- หน้าแรก
- สารวัตรสืบสวน
- ตอนที่ 9 ปลีกตัว
ตอนที่ 9 ปลีกตัว
ตอนที่ 9 ปลีกตัว
สองข้างทางของขั้นบันไดเต็มไปด้วยต้นไม้และพุ่มไม้ ตอนนี้หวังเลี่ยงทนไม่ไหวอีกต่อไป เขารีบหาที่ลับตาคนแล้วอ้วกออกมาเสียงดังโอ้กอ้าก ดึงดูดสายตาของเจ้าหน้าที่ตำรวจนับสิบนายในที่เกิดเหตุให้หันมามอง
เมื่อเห็นหวังเลี่ยงที่ยังดูเป็นเด็กใหม่ ทุกคนก็ไม่ได้พูดอะไร เรื่องแบบนี้ใครๆ ก็เข้าใจได้ เพราะใครๆ ต่างก็เคยผ่านจุดนั้นมาแล้วทั้งนั้น
ทว่าหวังเลี่ยงที่เพิ่งจะสวาปามบุฟเฟต์มาหมาดๆ...
เดิมทีทุกคนไม่ได้กะจะจ้องมองเขาให้มากความ แต่ปริมาณที่หวังเลี่ยงปล่อยออกมานั้นมันมหาศาลเกินไปจริงๆ จนทุกคนอดไม่ได้ที่จะต้องหันไปมองเขาครั้งแล้วครั้งเล่า พลางนึกค่อนขอดในใจว่าเจ้านี่มันเป็นหมูหรือเปล่าวะเนี่ย
ป๋ายซงไม่ได้มีท่าทีจะหัวเราะเยาะหวังเลี่ยงเลยแม้แต่น้อย เพราะตัวเขาเองก็ไม่ได้มีสภาพดีไปกว่ากันสักเท่าไหร่ เขาเดินไปหยิบน้ำแร่หนึ่งขวดจากจุดแจกหน้ากากอนามัย แล้วเดินเข้าไปลูบหลังคอยดูแลหวังเลี่ยง
ภายใต้การสั่งการของหัวหน้าชุดในที่เกิดเหตุ สถานการณ์เป็นไปอย่างมีระเบียบเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ตำรวจแต่ละตำแหน่งต่างแยกย้ายกันปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีใครว่างเว้น จะมีก็แค่พวกเขาสองคนกับตำรวจที่คอยเฝ้าแนวกั้นตำรวจเท่านั้นที่ยังพอดูว่างอยู่บ้าง ป๋ายซงจึงพาหวังเลี่ยงที่หน้าซีดเผือดเข้าไปชวนตำรวจนายนั้นคุย
ตำรวจนายนี้ชื่อ ‘หวังข่าย’ เป็นเจ้าหน้าที่จากกองกำกับการสืบสวนอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ พอป๋ายซงลองถามดูถึงได้รู้ว่า หวังข่ายดันเป็นรุ่นพี่ของเขาที่จบก่อนเขาสองรุ่น สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้ เนื่องจากหน่วยงานบางส่วนของกองกำกับการสืบสวนอาชญากรรมทางเศรษฐกิจใช้พื้นที่ลานกว้างร่วมกับกองกำกับการสืบสวนคดีอาญา หวังข่ายที่เข้าเวรอยู่ในวันนี้จึงถูกดึงตัวมาช่วยงานชั่วคราว
หวังข่ายเล่าว่า เรื่องมีอยู่ว่ามีชาวประมงคนหนึ่งกำลังใช้แหเหวี่ยงจับปลา แต่แหดันไปติดแหง็กเข้า ชาวประมงออกแรงดึงอยู่นานก็ดึงไม่ออก เนื่องจากแหผืนนี้คุณภาพดีและผืนใหญ่มาก ชาวประมงจึงตัดใจทิ้งไม่ลง ประกอบกับเห็นว่าผิวน้ำบริเวณนี้ค่อนข้างนิ่งสงบ จึงให้คนบนเรือช่วยจับแหไว้ ส่วนตัวเองก็กระโจนลงน้ำดำลงไปดู ผลปรากฏว่าไปเจอเข้ากับถังเหล็กใบหนึ่งจมอยู่ใต้น้ำ
