- หน้าแรก
- สารวัตรสืบสวน
- ตอนที่ 27 ออกต่างเมือง
ตอนที่ 27 ออกต่างเมือง
ตอนที่ 27 ออกต่างเมือง
แม้เขาจะเป็นตำรวจ แต่ตำรวจก็เป็นเพียงอาชีพหนึ่ง ไม่ใช่สถานะที่ติดตัวไปตลอดกาล และเขาก็ไม่ได้มีอำนาจการบังคับใช้กฎหมายที่เหนือกว่าคนอื่น ในสถานการณ์แบบนี้ หากคิดจะเอาผิดลงโทษการกระทำเชิงคุกคามของอีกฝ่ายโดยตรงนั้น ย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน
“ฉันจะเป็นตำรวจหรือไม่ มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกแกหรอกนะ แต่ถ้าพวกแกยังขืนสร้างความวุ่นวายไม่เลิก ฉันจะโทรแจ้งความ” ซุนเจี๋ยพูดแทรกขึ้น ในฐานะคนที่อายุมากที่สุดในกลุ่ม เขารู้สึกว่าตัวเองจำเป็นต้องออกหน้า
“เหอะ! เรื่องแค่นี้คิดจะเรียกตำรวจ? มีปัญญาแค่นี้แล้วทำมาเป็นวางก้ามเหรอวะ?” ‘พี่รอง’ ยืนเท้าเอว “มา บอกข้ามาสิว่าแกทำงานอะไร? วันนี้ข้าจะยอมให้แกจัดการข้าเลย มาสิ จัดการข้าให้ดูหน่อย!”
“แกแน่ใจนะว่าอยากให้ฉันจัดการจริงๆ?” จู่ๆ สีหน้าของซุนเจี๋ยก็เปลี่ยนเป็นแปลกประหลาด
“เออ! ข้าให้แกจัดการเลย ข้าอยากจะรู้เหมือนกันว่าแกจะจัดการยังไง ตกลงแกทำงานอะไรวะ?” พอ ‘พี่รอง’ เห็นสีหน้าของซุนเจี๋ย ก็ชักจะรู้สึกตะหงิดๆ ขึ้นมา
“ถ้าแกยอมให้ฉันจัดการจริงๆ เรื่องมันก็ง่ายเลย” ซุนเจี๋ยเชิดคางขึ้นเล็กน้อย “ฉันเป็นแพทย์นิติเวช”
ทั้งร้านตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ ก่อนที่หนึ่งในสามสาวเชียร์เบียร์จะหลุดหัวเราะพรวดออกมา ตามมาด้วยเสียงระเบิดหัวเราะลั่นจากคนทั้งร้าน
บางครั้ง การจะแยกแยะว่าคนคนนั้นกำลังคุยโวหรือพูดความจริง มันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรหรอก อย่างสถานการณ์ของซุนเจี๋ยในตอนนี้ แม้ว่าสิ่งที่เขาพูดจะฟังดูเหลือเชื่อ แต่ลูกค้าในร้านส่วนใหญ่กลับเชื่อสนิทใจ แถมยังหัวเราะชอบใจกันยกใหญ่เสียด้วย
‘พี่รอง’ ถึงกับหน้าม้านพูดไม่ออก จังหวะนั้นเอง ชายที่ดูเหมือนจะดื่มไปไม่ค่อยเยอะซึ่งยืนอยู่ด้านหลังพี่รอง ก็กระซิบอะไรบางอย่างที่ข้างหูเขา พี่รองกวาดตามองพวกป๋ายซงทั้งสี่คน ก่อนจะส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ แล้วโบกมือสั่งให้ลูกน้องถอย ขืนอยู่ต่อก็คงกลายเป็นตัวตลกให้ชาวบ้านขำเปล่าๆ แถมถ้าลงไม้ลงมือกันจริง ฝ่ายเขาก็ใช่ว่าจะได้เปรียบ
กลุ่มของพี่รองจำต้องเดินคอตกทยอยตามกันออกไป
“จ่ายค่าอาหารด้วยล่ะ” หวังหัวตงพูดเรียบๆ “ถ้า... แกมีเงินจ่ายนะ”
พี่รองที่กำลังจะสติแตก พอได้ยินประโยคทิ้งท้าย ก็พ่นลมหายใจฟึดฟัด กระชากแบงก์ร้อยหยวนเกือบสิบใบออกมาจากกระเป๋าฟาดลงบนโต๊ะ แล้วก็เดินหัวเสียจากไป
ความขัดแย้งจบลงด้วยชัยชนะอันงดงามของกลุ่มป๋ายซง ทั้งสี่คนมองหน้ากันแล้วยิ้มขำ ก่อนจะกลับไปนั่งกินดื่มกันต่อ
