- หน้าแรก
- สารวัตรสืบสวน
- ตอนที่ 10 อาจารย์
ตอนที่ 10 อาจารย์
ตอนที่ 10 อาจารย์
วันจันทร์เข้าทำงาน ป๋ายซงเข้าร่วมทีมสี่อย่างเป็นทางการ
สถานีตำรวจจิ่วเหอเฉียวมีทั้งหมดสี่ทีม สลับกันเข้าเวรวันละหนึ่งทีม ตำรวจที่เข้าเวรแบ่งออกเป็นสองประเภท ประเภทแรกคือเจ้าหน้าที่ธุรการและตำรวจชุมชน ตอนกลางวันพวกเขาจะตามทีมไปทำคดีและออกปฏิบัติหน้าที่ แต่ตอนกลางคืนมักจะพักผ่อนอยู่ในสถานี จะถูกปลุกให้ตื่นก็ต่อเมื่อมีคดีใหญ่ๆ อย่างเช่นคดีขโมยเสื้อผ้าเท่านั้น ส่วนอีกประเภทคือตำรวจสืบสวนคดี พอเข้าเวรก็ต้องเตรียมพร้อมออกปฏิบัติหน้าที่และทำคดีตลอด 24 ชั่วโมง พวกแรกเมื่อออกเวรแล้ว หากวันรุ่งขึ้นไม่ใช่วันหยุดสุดสัปดาห์ก็ต้องมาทำงานตามปกติ ส่วนพวกหลังจะได้พักผ่อนหนึ่งวันเต็มในวันรุ่งขึ้น
แต่นั่นก็เป็นเพียงสถานการณ์ในอุดมคติ เพราะถ้าคดีเยอะหรือสะสางคดีของเมื่อคืนยังไม่เสร็จ วันรุ่งขึ้นก็ต้องยุ่งต่อไปอีกทั้งช่วงเช้าหรืออาจจะนานกว่านั้น ส่วนเวลาที่ทำงานล่วงเวลาไปจะได้ชดเชยหรือไม่ ก็ต้องดูว่ายุ่งมากยุ่งน้อยแค่ไหนเป็นหลัก
สมาชิกในทีมสี่ นอกจากรองผู้กำกับหวังเผยแล้ว ก็มีจ่า ‘ซุนถัง’ อายุสี่สิบกว่าปีเป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการ นอกเหนือจากนี้ยังมี ‘หม่าซี’ และ ‘เฝิงเป่า’ ที่เป็นตำรวจสืบสวนคดี รวมถึง ‘จ้าวเต๋อเสียง’ ‘ซุนอ้ายหมิน’ และ ‘จางซู่จวิน’ ซึ่งเป็นตำรวจชุมชนสามนาย เจ้าหน้าที่ธุรการอีกหนึ่งนาย และผู้ช่วยตำรวจอีกสี่นาย การจัดสรรกำลังพลถือว่าพอใช้ได้ เพียงแต่ตำรวจสืบสวนคดีมีน้อยไปสักหน่อย สาเหตุหลักคือมีตำรวจสืบสวนคดีคนหนึ่งสอบเลื่อนขั้นเป็นรองผู้กำกับแล้วถูกสั่งย้ายไป ป๋ายซงจึงถูกจัดให้มาอุดช่องโหว่นี้
วันจันทร์ทีมสี่ไม่ได้เข้าเวร เฝิงเป่ายังคงพาผู้ช่วยตำรวจอีกหนึ่งนายออกไปตามสืบคดีขโมยเสื้อผ้าอยู่ข้างนอก สารวัตรการเมืองหลี่จึงเรียกสมาชิกคนอื่นๆ ในทีมมารวมตัวกัน แล้วจัดงานประชุมต้อนรับเล็กๆ ให้กับป๋ายซง
