- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในโต้วหลัว เกราะมารจุติ ดาบคลั่งสังหารเทพ
- บทที่ 21: สายใยพี่น้อง
บทที่ 21: สายใยพี่น้อง
บทที่ 21: สายใยพี่น้อง
บทที่ 21: สายใยพี่น้อง
หลังจากที่หลินจิ้นพาหลินเสวี่ยเดินพ้นไปจากลานฝึกซ้อม สมาชิกทีมราชวงศ์เทียนโต่วจึงค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา
"คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าท่านแม่ทัพหมาป่าสวรรค์ที่เป็นที่โจษจันกันไปทั่วเมืองเทียนโต่วมาอย่างยาวนาน จะเป็นพี่ชายของหลินเสวี่ย!" ออสโลยิ้มแห้งๆ พลางเอ่ยด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป
"อาจารย์ฉิน เมื่อครู่นี้ท่านพอจะมองออกไหมว่าเขาแข็งแกร่งอยู่ในระดับใด? พลังวิญญาณของเขาบรรลุถึงขั้นไหนแล้ว? เหตุใดพอนัยน์ตาของข้าสบเข้ากับสายตาของเขา ข้ากลับไม่มีแม้กระทั่งความกล้าที่จะลงมือโจมตี? แถมเขายังรับการโจมตีของอวี่เฟิงซึ่งเป็นถึงอัครวิญญาจารย์ระดับ 37 ได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องออกแรงเลยด้วยซ้ำ" สีหน้าของอวี่เทียนเหิงเคร่งเครียด แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจ
ในฐานะผู้สืบทอดแห่งตระกูลมังกรฟ้าทรราชสายฟ้า ครอบครองวิญญาณยุทธ์ระดับท็อปอย่างมังกรฟ้าทรราชสายฟ้า และยังดำรงตำแหน่งหัวหน้าทีมราชวงศ์เทียนโต่ว ทว่าเมื่อครู่นี้เขากลับแทบไม่อาจคงสภาพวิญญาณยุทธ์ไว้ได้ต่อหน้าบุรุษผู้นั้น สำหรับเขาแล้ว นี่ถือเป็นความอัปยศอดสูครั้งยิ่งใหญ่
"ถูกต้อง พี่ชายของหลินเสวี่ยดูแล้วอายุก็น่าจะไล่เลี่ยกับพวกเรา ทว่าพละกำลังในระดับนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก" ตู๋กูเหยียนเองก็เต็มไปด้วยความสับสนและกังขาเช่นกัน
อาจารย์ฉินหมิงทอดสายตามองกลุ่มนักเรียนผู้เย่อหยิ่งของตนพลางส่ายหน้าอย่างจนใจ "ข้าเองก็มองเขาไม่ออกเช่นกัน"
"ทว่า หากตัดสินจากความผันผวนของพลังวิญญาณอันเบาบางที่แผ่ออกมาเมื่อครู่นี้ พลังของเขายังไม่เกินระดับราชาวิญญาณ"
คำพูดของอาจารย์ฉินหมิงเปรียบเสมือนค้อนปอนด์ยักษ์ที่ทุบลงกลางใจของสมาชิกทีมทุกคน
พวกเขาลูกรักของสวรรค์ผู้ทระนงในตระกูลท่ามกลางคนรุ่นเดียวกัน มิเช่นนั้นคงไม่ได้เข้ามาเป็นสมาชิกของทีมสถาบันราชวงศ์แห่งนี้
"ยัง... ยังไม่เกินระดับราชาวิญญาณงั้นรึ?" อวี่เทียนเหิงพึมพำทวนคำพูด สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ "เพียงแค่พึ่งพากลิ่นอายกดดัน ก็สามารถทำให้พวกเราไร้ซึ่งหนทางขัดขืน ทั้งๆ ที่เขายังไม่ได้เป็นราชาวิญญาณด้วยซ้ำเนี่ยนะ?"
ความจริงข้อนี้เป็นสิ่งที่เขายอมรับได้ยากยิ่งกว่าการที่อีกฝ่ายจะเป็นมหาปราชญ์วิญญาณหรือวิญญาณพรหมยุทธ์เสียอีก
นี่หมายความว่า ช่องว่างระหว่างพวกเขาไม่ได้มาจากระดับขั้นของพลังวิญญาณเพียงอย่างเดียว ทว่ามันมาจากประสบการณ์ สภาพจิตใจ และสัญชาตญาณการต่อสู้ที่ได้รับการหล่อหลอมขึ้นมาท่ามกลางความเป็นและความตาย
"เป็น... เป็นไปได้อย่างไรกัน?" ออสโลเองก็ยืนอึ้ง "พวกเราใช่ว่าไม่เคยต่อสู้กับราชาวิญญาณมาก่อน อาจารย์ฉิน ท่านเองก็เป็นถึงจักรพรรดิวิญญาณ ทว่าพวกเรากลับไม่เคยรู้สึกหวาดกลัวท่านถึงเพียงนี้เลย!"
