- หน้าแรก
- สารวัตรสืบสวน
- ตอนที่ 8 ศพถ่วงน้ำ
ตอนที่ 8 ศพถ่วงน้ำ
ตอนที่ 8 ศพถ่วงน้ำ
"แหม อยากให้ฉันไปเป็นเพื่อนก็พูดมาตรงๆ เถอะ ไม่เห็นต้องยกยอทำปากหวานเลย" ต้วนเฟยปรายตามองซุนเจี๋ย "ถ้าเป็นคดีใหญ่จริงๆ ละก็ หัวหน้าคงไม่พลาดเรียกฉันไปด้วยหรอกน่า"
ต้วนเฟยเพิ่งจะพูดจบ โทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น เธอทำหน้า 'เห็นไหมล่ะ ฉันพูดผิดที่ไหน' แล้วกดรับสาย
บทสนทนายังสั้นกระชับเหมือนเดิม ต้วนเฟยตอบกลับแค่คำว่า "ค่ะ", "ไม่มีปัญหา", "ได้ค่ะ" สองสามคำแล้วก็วางสายไป
"ดูท่าจะงานหยาบแล้วล่ะ พวกเราสองคนตรงไปที่นั่นกันเลยเถอะ เสี่ยวซง เสี่ยวเลี่ยง พวกนายสองคนเรียกแท็กซี่กลับไปเองแล้วกันนะ ช่วยไม่ได้จริงๆ" ต้วนเฟยพูดอย่างจนใจ เนื่องจากซุนเจี๋ยกับต้วนเฟยเรียนต่ออีกสี่ปี จึงอายุมากกว่าพวกป๋ายซงประมาณสี่ถึงห้าปี แถมแต่งงานมีครอบครัวแล้ว จึงมักจะสวมบทบาทเป็นพี่สาวของกลุ่ม
"อย่าสิครับพี่เฟย ผมก็อยากจะขอตามไปดูด้วยคน" ป๋ายซงพอได้ยินว่ามีคดีใหญ่ก็รีบยกมือเสนอตัวทันที
"นายอยากไปงั้นเหรอ? หึ? ฉันล่ะกลัวนายจะช็อกตาตั้งไปซะก่อนน่ะสิ" ต้วนเฟยทำท่าเหมือนไม่ใส่ใจ
"ไม่เป็นไรๆ ผมเป็นตำรวจนะ จะไปกลัวอะไร" ป๋ายซงตบอกรับประกัน
"งั้นก็ตกลง ไปกันเลย" ซุนเจี๋ยไม่พูดพร่ำทำเพลง สตาร์ทรถแล้วหักพวงมาลัยเข้าเลนหลักทันที
"อะไรเนี่ย เรื่องอะไรกัน? ฉันจะลงรถนะ" ตอนนี้หวังเลี่ยงเพิ่งจะตั้งสติได้ นี่มันเรื่องอะไรกันวะเนี่ย! ทำไมจู่ๆ ถึงต้องไปที่เกิดเหตุด้วยเนี่ย!
วันนี้มันวันหยุดสุดสัปดาห์นะ! แถมยังเป็นวันหยุดที่เขาไม่ต้องเข้าเวรด้วย! ซุนเจี๋ยกับต้วนเฟยน่ะมันหน้าที่การงานบังคับให้ต้องไป แล้วไอ้ป๋ายซงนี่มันผีเข้าหรือไงถึงจะตามเขาไปทำไม
เวลาดีๆ แบบนี้ มันต้องไปหาที่พักผ่อนหย่อนใจแบบที่ใช้เงินซื้อความสุขได้สิถึงจะถูก!