สมาชิกทีมสี่ต่างให้การต้อนรับป๋ายซงอย่างอบอุ่น เพราะในสถานีที่ยุ่งจนหัวหมุนแบบนี้ การมีคนเพิ่มมาอีกหนึ่งคน ย่อมหมายถึงกำลังพลที่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแรง
"ป๋ายซง รุ่นพี่รุ่นเก๋าพวกนี้ฉันก็แนะนำให้นายรู้จักหมดแล้ว ถึงแม้นายจะเป็นนักเรียนหัวกะทิคนเดียวในสถานีเราที่จบจากมหาวิทยาลัยตำรวจโดยตรง แต่พวกเขาก็คือรุ่นพี่และอาจารย์ของนาย นายต้องตั้งใจเรียนรู้จากพวกเขาให้ดีล่ะ" สารวัตรการเมืองหลี่กล่าว
"ครับ! ผมจะตั้งใจเรียนรู้อย่างแน่นอน" ป๋ายซงพยักหน้าอย่างจริงจัง
"อืม แล้วก็ ฉันลองไปถามมาแล้ว บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยตำรวจรุ่นก่อนหน้านาย ล้วนถูกส่งตรงไปที่กองบังคับการระดับเขตหรือกองบัญชาการเมืองกันหมด นายถือเป็นรุ่นแรกเลยนะที่ถูกส่งมาประจำตามสถานีตำรวจท้องที่ นี่แสดงว่าเบื้องบนให้ความสำคัญกับงานระดับรากหญ้าของเรา นายจะมามัวท้อแท้กลัวความลำบากจนกระทบกับความกระตือรือร้นในการทำงานไม่ได้เด็ดขาด" สารวัตรการเมืองหลี่ทำหน้าขรึม
"สารวัตรวางใจได้เลยครับ ผมขอรับรองว่าจะตั้งใจทำงานทุกงานให้สำเร็จลุล่วงครับ" ป๋ายซงลุกพรวดขึ้นยืนให้คำมั่นสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะ
สีหน้าของสารวัตรการเมืองหลี่ผ่อนคลายลง เขาโบกมือเป็นเชิงบอกให้ป๋ายซงนั่งลง ก่อนจะเผยรอยยิ้มอบอุ่นออกมาอีกครั้ง "นายก็ไม่ต้องกังวลไป มาอยู่ที่นี่ก็ทำตัวให้เหมือนอยู่บ้านตัวเองนั่นแหละ รองฯ หวังปีนี้เพิ่งจะอายุ 31 ก็ได้เป็นระดับหัวหน้าแล้ว นายต้องเรียนรู้จากรองฯ หวังให้มากๆ ทุกคนเองก็จะคอยดูแลนายเป็นอย่างดี แล้วก็... ประสบการณ์การทำงานของนายยังถือว่าน้อยอยู่อีกมาก ช่วงทดลองงานก็ยังเหลืออีกตั้งค่อนปี ฉันจะหาอาจารย์คอยประกบสอนงานให้นายสักคนก่อนก็แล้วกัน"
สารวัตรการเมืองหลี่ไม่ได้คิดอะไรให้มากความ พยักพเยิดหน้าไปทางหนึ่ง "เหล่าซุน ว่าไง จัดลูกศิษย์หัวกะทิให้สักคน เอาไหมล่ะ?"
