได้แล้ว แถมยังขยายผลไปยึดปืนบีบีกันได้อีกหลายกระบอก... ฝีมือไม่เบาเลยนะเรา”
พูดถึงตรงนี้ ผู้กำกับหม่าก็อดภูมิใจในความฉลาดของตัวเองไม่ได้ “ไปที่นั่นคราวนี้ นายก็คอยสังเกตและเรียนรู้งานให้ดี เป็นตำรวจสืบสวนอย่างพวกเราน่ะ การออกต่างถิ่นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หรอก ฉันเห็นว่าปกตินายชอบศึกษาค้นคว้า หัวไวแถมยังมีไหวพริบ ให้นายไปจับคู่ทำงานกับพวกเขาสองสามคน ไม่แน่ว่าอาจจะออกมาดีกว่าปล่อยให้พวกเขาไปกันเองเสียอีก”
“แต่นายก็อย่าเพิ่งได้ใจไปนะ พอไปถึงที่นู่นแล้ว ต้องฟังคำสั่งผู้กองโจวอย่างเคร่งครัด” ผู้กำกับหม่าย้ำนักย้ำหนา
ป๋ายซงฟังจบก็พยักหน้ารัวๆ ในใจรู้สึกตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย
อันที่จริง ผู้กำกับหม่ายังมีเหตุผลอีกสองข้อที่ไม่ได้พูดออกมา ข้อแรก ป๋ายซงเป็นเด็กจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับประเทศ มีเพื่อนร่วมรุ่นกระจายอยู่ทั่วทุกมุมประเทศ การออกไปทำงานต่างมณฑล บางครั้งอาจจะได้คอนเนคชั่นที่ไม่ธรรมดามาช่วยงานก็ได้ ข้อสอง เขาขี้เกียจฟังสารวัตรการเมืองหลี่โทรมาเซ้าซี้ รีบส่งป๋ายซงออกต่างเมืองไปซะ สารวัตรการเมืองหลี่จะได้เลิกวุ่นวายสักที
และเพราะเรื่องนี้แหละ ในเวลาต่อมา สารวัตรการเมืองหลี่ถึงกับเอาไปบ่นด่าผู้กำกับหม่าว่า ‘เหลี่ยมจัด’ ไปอีกหลายปี
การลงพื้นที่ต่างถิ่นในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นความลับอะไรในชุดเฉพาะกิจ ใครๆ ก็รู้ว่าพวกเขาจะไปสืบหาภูมิลำเนาของผู้ตาย ป๋ายซงกลับมาเก็บข้าวของ แต่แล้วก็เริ่มรู้สึกปวดหัวขึ้นมาตงิดๆ
ไม่ใช่เรื่องอื่นใดหรอก ก็เมื่อวานนี้เขาดันรับปากสารวัตรการเมืองหลี่ไว้ว่าจะเขียนรายงานส่งให้นี่สิ... ให้ตายเถอะ พอนึกถึงจำนวนคำ ‘ประมาณ 1,500 คำ’ ที่สารวัตรสั่งไว้ เขาก็แทบอยากจะแหงนหน้ามองฟ้าให้น้ำตาไหลรินเลยทีเดียว