เถ้าแก่ร้านเห็นว่าปัญหาคลี่คลายลงแล้ว แถมกลุ่มของ ‘พี่รอง’ ก็ไม่มีข้ออ้างอะไรมาหาเรื่องเขาได้อีก เขารู้สึกขอบคุณพวกป๋ายซงจากใจจริง เงินไม่กี่ร้อยหยวนน่ะเรื่องเล็ก แต่การทำให้ลูกค้าคนอื่นต้องเสียบรรยากาศไปด้วยนี่สิเรื่องใหญ่
ในสังคมนิติรัฐ เรื่องพรรค์นี้ถ้าโทรแจ้งความจะแก้ปัญหาได้ไหม? แน่นอนว่าได้ แต่ตำรวจสายตรวจที่เข้าเวรอยู่มาถึงแล้ว จะจัดการได้ดีกว่านี้จริงๆ หรือ? ก็ไม่แน่เสมอไป
พฤติกรรมของพวก ‘นักเลง’ กลุ่มนี้ หากจะระบุว่าเป็นความผิดทางอาญาจริงๆ ก็คงชี้ชัดได้ยากและค่อนข้างจะฝืนไปสักหน่อย ตำรวจมาถึงก็ทำได้แค่ตักเตือนสั่งสอน อย่างมากก็หิ้วตัวกลับไปตรวจสอบประวัติที่สถานี แล้วก็อบรมไปชุดใหญ่เท่านั้น
และสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยก็คือ มันจะต้องส่งผลกระทบต่อกิจการของร้านในอนาคตแน่นอน การที่พวกป๋ายซงยอมออกหน้าให้ในครั้งนี้ เถ้าแก่ร้านจึงเดินไปหยิบเหล้า ‘หล่าวเจี้ยว’ ของแท้สองขวดจากเคาน์เตอร์ นำมามอบให้เพื่อเป็นการขอบคุณ ลูกค้าหลายโต๊ะที่เห็นเหตุการณ์ก็พากันปรบมือชื่นชมเถ้าแก่ร้าน เพราะยุคสมัยนี้ คนที่ไม่รู้จักบุญคุณคนมีถมเถไป
ซุนเจี๋ยก็ไม่ได้ปฏิเสธ เขารับขวดเหล้ามาวางไว้บนโต๊ะ ป๋ายซงรู้สึกงุนงงนิดหน่อย ทำไมถึงรับของเขามาหน้าตาเฉยล่ะ?
หลังจากพูดคุยเกรงใจกับเถ้าแก่ร้านไปสองสามประโยค เถ้าแก่ร้านก็ขอตัวไปทำงานต่อ ซุนเจี๋ยจึงอธิบาย “มันก็แค่การไว้หน้ากันน่ะ วางไว้ตรงนี้แหละ ตอนจะกลับค่อยทิ้งไว้ให้เขา เดี๋ยวต่อไปพวกนายก็เข้าใจเอง”
ป๋ายซง หวังเลี่ยง และหวังหัวตง ถึงกับบางอ้อ พวกเขาพากันยกจอกเหล้าคารวะซุนเจี๋ย การเรียนหนังสือมาเยอะกว่ามันมีประโยชน์แบบนี้นี่เอง
คำพูดของซุนเจี๋ย คนอื่นอาจจะไม่ได้ยิน แต่กลุ่มพนักงานโฆษณาบริษัทเบียร์ทั้งสี่คนได้ยินเต็มสองหู แม้พวกเธอจะไม่ได้ถูกทำร้ายอะไร แต่ก็ยังรู้สึกขอบคุณพวกป๋ายซงทั้งสี่คนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ จึงถือขวดเบียร์มาชนแก้วขอบคุณ
เรื่องนี้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องปฏิเสธ ทั้งสี่คนรับแก้วมาชน แล้วดื่มรวดเดียวหมดจอกพร้อมกันทั้งแปดคน
“จริงสิ ขอถามอะไรหน่อยนะคะ” เด็กสาวผมสั้นซึ่งเป็นคนเดียวในกลุ่มที่ตัดผมสั้น เอ่ยถามซุนเจี๋ย “พี่เป็นแพทย์นิติเวชจริงๆ เหรอคะ?”
“จริงสิครับ ของแท้แน่นอนเปลี่ยนคืนไม่ได้ด้วย” หวังหัวตงชิงตอบแทน “คุณหมอซุนของเราเนี่ย เป็นถึงนักศึกษาปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยการแพทย์เชียวนะครับ แถมยังโสดสนิทด้วย”
“ไปๆๆ ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดี” ซุนเจี๋ยยกมือปัดหวังหัวตงไล่ไปไกลๆ
“ว้าว สุดยอดไปเลยค่ะ!” ดวงตาของเด็กสาวผมสั้นเป็นประกายวิบวับ “งั้นพี่ก็ต้องเคยไปที่เกิดเหตุที่น่าสนุกมาเยอะแน่ๆ เลย!”