ซุนถังเงยหน้าขึ้น "ผมยังไงก็ได้ครับ แล้วแต่หัวหน้าจะจัดสรร แต่ว่านะสารวัตร ผมขอออกตัวไว้ก่อนเลยว่าระดับฝีมือผมไม่ได้สูงส่งอะไร ถ้าผมสอนออกมาได้ไม่ดีล่ะก็ จะมาโทษผมไม่ได้นะ"
"ฮ่าฮ่า เอาล่ะๆ นายตกลงก็พอ งั้นก็เอาตามนี้แหละ ป๋ายซงเป็นลูกศิษย์นายแล้วนะ" สารวัตรการเมืองหลี่ถอนหายใจอย่างโล่งอกราวกับเพิ่งจัดการเรื่องใหญ่สำเร็จ ก่อนจะหันไปพูดกับป๋ายซง "ถ้าเป็นสมัยก่อน การฝากตัวเป็นศิษย์มันต้องมีพิธีรีตองมีขั้นตอนนั่นนี่ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้มีธรรมเนียมอะไรจุกจิกขนาดนั้นแล้ว แต่จ่าซุนไม่ใช่คนธรรมดานะ ลูกศิษย์สองคนที่เขาเคยปั้นมา คนนึงสอบได้เป็นรองผู้กำกับแล้วย้ายไปแล้ว ส่วนอีกคนตอนนี้ก็อยู่แผนกกฎหมายของกองบังคับการ นายต้องตั้งใจเรียนรู้จากจ่าซุนให้ดีล่ะ"
"ครับ แน่นอนครับ" ป๋ายซงขานรับ ก่อนจะหันไปพูดกับซุนถัง "อาจารย์ครับ ต่อจากนี้คงต้องรบกวนอาจารย์แล้วนะครับ อาจารย์ห้ามหวงวิชานะครับ"
"โอ้โห พี่ซุน ลูกศิษย์ตัวน้อยของพี่ รุกฆาตพี่ซะแล้วสิ" หม่าซี ตำรวจร่วมทีมพูดแซว
ทุกคนพากันหัวเราะร่วน ป๋ายซงเกาหัวแกรกๆ รู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง
หลังจากจบงานต้อนรับเล็กๆ ทุกคนก็เดินลงไปชั้นล่างด้วยกัน ป๋ายซงเดินตามติดอาจารย์ของเขาไม่ห่างราวกับเงาตามตัว
"พอแล้วๆ นายน่ะ ปกติก็หัดไปเรียนรู้งานจากพี่หม่ากับพี่เฝิงที่กำลังยุ่งอยู่ข้างนอกให้มากๆ ทีมของเราเป็นทีมที่รักใคร่กลมเกลียวกันมาก พวกเขาสองคนไม่หวงวิชาหรอก ขอแค่นายตั้งใจ สักครึ่งปี งานปฏิบัติการพื้นฐานนายก็น่าจะเข้าใจทะลุปรุโปร่งไปถึงเจ็ดแปดส่วนแล้ว" ซุนถังตบไหล่ป๋ายซง "ส่วนสูงนายต้องถึงร้อยแปดสิบห้าแน่ๆ ใช่ไหม? สูงชะมัดเลย เมื่อกี้ฉันได้ยินนายบอกว่าเป็นคนมณฑลหลู่ มาจากเมืองไหนของมณฑลหลู่ล่ะ?"
"อ้อ ครับ ผมสูง 187 เซนติเมตรครับ เป็นคนเมืองเยียนเวย" ป๋ายซงตอบอย่างจริงจัง
"ให้ตายสิ สูงจริงๆ ด้วย เป็นวัยรุ่นนี่มันดีจริงๆ เยียนเวยก็เป็นเมืองที่ดีนะ ฉันเคยไปทำงานที่นั่นครั้งนึง" ซุนถังพูดจบก็กำชับต่อ "นายเข้ามาอยู่ทีมเราแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องสามัคคีกัน ข้อนี้นายต้องจำให้ขึ้นใจนะ ทีมเรามีผู้ช่วยตำรวจสี่คน ตามหลักการแล้วตำรวจสืบสวนคดีหนึ่งคนจะได้ประกบกับผู้ช่วยตำรวจหนึ่งคน ตอนนี้นายยังไม่ผ่านโปร ยังไม่มีสิทธิ์ทำคดีเอง แต่ฉันก็จะจัดผู้ช่วยตำรวจให้นายคนนึง มีเรื่องอะไรนายก็ถามเขาได้ ถึงยังไงเขาก็มาก่อนนายตั้งปีกว่า"
"ครับ ขอบคุณมากครับอาจารย์ วันนี้อาจารย์ยังมีเรื่องอะไรต้องทำอีกไหมครับ ตอนนี้ผมว่างครับ" ป๋ายซงถาม