"จะลงรถอะไรเล่า นี่มันขึ้นทางด่วนมาแล้ว ข้างหน้าก็เป็นสะพานยกระดับ! ทำไมล่ะ นายซื้อประกันอุบัติเหตุวงเงินสูงไว้หรือไง!" ป๋ายซงหัวเราะพลางดึงแขนหวังเลี่ยงเอาไว้ เรื่องแบบนี้หาเพื่อนไปตายดาบหน้าด้วยกันมันถึงจะฉลาด
หวังเลี่ยงถลึงตาใส่ป๋ายซง "ตามใจนายแล้วกัน ยังไงเดี๋ยวพอถึงที่ฉันก็จะเรียกแท็กซี่กลับ"
ป๋ายซงไม่เถียงกลับ ยังไงก็หลอกล่อให้หวังเลี่ยงลงเรือลำเดียวกันมาได้แล้วค่อยว่ากันอีกที
ช่วงบ่ายสามกว่าๆ บนถนนรถไม่ค่อยเยอะ ซุนเจี๋ยใช้เวลาแค่สิบกว่านาทีก็ขับรถมาถึงจุดหมาย ซึ่งอยู่ในเขตรับผิดชอบของสถานีตำรวจท้องที่อวี๋เจิ้น
แม่น้ำเทียนเหอของเมืองเทียนหัวเป็นแม่น้ำสายหลักที่ตัดผ่านทั่วทั้งเมือง สถานีตำรวจจิ่วเหอเฉียวมีชื่อเสียงโด่งดังจากสะพานแห่งหนึ่ง ส่วนสถานีตำรวจอวี๋เจิ้นนั้นโด่งดังมาจากการทำประมง เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป ชาวประมงในแม่น้ำเทียนเหอก็ลดน้อยลงไปมาก แต่เมืองอวี๋เจิ้นซึ่งพ้องเสียงกับคำว่า “ปลา” (อวี๋ - 鱼) กลับไม่เคยเปลี่ยนชื่อ ปัจจุบันท่าเรืออวี๋เจิ้นได้กลายเป็นสวนสาธารณะขนาดเล็กไปแล้ว สถาปัตยกรรมต่างๆ ล้วนถูกขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของเมืองเทียนหัว ดังนั้น ในวันธรรมดาสวนสาธารณะแห่งนี้จึงจำกัดการเข้าชม จะเปิดให้บุคคลภายนอกเข้าได้ก็ต่อเมื่อเป็นช่วงเทศกาลที่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาประจำการเป็นจำนวนมากเท่านั้น
ซุนเจี๋ยขับรถตรงไปจอดหน้าทางเข้าสวนสาธารณะท่าเรืออวี๋เจิ้น ที่นั่นมีรถตำรวจจอดล้อมอยู่หกเจ็ดคัน ประชาชนทั่วไปไม่สามารถเข้าไปในสวนสาธารณะได้ จึงไม่มีใครยืนมุงดูอยู่รอบๆ
พอถึงหน้าสวนสาธารณะ หวังเลี่ยงก็เตรียมตัวจะลงจากรถ แต่ตอนนั้นเองรถของซุนเจี๋ยก็ถูกเรียกให้หยุด
คนที่เรียกให้หยุดรถไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ไหน แต่เป็นจ่าซุนจากกองกำกับการสายตรวจที่พวกเขาทั้งสี่คนเคยไปฝึกอบรมด้วยนั่นเอง เนื่องจากตำรวจสายตรวจเป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็ว การให้เขามาประจำการดูแลสถานการณ์รอบนอกจึงเหมาะสมที่สุด
"เสี่ยวซุน กะไว้แล้วเชียวว่านายต้องมา" จ่าซุนเอ่ยทักทาย "เอ้า ทำไมคนเยอะจัง? ทำไมพวกเธอถึงมาด้วยกันได้ล่ะ?"