"นั่นเป็นเพราะข้าไม่ได้มีจิตสังหารต่อพวกเจ้าอย่างไรเล่า" อาจารย์ฉินหมิงชี้ชัดถึงจุดสำคัญ "แต่หลินจิ้น... แม้เมื่อครู่นี้เขาจะจงใจสะกดกลั้นพลังเอาไว้ ทว่ากลิ่นอายอันชั่วร้ายที่เขาแฝงกลับมาจากภูเขาซากศพและทะเลเลือดนั้นมันไม่อาจปิดซ่อนได้ นั่นไม่ใช่จิตสังหารที่พุ่งเป้ามาที่พวกเจ้าโดยตรง ทว่ามันเป็นสัญชาตญาณที่ก่อตัวขึ้นหลังจากผ่านการเข่นฆ่ามาอย่างยาวนาน"
สายตาของเขาเพ่งมองไปยังกลุ่มนักเรียน น้ำเสียงแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง "พวกเจ้าต้องเข้าใจก่อนว่า ทุกการต่อสู้ที่เขาเคยประสบพบเจอมา ล้วนเป็นการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด ทุกทักษะวิญญาณของเขาถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อสังหารศัตรูให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่สุด นี่เป็นแนวคิดที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับการประลองฝึกซ้อมภายในสถาบันที่ลงมืออย่างออมแรงและหยุดอยู่แค่ขอบเขตที่กำหนด"
ตู๋กูเหยียนนึกถึงแววตาอันราบเรียบไร้ระลอกคลื่นของหลินจิ้นทำเอาเซียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที "ดังนั้น ยามที่เขามองมาที่พวกเรา มันจึงราวกับ... ราวกับมอง..."
"ราวกับมองฝูงแกะที่ไม่มีทางสู้" สือโม่เอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ตัวเขาผู้ซึ่งมีความสุขุมอยู่เป็นนิจ ทว่าในเวลานี้กลับยังคงมีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่
น้องชายพยักหน้าเห็นด้วย "ข้าไม่มีความมั่นใจเลยว่า พลังป้องกันจากเต่าทมิฬของข้าจะสามารถต้านทานการโจมตีของเขาได้"
เยี่ยหลิงหลิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่ากลับชี้ให้เห็นถึงจุดที่สำคัญที่สุด "ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาข้ายังไม่ได้ปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ออกมาเลยด้วยซ้ำ"
ประโยคนี้ทำให้ทุกคนต้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง
ใช่แล้ว เขาข้ายังไม่ได้ใช้วิญญาณยุทธ์เลยเสียด้วยซ้ำ เพียงแค่พึ่งพาพละกำลังทางร่างกายและกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวนั่น ก็สามารถสลายการโจมตีของอวี่เฟิงและซัดเขาจนสลบเหมือดได้ในพริบตา
หากเขาข้ายอมใช้วิญญาณยุทธ์ เรียกใช้ทักษะวิญญาณขึ้นมา...
ทุกคนต่างไม่กล้าที่จะคิดต่อล่วงหน้าอีกต่อไป
"เอาล่ะ" เมื่อเห็นสีหน้าของทุกคน อาจารย์ฉินหมิงก็รู้ดีว่ามันเป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะยอมรับความจริงข้อนี้ได้ในเวลาอันสั้น "ฝึกซ้อมกันต่อเถอะ นี่ไม่ใช่สิ่งทีพวกเจ้าควรนำมาคิดในตอนนี้ การจะได้ขึ้นเป็นแม่ทัพแห่งจักรวรรดิ มันจะเป็นเรื่องง่ายดายขนาดนั้นได้อย่างไร?"