"ทางฉันยังไม่มีอะไรให้นายช่วยหรอก นายลองไปดูทางฝั่งพี่หม่าของนายก่อนเถอะว่ามีอะไรให้ช่วยไหม ทางนี้ฉันไม่มีอะไรแล้ว ไว้รอพวกเรายุ่งๆ ช่วงนี้เสร็จเมื่อไหร่ ค่อยไปกินข้าวกันทั้งทีมสักมื้อ" ซุนถังโบกมือ พลางพูดต่อ "จริงสิ นายไปเรียกซานหมี่มาให้ฉันหน่อย"
ซานหมี่ มีชื่อจริงว่า ‘ฉู่ซานหมี่’ นับว่าเป็นชื่อที่ค่อนข้างแปลกทีเดียว เขาเรียนจบระดับอนุปริญญา แต่สอบข้าราชการไม่ติด จึงมาเป็นผู้ช่วยตำรวจ เขาเป็นเด็กหนุ่มที่ซื่อสัตย์มาก ถึงขั้นดู ‘ว่านอนสอนง่าย’ เลยก็ว่าได้ แน่นอนว่าการใช้คำว่า ‘เด็กหนุ่ม’ อาจจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ เพราะเอาเข้าจริงเขาก็ยังอายุมากกว่าป๋ายซงตั้งหนึ่งปี
จัดเตรียมเอกสาร ทำความคุ้นเคยกับทุกคน เวลาหนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ป๋ายซงปรับตัวเข้ากับงานนี้ได้ค่อนข้างดี เพราะถึงยังไงจิตวิญญาณของการเป็นตำรวจก็ฝังรากลึกอยู่ในกระดูกของเขาอยู่แล้ว
ตกเย็น พวกเฝิงเป่าก็กลับมาถึง เมื่อวันศุกร์ที่แล้วป๋ายซงเคยออกไปปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับเฝิงเป่ามาแล้ว จึงได้มาทำความคุ้นเคยกันอีกรอบ พอถึงเวลาหกโมงเย็นก็เลิกงานตรงเวลา
ตกค่ำ ป๋ายซงโทรศัพท์กลับไปหาที่บ้าน เล่าให้พ่อกับแม่ฟังว่าหัวหน้าที่หน่วยงานดูแลเขาเป็นอย่างดี และเขาใช้ชีวิตที่นี่อย่างมีความสุข จากนั้นจึงรีบเข้านอนแต่หัวค่ำ พรุ่งนี้เขาต้องเข้าเวรเป็นวันแรก คืนก่อนเข้าเวรจำเป็นต้องพักผ่อนให้เพียงพอ นี่คือสิ่งที่อาจารย์กำชับเขาไว้เป็นพิเศษ
เขาตื่นมาตอนตีห้ากว่าๆ ป๋ายซงเลยนอนต่ออีกงีบ จนกระทั่งเจ็ดโมงครึ่งถึงได้ลุกจากเตียงอย่างเป็นทางการ รู้สึกสดชื่นแจ่มใส ป๋ายซงจัดการธุระส่วนตัวและกินข้าวเช้าเสร็จ พอถึงเวลาแปดโมงยี่สิบนาที เขาก็ถือสมุดจดไปเข้าร่วมประชุมเช้าตรงเวลาเป๊ะ
ระหว่างที่กำลังประชุมอยู่ โทรศัพท์ของซุนถังก็ดังขึ้น เขากดรับสายได้ไม่กี่วินาที ซุนถังก็ส่งสายตาให้หม่าซี ป๋ายซงซึ่งนั่งอยู่ข้างหม่าซีพอดี หม่าซีจึงเรียกป๋ายซงให้ออกจากห้องประชุมไปด้วยกันทันที
"พี่หม่าครับ มีเหตุแจ้งความอะไรเหรอครับ?" พอออกมาจากห้องประชุม ป๋ายซงก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมานิดหน่อย
"ศูนย์แจ้งว่ามีคนตีกันน่ะ" หม่าซีหยิบกุญแจรถ แวะไปเอาใบรับแจ้งเหตุที่เคาน์เตอร์ด้านหน้า แล้วพาป๋ายซงขึ้นรถ
"หา? ร้ายแรงขนาดนั้นเลยเหรอครับ?" ป๋ายซงตกใจ
"ไม่มีอะไรหรอกมั้ง ก็น่าจะเป็นคดีทะเลาะวิวาททั่วไปนั่นแหละ" หม่าซีสตาร์ทรถ