เพื่อจะปลดแหที่เกี่ยวอยู่กับถังเหล็กออก ชาวประมงจึงจัดการดึงถังใบนั้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ด้วยแรงลอยตัวของน้ำ แม้ถังใบนี้จะจมอยู่ก้นแม่น้ำแต่ก็ไม่ได้หนักหนาอะไรนัก พอถังถูกดึงขึ้นมา แหก็หลุดออก จากนั้นส่วนของถังที่ถูกยกขึ้นก็หล่นกระแทกลงบนพื้นดินก้นแม่น้ำ ของเหลวสีดำไหลทะลักออกมาจากรอยซีลตรงฝาปิดขนาดเล็กของถังน้ำมัน พอชาวประมงปีนกลับขึ้นเรือได้ก็รีบโทรแจ้งตำรวจทันที
ตอนแรกนักประดาน้ำที่ลงไปงมตั้งใจจะยกถังขึ้นมาทั้งใบ แต่ฝาถังมันเปิดออกจนหมดแล้ว ถึงจะรีบปิดกลับเข้าไปได้ทัน ทว่า ‘ของ’ บางอย่างที่อยู่ข้างในก็ยังร่วงหลุดออกมาอยู่ดี ถึงได้ต้องมาคอยงมหากันแบบตอนนี้
"ผู้บังคับการเถียนกับคนของกองบัญชาการตำรวจภูธรเมืองมาโน่นแล้ว" หวังข่ายชี้ไปที่กลุ่มคนที่กำลังเดินลงบันไดมา แล้วหยุดคุยทันที
ป๋ายซงหันกลับไปมองแวบหนึ่ง ก็รีบถอยหลีกทางให้ กลุ่มคนเหล่านั้นเดินตรงดิ่งเข้าไปในแนวกั้นตำรวจทันที ในบรรดาคนกลุ่มนั้นมีสองสามคนเป็นเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน พวกเขาสวมใส่อุปกรณ์พร้อมสรรพ เดินตรงเข้าไปช่วยงานฝั่งของซุนเจี๋ย ส่วนระดับผู้บังคับบัญชาที่เหลือ หลังจากดูสถานที่เกิดเหตุเสร็จ ก็เดินกลับออกมาที่ขั้นบันได แล้วเปิดการประชุมชั่วคราวร่วมกับเจ้าหน้าที่ในที่เกิดเหตุหลายนาย
คดีระดับนี้ไม่ใช่สิ่งที่ตำรวจฝึกหัดอย่างป๋ายซงจะเข้าไปมีบทบาทนำได้ หรือแม้แต่โอกาสที่จะได้เข้าไปมีส่วนร่วมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำ
โลกแห่งความเป็นจริงก็เป็นแบบนี้แหละ
ป๋ายซงหันไปมองสถานที่เกิดเหตุอีกครั้ง ตอนนี้สภาพจิตใจของเขาดีขึ้นมากแล้ว เขาตบไหล่หวังเลี่ยงเบาๆ แล้วพาอีกฝ่ายเดินออกจากที่เกิดเหตุไปด้วยกัน
เมื่อเดินพ้นออกมาจากสวนสาธารณะ ป๋ายซงทอดสายตามองแม่น้ำเทียนเหอ ก่อนจะกวาดตามองไปรอบๆ ถนน แล้วลากหวังเลี่ยงไปยังร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ที่อยู่ใกล้ที่สุด สภาพของหวังเลี่ยงในตอนนี้ต้องการการพักผ่อนหย่อนใจสักหน่อย
หวังเลี่ยงยังคงมีใบหน้าซีดเซียว เขาเดินตามป๋ายซงมาหลายร้อยเมตรด้วยท่าทางอ่อนเปลี้ยเพลียแรงมาตลอดทาง
จนกระทั่งหวังเลี่ยงเงยหน้าขึ้น แววตาถึงได้เริ่มมีประกายแห่งชีวิตชีวากลับมาบ้าง ก่อนจะบ่นอุบขึ้นมาว่า "นายนี่มันสร้างเรื่องให้คนอื่นซวยจริงๆ นะ..."
