เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 20: หวนคืนสู่เหย้า

บทที่ 20: หวนคืนสู่เหย้า

บทที่ 20: หวนคืนสู่เหย้า


บทที่ 20: หวนคืนสู่เหย้า

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ทุกสิ่งอย่างถูกจัดเตรียมไว้จนพร้อมสรรพ

"อาถู่ ไปเตรียมม้า" หลินจิ้นผลัดเปลี่ยนมาสวมชุดลำลองสะอาดสะอ้าน

แม้เขาจะยังคงแต่งกายด้วยชุดสีดำสนิททั้งชุด ทว่ามันกลับปราศจากกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าอันดุดันดังเช่นยามสวมเครื่องแบบทหาร และถูกทดแทนด้วยความอ่อนโยนจางๆ

"ท่านแม่ทัพ จะให้ข้าพาพี่น้องไปเพิ่มอีกสักสองสามคนไหมขอรับ?" อาถู่เอ่ยถาม

"ไม่ต้อง" หลินจิ้นเหวี่ยงตัวขึ้นหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว "ข้าไปรับน้องสาว ไม่ได้ไปออกรบ"

ถึงกระนั้น ในยามที่เขาควบม้ามุ่งหน้าไปยังสถาบันราชวงศ์เทียนโต่ว หัวใจของเขากลับรู้สึกประหม่าและตื่นเต้นยิ่งกว่ายามย่างกรายเข้าสู่สมรภูมิรบเสียอีก

เวลาล่วงเลยไปถึงแปดปี เสวี่ยเอ๋อร์ตัวน้อยจะยังจำพี่ชายคนนี้ได้หรือไม่? นางจะนึกโกรธเคืองที่ทอดทิ้งให้นางต้องอยู่ลำพังเนิ่นนานเพียงนี้ไหม?

บุรุษผู้เคยทำให้ศัตรูในสนามรบต้องสั่นสะท้อนด้วยความหวาดกลัว แม่ทัพหมาป่าสวรรค์แห่งชายแดนเหนือผู้เกรียงไกร บัดนี้กลับรู้สึกราวกับคนเดินทางที่กำลังจะได้กลับคืนสู่เหย้า ใจหนึ่งก็เปี่ยมด้วยความหวัง แต่อีกใจก็เต็มไปด้วยความกังวล

หลินจิ้นดึงบังเหียนม้าให้หยุดลงที่เบื้องหน้าประตูทางเข้าสถาบัน ทอดสายตามองขึ้นไปยังสถานศึกษาขั้นสูงสุดแห่งจักรวรรดิ

สถานที่แห่งนี้ช่างแตกต่างจากบรรยากาศอันเคร่งขรึมและตึงเครียดในสนามรบโดยสิ้นเชิง มันอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความเยาว์วัยและการศึกษาเล่าเรียน จนทำให้เขาเกิดความรู้สึกแปลกแยกไปชั่วขณะ

"รอข้าอยู่ที่นี่" เขาหันไปกำชับอาถู่ ก่อนจะลงจากหลังม้าเพียงลำพังและสาวเท้าตรงไปยังประตูสถาบัน

"หยุดก่อน! ที่นี่เป็นเขตหวงห้ามของสถาบัน บุคคลภายนอกที่ไม่ได้รับอนุญาตห้ามเข้าเด็ดขาด" ทหารยามก้าวเข้ามาขวางทาง ทว่าสีหน้าของเขาพลันแปรเปลี่ยนไปในทันทีเมื่อเหลือบไปเห็นป้ายประจำตัวของกองกำลังป้องกันเมืองที่เหน็บอยู่ตรงเอวของหลินจิ้น "ที่แท้ก็เป็นท่านนายทหารจากกองกำลังป้องกันเมือง ไม่ทราบว่าท่านมีกิจธุระอันใดหรือขอรับ?"

"มารับคนในครอบครัว" หลินจิ้นเอ่ยสั้นๆ "ยังคิดจะขวางข้าอยู่อีกหรือไม่?"