"พอดีพวกเรากำลังกินข้าวด้วยกันอยู่ครับ จู่ๆ ก็มีเรื่องด่วนเข้ามา เลยพากันมาหมดนี่แหละครับ" ซุนเจี๋ยลดกระจกลงแล้วตอบ
"งั้นก็รีบเข้าไปเถอะ ผู้กำกับอู๋กับผู้กำกับหม่าก็อยู่ข้างในกันหมดแล้ว" จ่าซุนรีบดึงแนวกั้นสถานที่เกิดเหตุ(โปลิศไลน์) ออก เปิดทางให้รถของซุนเจี๋ยขับเข้าไป หวังเลี่ยงเห็นสถานการณ์แบบนี้ จะขอลงรถกลางคันก็คงดูไม่ค่อยเหมาะ เลยจำใจต้องตามเข้าไปด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้
สวนสาธารณะไม่ได้ใหญ่โตอะไร ตอนนี้มีรถจอดอยู่เจ็ดแปดคัน กินพื้นที่ลานกว้างของสวนไปกว่าครึ่ง หลังจากจอดรถเสร็จ ทุกคนก็เดินมุ่งหน้าไปทางที่มีคนเยอะๆ โดยมีหวังเลี่ยงเดินรั้งท้าย
"ผู้กองโจว!" พอซุนเจี๋ยเห็นชายวัยกลางคนคนหนึ่ง ก็รีบเดินเข้าไปหา "ผมกับต้วนเฟยมาถึงแล้วครับ สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง?"
ผู้กองโจวหันกลับมา กวาดสายตามองทั้งสี่คนแวบหนึ่ง "แล้วสองคนนี้ล่ะ?"
"เป็นตำรวจรุ่นเดียวกับพวกเราครับ" ซุนเจี๋ยตอบ
ผู้กองโจวมองหวังเลี่ยงอีกครั้ง นิ่งคิดไปครึ่งวินาที แล้วพยักหน้า "เข้าไปข้างในห้ามถ่ายรูปเด็ดขาด ห้ามเอาเรื่องนี้ไปแพร่งพราย แล้วก็ไปเบิกหน้ากากอนามัยกับถุงหุ้มรองเท้ามาใส่ซะ" พูดจบ ผู้กองโจวก็หมุนตัวเตรียมจะเดินจากไป แต่เพิ่งก้าวไปได้ไม่กี่ก้าวก็หยุดชะงัก แล้วหันกลับมาสั่งอีกรอบ "ไอ้หนูสองคนนี้อย่าเข้าไปลึกถึงจุดเกิดเหตุชั้นในสุดนะ ส่วนซุนเจี๋ยกับต้วนเฟย พวกเธอเข้าไปเป็นผู้ช่วยหมอนิติเวชหลี่ แล้วก็ตั้งใจเรียนรู้งานให้ดีล่ะ"
ผู้กองโจวเดินจากไปแล้ว สีหน้าของพวกเขาทั้งสี่คนไม่ได้ดูนิ่งสงบเหมือนตอนที่อยู่บนรถอีกต่อไป เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่แค่คดีศพลอยน้ำธรรมดาๆ แน่
โดยทั่วไปแล้ว ศพคนจมน้ำ คนกระโดดน้ำ หรือคนที่เผลอตกลงไปในแม่น้ำ มักจะถูกเรียกว่า 'ศพลอยน้ำ' คดีประเภทนี้ถือเป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อย ไม่จำเป็นต้องจัดกองกำลังใหญ่โตขนาดนี้
เดินลงบันไดของสวนสาธารณะมาได้หลายสิบเมตรก็ใกล้จะถึงริมฝั่งแม่น้ำเทียนเหอ ตรงนี้มีแนวกั้นตำรวจชั้นที่สอง มีตำรวจสิบกว่านายรวมตัวกันอยู่ มีหลายคนที่ดูออกว่าเป็นระดับผู้บังคับบัญชา แต่ทั้งสี่คนไม่มีใครรู้จักเลย โชคดีที่ยังพอมีตำรวจสืบสวนคดีอาญาสองสามคนที่รู้จักซุนเจี๋ยกับต้วนเฟย ทั้งสองเบิกอุปกรณ์เสร็จก็เดินตรงเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุทันที ทิ้งป๋ายซงกับหวังเลี่ยงที่เข้าไปไม่ได้ไว้