ป๋ายซงเองก็รู้สึกกระดากใจอยู่นิดหน่อย เขาตบหลังหวังเลี่ยงเบาๆ "ไม่เป็นไรๆ เดี๋ยวตอนเย็นฉันเลี้ยงซุปเนื้อแกะนายเอง"
ป๋ายซงเพิ่งพูดจบ หวังเลี่ยงก็เหลือบมองเขาแวบหนึ่ง พอสมองนึกภาพคำว่า ‘ซุปเนื้อแกะ’ ขึ้นมา เขาก็อ้วกพุ่งออกมาอีกระลอก
สตั้นไปไม่กี่วินาที พอป๋ายซงนึกถึง ‘สี’ ของซุปเนื้อแกะขึ้นมาได้ เขาก็กลั้นไม่อยู่ อ้วกตามออกมาเหมือนกัน
"ฮะฮ่า~" หวังเลี่ยงที่หมดเรี่ยวแรงแล้วหัวเราะเยาะป๋ายซง พลางเอื้อมมือไปลูบหลังให้ป๋ายซงคืนบ้าง "นายนะนาย จะแส่หาเรื่องใส่ตัวให้ได้เลย ว่างนักหรือไงถึงต้องไปดูไอ้ของพรรค์นี้น่ะ"
"นี่มัน... แส่หาเรื่องที่ไหนกัน" ป๋ายซงมือหนึ่งยันกำแพง อีกมือบีบเค้นลำคอตัวเองเบาๆ "อย่างมากฉันก็แค่... อยากรู้อยากเห็น"
"ถ้ารู้ว่าสภาพจะเป็นแบบนี้ ฉันไม่มีทางไปเด็ดขาด! โดนนายพามาซวยแท้ๆ"
ระหว่างที่หวังเลี่ยงกำลังบ่นอยู่นั้น ม่านพลาสติกหน้าประตูร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ก็ถูกเลิกขึ้น คุณป้าคนหนึ่งถือไม้กวาดกับไม้ถูพื้นเดินออกมา พอมองเห็นพวกเขาสองคนกำลังอ้วกแตกอ้วกแตนอยู่ ก็ปรายตามองค้อน พลางบ่นอุบอิบ "วัยรุ่นสมัยนี้นี่นะ เป็นผู้ชายแท้ๆ สองคนก็ยังอุตส่าห์..."
เดิมทีป๋ายซงตั้งใจจะเก็บกวาดผลงานของตัวเองอยู่แล้ว แต่พอโดนคุณป้าพูดจาแบบนี้ใส่ เขาก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบแย่งไม้กวาดกับที่ตักขยะมาจากมือคุณป้า แล้วลงมือเก็บกวาดด้วยตัวเองทันที
คุณป้าไม่ได้ห้ามปรามอะไร นึกในใจว่าไอ้เด็กสองคนนี้ก็ยังพอมีมารยาทอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่วายส่งสายตารังเกียจไปให้ทั้งคู่ บ่นพึมพำอะไรก็ไม่รู้ ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าไปในร้านอินเทอร์เน็ต
หลังจากโดนป่วนไปยกหนึ่ง อาการคลื่นไส้ของทั้งสองคนก็ทุเลาลง พอเก็บกวาดเสร็จ พวกเขาก็เดินเข้าไปในร้านอินเทอร์เน็ต ล้างไม้กวาดให้สะอาดแล้วเอาไปคืน ท่ามกลางสายตาจับจ้องของคุณป้า ทั้งคู่ก็รีบเผ่นแน่บออกมาอย่างกระอักกระอ่วน
"ไปเถอะ ไปเล่นบาสกัน" ป๋ายซงเสนอขึ้น ปล่อยให้ช่วงบ่ายที่อากาศดีแบบนี้เสียเปล่าไปก็น่าเสียดายแย่
หวังเลี่ยงก้มมองนาฬิกาข้อมือ "เล่นบาสฉันไม่มีแรงวิ่งแล้วว่ะ แถมไม่ได้ใส่รองเท้าบาสมาด้วย เปลี่ยนเป็นแทงพูลยังพอไหว แต่นายต้องเลี้ยงนะ"
"ได้ๆๆ ไม่มีปัญหา" ป๋ายซงพยักหน้ารับ เมื่อกี้ตอนที่เดินมาทางนี้ พวกเขาก็เห็นร้านสนุกเกอร์อยู่ร้านหนึ่ง ระยะทางไม่ไกลเท่าไหร่นัก
ระหว่างที่เดินไป หวังเลี่ยงก็ค่อยๆ ลืมเลือนความรู้สึกแย่ๆ จากที่เกิดเหตุเมื่อครู่ไปได้บ้าง เขาเอ่ยถามขึ้น "จะว่าไป ตอนนายฝึกงาน เคยเจอสถานการณ์แบบนี้บ้างไหม?"