"อีกอย่าง พวกเจ้าทุกคนก็ล้วนเป็นลูกรักของสวรรค์ในโลกของวิญญาจารย์ พรสวรรค์ของพวกเจ้าไม่ได้ขาดแคลน สิ่งที่พวกเจ้าขาดไปคือการหล่อหลอมต่างหาก"
ในขณะเดียวกัน หลินจิ้นที่กำลังพาน้องสาวเดินออกจากสถาบันเพื่อกลับบ้าน กลับไม่ได้ทราบถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในลานฝึกซ้อมเบื้องหลังเลยสักนิด
ต่อให้เขาข้าจะทราบ เขาก็คงทำเพียงแค่ทอดสายตามองกลับมาด้วยความราบเรียบเท่านั้น
หลินเสวี่ยใช้มือกุมมือพี่ชายไว้แน่น ราวกับหวาดกลัวว่าหากปล่อยมือไปแล้ว เขาจะเลือนหายไปต่อหน้าต่อตา
"ท่านพี่ ท่านได้เป็นแม่ทัพจริงๆ หรือคะ?" นางเงยหน้าขึ้น ดวงตาทอประกายเปี่ยมด้วยความเลื่อมใสชื่นชม "ข้าเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับแม่ทัพหมาป่าสวรรค์แห่งแดนเหนือในสถาบันมาบ้างค่ะ"
"ตอนแรกข้านึกว่าเป็นเพียงคนที่มีชื่อแซ่เหมือนกันเสียอีก"
หลินจิ้นใช้มือลูบผมของนางพลางแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน "เรื่องเหล่านั้นไม่ได้สลักสำคัญอันใดหรอก สิ่งสำคัญคือตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พี่ชายสามารถปกป้องเจ้าได้แล้ว"
หลินเสวี่ยรีบพยักหน้ารับคำอย่างจริงจัง "อืม ท่านพี่เก่งที่สุดเลยค่ะ!"
เขาพาน้องสาวเดินตรงไปยังประตูสถาบัน ซึ่งอาถู่กำลังยืนจูงม้ารออยู่
เมื่อเห็นหลินจิ้นเดินนำเด็กสาวคนหนึ่งตรงเข้ามา อาถู่ก็รีบโค้งกายทำความเคารพทันที "คุณหนู"
เมื่อเห็นคนแปลกหน้าเดินเข้ามาทักทาย หลินเสวี่ยเกิดความรู้สึกขัดเขินเล็กน้อยและรีบหลบไปซ่อนตัวอยู่ด้านหลังหลินจิ้น
หลินจิ้นยิ้มพลางเอ่ยแนะนำให้ทั้งสองรู้จักกัน "ไม่ต้องกลัวหรอกเสวี่ยเอ๋อร์ นี่คืออาถู่ พี่น้องของพี่ตั้งแต่สมัยอยู่แดนเหนือ อาถู่ นี่คือน้องสาวของข้า เสวี่ยเอ๋อร์"
"คารวะคุณหนูครับ!" อาถู่ส่งยิ้มให้อย่างซื่อๆ "ท่านแม่ทัพเตรียมการมาตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว เพื่อตั้งตารอที่จะมารับคุณหนูกลับบ้านในวันนี้โดยเฉพาะเลยครับ"
เมื่อได้ยินคำพูดของอาถู่ ขอบตาของหลินเสวี่ยก็เริ่มรื้นไปด้วยหยาดน้ำตาอีกครั้ง นางกุมมือพี่ชายไว้แน่นและกระซิบว่า "ขอบคุณค่ะ พี่อาถู่"
คำว่า "พี่" คำนี้ทำให้อาถู่ บุรุษผู้เคยใช้ชีวิตอยู่บนคมดาบในแดนเหนือ เกิดความรู้สึกขัดเขินขึ้นมาเล็กน้อย เขาใช้มือเกาหัวพลางส่งยิ้มให้อย่างซื่อๆ "คุณหนูเกรงใจไปแล้วครับ เรียกข้าว่าอาถู่เฉยๆ ก็พอครับ"
หลินจิ้นเหวี่ยงตัวขึ้นหลังม้า จากนั้นก็ยื่นมือไปดึงตัวน้องสาวขึ้นมาบนหลังม้า โดยให้นางนั่งอยู่ด้านหน้าของเขา "เกาะไว้แน่นๆ นะ เรากำลังจะกลับบ้านกัน"
ม้าศึกเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ หลินเสวี่ยเอนกายซบแผ่นอกอันกว้างขวางและมั่นคงของพี่ชาย สัมผัสได้ถึงความสงบสุขทางใจอย่างที่นางไม่เคยได้รับมาเนิ่นนานถึงแปดปี
ทิวทัศน์สองข้างทางของถนนค่อยๆ เคลื่อนผ่านลับสายตาไป นางเอ่ยถามเสียงแผ่วถึงเรื่องราวประสบการณ์ที่เขาพบเจอในแดนเหนือตลอดหลายปีที่ผ่านมา
"ท่านพี่ อยู่ที่แดนเหนือ... ท่านต้องลำบากมากใช่ไหมคะ?" นางเงยหน้าขึ้น ทำให้มองเห็นสันกรามอันคมคายของพี่ชายได้อย่างชัดเจน
"ไม่ได้ลำบากอันใดเลย" หลินจิ้นเอ่ยปัดไปอย่างราบเรียบ ก่อนจะเบนบทสนทนาไปยังเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีของแดนเหนือแทน "แม้ที่นั่นจะหนาวเหน็บ ทว่าท้องฟ้ายามค่ำคืนกลับปลอดโปร่งยิ่งนัก ดวงดาวส่องแสงสว่างไสวยิ่งกว่าที่เห็นในเมืองเทียนโต่วมาก และที่นั่นยังมีสุนัขจิ้งจอกหิมะชนิดหนึ่ง มีขนสีขาวบริสุทธิ์ น่ารักมากทีเดียว..."