ป๋ายซงเบิกตากว้าง แอบคิดในใจว่าโลกนี้มันช่างมีคนแปลกๆ เยอะจริงๆ ดันมีเด็กผู้หญิงที่มีรสนิยมแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย? น่ากลัวชะมัด
“ก็พอสมควรครับ แต่ก็ไม่ได้เยอะอะไรขนาดนั้น” ซุนเจี๋ยส่ายหน้ายิ้มๆ
คนกลุ่มนี้ล้วนเป็นคนหนุ่มสาว คนที่อายุมากที่สุดอย่างซุนเจี๋ยก็เพิ่งจะ 25 ปี การพูดคุยจึงมีเรื่องให้คุยกันถูกคอเยอะแยะ เนื่องจากโต๊ะมีขนาดเล็กเกินไป พวกป๋ายซงจึงยืนคุยเป็นเพื่อนคนทั้งสี่เสียเลย หลังจากคุยเรื่องเครื่องดื่มและเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไปได้พักหนึ่ง ก็ชนแก้วเบียร์ปิดท้าย แล้วแยกย้ายกันไป
เด็กสาวผมสั้นชื่อ ‘เหยียนเสี่ยวอวี่’ เป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีที่อยู่ใกล้ๆ ตอนก่อนจะไป เธอเป็นฝ่ายขอเบอร์ QQ ของซุนเจี๋ยไปเองเลยด้วยซ้ำ
“ร้ายนักนะพี่เจี๋ย สุดยอดจริงๆ...” หวังเลี่ยงปรบมือเบาๆ
หลังจากหนุ่มสาวทั้งสี่คนเดินจากไป พวกป๋ายซงก็ดื่มกันจนได้ที่แล้ว จึงเตรียมตัวเช็กบิล มื้อนี้ไม่มีการหารเฉลี่ย ซุนเจี๋ยขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงเอง เดี๋ยวคราวหน้าค่อยผลัดกันเป็นเจ้ามือไปเรื่อยๆ ตอนคิดเงิน พนักงานยังลดราคาให้ถึง 30% อีกด้วย
ซุนเจี๋ยกับหวังเลี่ยงเดินนำหน้า หวังหัวตงกับป๋ายซงเดินตามหลัง จังหวะที่กำลังจะเดินลงบันได จู่ๆ หวังหัวตงก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงขยับเข้าไปกระซิบข้างหูป๋ายซง
“เด็กผู้หญิงผมหางม้าที่นายมองน่ะ ไม่เบาเลยนะเว้ย ที่บ้านต้องรวยมากแน่ๆ นาฬิกาที่เธอใส่น่ะ เป็นของแท้ชัวร์”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะวะ” ป๋ายซงพูดไม่ออกอีกครั้ง
“นายไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ?” หวังหัวตงทำหน้าไม่เชื่อ “ฉันเห็นนายแอบมองเธอตั้งหลายรอบ”
“ฉันก็แค่รู้สึกว่าหน้าคุ้นๆ เท่านั้นเอง” ป๋ายซงอธิบาย
“ถุย ใครจะไปเชื่อ” หวังหัวตงทำหน้าเหยียด
เมื่อกลับมาถึงกองกำกับการสืบสวนคดีอาญา ป๋ายซงกับซุนเจี๋ยก็อาบน้ำอาบท่า จัดการธุระส่วนตัวเสร็จ ป๋ายซงก็รีบเข้านอนแต่หัวค่ำ
เช้าวันรุ่งขึ้น ชุดเฉพาะกิจมีการประชุมแต่เช้า
นับตั้งแต่จัดตั้งชุดเฉพาะกิจมาก็ครบหนึ่งสัปดาห์เต็มแล้ว สถานการณ์ของคดีเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้นบ้าง แต่ก็ยังไปไม่ถึงขั้นตอนสำคัญสักที
การทำคดีอาญา หรือคดีอุกฉกรรจ์ใดๆ ก็ตาม ความยากของมันอยู่ตรงไหนกันแน่?
ลองเปรียบเทียบกับการรักษาโรคดูก็ได้ การรักษาโรคนั้น การวินิจฉัยหาสาเหตุของโรคยากกว่า หรือขั้นตอนการรักษาโรคยากกว่ากัน? เรื่องนี้คงตอบยาก โรคบางชนิดหายากมาก ความยากจึงไปตกอยู่ที่การหาสาเหตุ แต่เมื่อรู้แล้วว่าเป็นโรคอะไร หรือโดนพิษอะไร การสั่งยาให้ตรงจุดก็ง่ายขึ้นเป็นกอง ในขณะที่โรคบางชนิด ตรวจปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าเป็นมะเร็งหรือเอดส์ แต่ขั้นตอนการรักษากลับยากเย็นแสนเข็ญ
การทำคดีก็เหมือนกัน การระบุตัวผู้ต้องสงสัยยากกว่า หรือการจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยยากกว่าล่ะ? คดีบางคดี พอรู้ตัวผู้ต้องสงสัยปุ๊บ การตามจับก็ง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ แต่คดีบางคดี ระบุตัวคนร้ายได้สบายมาก แต่หมอนั่นดันหนีเตลิดเปิดเปิงหายเข้ากลีบเมฆไปแล้ว การตามจับจึงกลายเป็นเรื่องยากลำบาก
แล้วคดีในตอนนี้ล่ะ... มันยากตรงไหน?
สำหรับตอนนี้... ก็ยากมันซะทุกตรงนั่นแหละ