ความจริงแล้วตรงที่พวกเขายืนอยู่นั้นห่างจากจุดเกิดเหตุเพียงสิบกว่าเมตร สามารถมองเห็นสถานการณ์ทั้งหมดได้อย่างชัดเจน
ทันทีที่ซุนเจี๋ยและต้วนเฟยเดินเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุ ป๋ายซงก็มองตามทิศทางที่พวกเขาเดินไป และจังหวะนั้นเอง เขาก็มองเห็นสภาพพื้นที่เกิดเหตุอย่างเต็มตา วินาทีนั้นเขารู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่คอ และกลิ่นเหม็นประหลาดจางๆ ก็ลอยเข้ามาปะทะจมูกอย่างชัดเจน
ถังน้ำมันขนาดใหญ่ใบหนึ่ง สูงประมาณ 80 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 50 เซนติเมตร
และภายในถังใบนั้น คือชิ้นส่วนศพที่ถูกแช่น้ำมานานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้
เมื่อมองจากระยะที่ป๋ายซงยืนอยู่ ไม่สามารถแยกแยะเพศได้อีกต่อไป เพราะภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือถังใบใหญ่ และชิ้นส่วนศพที่เน่าเปื่อยบวมอืดถูกนำมาวางเรียงรายกินพื้นที่หลายตารางเมตร มีทั้งสีดำ สีม่วงคล้ำ สีขาวซีด สีเหลือง ปะปนกันไปหมด
ท่าเรืออวี๋เจิ้นตั้งอยู่ในบริเวณคุ้งน้ำที่กระแสน้ำไหลเอื่อยของแม่น้ำเทียนเหอ ผิวน้ำกว้างขวางมาก ระดับน้ำลึกหลายเมตรและไม่มีคลื่น การที่มีถังเหล็กจมอยู่ใต้น้ำในสถานที่แบบนี้ จึงแทบจะไม่มีใครสังเกตเห็นได้เลย
คำบรรยายผ่านตัวอักษรไม่มีวันเทียบได้กับความน่าสะพรึงกลัวที่สัมผัสได้จากสถานที่เกิดเหตุจริง ถึงแม้ว่าจะเป็นชิ้นส่วนศพที่แช่น้ำมานาน ทำให้กลิ่นเมื่อยืนอยู่ไกลขนาดนี้ไม่ถึงกับรุนแรงมาก แต่ก็ยังคงชัดเจนเตะจมูก และสภาพการเน่าเปื่อยอย่างรุนแรงก็ทำให้ยากที่จะทนดูได้
ตอนนั้นเอง ผิวน้ำก็เกิดแรงกระเพื่อม ป๋ายซงเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าบนผิวน้ำยังมีเรือยางของตำรวจลอยลำอยู่อีกหนึ่งลำ นักประดาน้ำมืออาชีพสองคนโผล่ขึ้นมาจากน้ำ ในมือของพวกเขาถือกล่องพลาสติกแข็งใสสองใบ ภายในกล่องบรรจุสิ่งที่พวกเขาค้นพบจากใต้น้ำ
ป๋ายซงเพ่งมองของที่อยู่ในกล่อง มันเป็นก้อนสีดำๆ หยุ่นๆ ไม่รู้ว่าคืออะไร แต่วินาทีนั้นความรู้สึกคลื่นไส้อย่างรุนแรงก็ตีตื้นขึ้นมา เขารีบหยิกท้องแขนตัวเองอย่างแรง ความเจ็บปวดช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ลงไปได้บ้าง โชคดีที่เขาไม่ได้อาเจียนออกมา
แต่สำหรับหวังเลี่ยงในตอนนี้นั้น สภาพดูไม่จืดเลยทีเดียว