"ไม่เคย ตอนฉันฝึกงาน ที่เกิดเหตุที่สยดสยองที่สุดที่เคยไปก็มีแค่คดีฆ่าตัวตายกับคนตกตึก" ป๋ายซงนึกย้อนไปแล้วก็ยังรู้สึกเสียวสันหลังวูบ "ครั้งแรกที่ไปก็คดีฆ่าตัวตาย ผูกคอตาย เพิ่งตายก็มีคนมาเจอ ตอนที่ฉันไปถึง..."
"หยุดๆๆ พวกเราเลิกคุยเรื่องนี้กันเถอะ ขืนนายเล่าต่อได้สะกิดภาพจำฉันขึ้นมาอีกแน่!" หวังเลี่ยงรีบร้องประท้วง
"โอเคๆ ไม่คุยเรื่องนี้แล้ว วันจันทร์ฉันก็จะเริ่มลงทีมอย่างเป็นทางการแล้ว วันอังคารพวกเราก็ต้องเข้าเวรด้วยกัน ต่อจากนี้คงมียุ่งกันบ้างล่ะ วันนี้ขอพักผ่อนหย่อนใจก่อนแล้วกัน" ป๋ายซงดึงเสื้อหวังเลี่ยงแล้วเลี้ยวเข้าไปในร้านสนุกเกอร์
นี่เป็นร้านสนุกเกอร์ที่ค่อนข้างแพง ราคาชั่วโมงละ 20 หยวนทำเอาป๋ายซงปวดใจหนึบๆ แต่รับปากหวังเลี่ยงไปแล้วก็ทำอะไรไม่ได้ จำใจต้องกัดฟันเปิดโต๊ะไปหนึ่งโต๊ะ
ในใจของทั้งสองคนยังคงนึกถึงภาพสถานที่เกิดเหตุเมื่อสักครู่ ประกอบกับเพิ่งจะอ้วกแตกกันมาทั้งคู่ ฝีมือการแทงพูลเลยออกมาเละเทะจนดูแทบไม่ได้ เวลาผ่านไปยี่สิบนาที ลูกพูลสิบห้าลูกบนโต๊ะดันยังแทงไม่หมดเลยด้วยซ้ำ จนโต๊ะข้างๆ เริ่มหันมาซุบซิบนินทา ทำเอาป๋ายซงรู้สึกอายหน้าชาขึ้นมา ผลคือยิ่งอยากจะตั้งสมาธิ ก็ยิ่งแทงพลาด โชคดีที่หวังเลี่ยงก็ไม่ได้เรื่องเหมือนกัน ฝีมือทั้งคู่เลยถือว่าสูสีกันอย่างสูญเปล่า
เล่นไปแค่หนึ่งชั่วโมง ทั้งคู่เพิ่งจะแทงจบไปแค่สองเกม ด้วยสถิติชนะหนึ่งแพ้หนึ่ง ไอ้ห่วยสองคนรู้สึกเห็นอกเห็นใจในชะตากรรมของกันและกัน ท่ามกลางสายตาจับจ้องของคนทั้งร้าน ป๋ายซงจัดการจ่ายเงิน แล้วทั้งสองก็พากันหนีเตลิดออกจากร้านสนุกเกอร์ไปพร้อมกัน