เขาจงใจเลือกเฟ้นเฉพาะเรื่องราวเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจมาเล่าให้นางฟัง ส่วนเรื่องการต่อสู้อันดุดันนองเลือดและวิกฤตการณ์ความเป็นความตายเหล่านั้น กลับถูกเขาเอ่ยผ่านไปอย่างนุ่มนวล
ไม่นานนัก ท่ามกลางการสนทนาของสองพี่น้อง พวกเขาก็เดินทางมาถึงจวนป๋อ
"เสวี่ยเอ๋อร์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่นี่คือบ้านของเรานะ" หลินจิ้นเอ่ยแนะนำจวนป๋อให้นางทราบ
"ค่ะ ที่ใดที่มีท่านพี่อยู่ ที่นั่นก็คือบ้านของข้า" หลินเสวี่ยตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม
หลินจิ้นพาน้องสาวเดินผ่านลานบ้านด้านหน้าที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างพิถีพิถัน และมาถึงห้องพักข้างห้องนอนหลักที่ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับนางโดยเฉพาะ
ภายในห้องถูกตกแต่งไว้อย่างอบอุ่นและงดงาม บนโต๊ะมีขนมเลิศรสจัดวางไว้พร้อมกับตุ๊กตาน่ารักคู่หนึ่ง
"เสวี่ยเอ๋อร์ ชอบไหม?" หลินจิ้นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ยามเมื่อได้เห็นทุกสิ่งอย่างเบื้องหน้า หยาดน้ำตาของหลินเสวี่ยก็เอ่อล้นขึ้นมาอีกครั้ง "ชอบค่ะ... ขอบคุณค่ะท่านพี่"
จู่ๆ นางก็โผเข้าสู่อ้อมกอดของพี่ชาย น้ำเสียงเจือไปด้วยความสะอื้น "ท่านพี่ ตลอดแปดปีมานี้ ข้าคิดถึงท่านทุกวันเลยค่ะ ข้าหวังและกลัวว่าท่านจะได้รับบาดเจ็บในสนามรบ กลัวว่าท่านจะลืมข้าไป..."
"เด็กโง่" หลินจิ้นกอดน้องสาวไว้แน่นด้วยความรู้สึกปวดใจ "พี่ชายจะลืมเจ้าได้อย่างไร? ตลอดแปดปีมานี้ ทุกวันพี่คิดเพียงแต่ว่าต้องมีชีวิตรอดกลับมาเพื่อจะได้พบหน้าเจ้า"
เขาพาน้องสาวไปนั่งที่โต๊ะและรินน้ำชาอุ่นให้นางจอกหนึ่ง "จากนี้ไป พวกเราจะไม่มีวันพรากจากกันอีก พี่ชายสัญญา"
หลินเสวี่ยพยักหน้ารับคำอย่างแรง ในที่สุดก็ยอมเผยรอยยิ้มออกมาทั้งน้ำตา
ขณะนั้นเอง เสียงของอาถู่ก็ดังขึ้นแผ่วเบามาจากภายนอกบานประตู "ท่านแม่ทัพ ทางตำหนักรัชทายาทส่งคนนำเทียบเชิญมาให้ครับ เรียนเชิญท่านไปเยือนที่ตำหนักเพื่อพูดคุยกันในวันพรุ่งนี้ครับ"
แววตาของหลินจิ้นไหวระริกเล็กน้อย
เขาเอ่ยตอบกลับไปอย่างราบเรียบ "รับทราบแล้ว ไปเรียนองค์รัชทายาทว่าข้าจะเดินทางไปตามนัดหมายในวันพรุ่งนี้"
หลินเสวี่ยทอดสายตามองหลินจิ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น "ท่านพี่ ท่านกำลังจะไปพบพี่ชิงเหอหรือคะ?"
"ใช่แล้ว" หลินจิ้นใช้มือลูบผมของหลินเสวี่ยแล้วเอ่ยว่า "ในช่วงเวลาที่พี่ไม่อยู่ องค์รัชทายาททรงคอยดูแลเอาใจใส่เจ้าเป็นอย่างดี พี่จำเป็นต้องไปแสดงความขอบคุณต่อพระองค์"