"มิกล้าขอรับ เชิญท่านด้านในได้เลยขอรับ!" เมื่อสัมผัสได้ถึงความน่าเกรงขามอันเด็ดขาดที่แผ่ออกมาจากตัวหลินจิ้น ทหารยามก็รีบเปิดประตูสถาบันให้ทันที

หลินจิ้นก้าวเท้าเข้าสู่ภายในสถาบัน เวลานี้เป็นเวลาเรียน เขาจึงเดินเข้าไปสอบถามเส้นทางจากคนงานทำความสะอาดคนหนึ่งเกี่ยวกับสถานที่ฝึกซ้อมของทีมสถาบัน

เนื่องจากได้รับการเสนอแนะจากเยี่ยหลิงหลิง ประกอบกับการเอาใจใส่อย่างลับๆ ขององค์รัชทายาทเสวี่ยชิงเหอ อีกทั้งวิญญาณยุทธ์ของหลินเสวี่ยยังมีคุณลักษณะพิเศษในการชำระล้าง ซึ่งสามารถขจัดพิษจากวิญญาณยุทธ์อสรพิษฟอสฟอรัสเขียวของตู๋กูเหยียนได้ นางจึงได้เข้าร่วมรับการฝึกซ้อมกับทีมสถาบันในฐานะนักเรียนกรณีพิเศษ

เมื่อทราบสถานที่ที่ทีมสถาบันใช้ฝึกซ้อมในช่วงเช้าแล้ว หลินจิ้นก็มุ่งตรงไปที่นั่นทันที

ไม่นานนัก หลินจิ้นก็พบกับลานฝึกซ้อม เขาชำเลืองมองผ่านช่องหน้าต่างเข้าไปเพื่อความแน่ใจ

สมาชิกทีมราชวงศ์เทียนโต่วกำลังฝึกซ้อมประจำวันกันอยู่ โดยมีเด็กสาวสองคนนั่งพักผ่อนอยู่ริมสนาม

คนหนึ่งคือเยี่ยหลิงหลิงผู้มีท่าทีเย็นชา ส่วนอีกคนคือเด็กสาวในชุดสีเขียวที่กำลังจับจ้องการฝึกซ้อมของเพื่อนร่วมทีมด้วยความตั้งอกตั้งใจ แสงแดดอุ่นสาดส่องกระทบใบหน้าที่ซีดเซียวเล็กน้อยของนาง ขับเน้นให้เห็นถึงความงดงามอันบอบบางน่าทะนุถนอม

ร่างกายของหลินจิ้นสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ทันทีที่ได้เห็นเด็กสาวในชุดสีเขียวผู้นี้ แม้ว่ารูปโฉมภายนอกของนางจะเปลี่ยนแปลงไปจากยามเยาว์วัยอย่างมากก็ตาม...

...ทว่าสายใยความผูกพันแห่งสายเลือดที่เชื่อมถึงกัน กลับบอกเขาในทันทีว่าเด็กสาวคนนี้ก็คือน้องสาวของเขา หลินเสวี่ย ผู้ซึ่งเขาเฝ้าคิดถึงอยู่ทุกค่ำคืน

หลินจิ้นเดินมาหยุดอยู่ที่เบื้องหน้าประตูห้องฝึกซ้อม เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะค่อยๆ ผลักบานประตูไม้เปิดออกอย่างช้าๆ

ทุกคนภายในห้องฝึกซ้อมต่างพากันหันขวับมามองผู้มาเยือนหน้าแปลกตรงประตูเป็นตาเดียว

หลินเสวี่ยเองก็สังเกตเห็นบุรุษแปลกหน้าผู้นั้นเช่นกัน

ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด ยามที่นางได้สบสายตากับนัยน์ตาสีดำขลับอันลึกล้ำและโครงหน้าอันคมคายของเขา หัวใจของนางกลับสั่นไหวอย่างไม่มีสาเหตุ สายใยผูกพันจากส่วนลึกของสายเลือดส่งสัญญาณตอบรับ จนทำให้ขอบตาของนางเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย

คนทั้งสองต่างจ้องมองกันและกันผ่านลานฝึกซ้อมเนิ่นนาน ราวกับลืมเลือนถ้อยคำที่จะเอื้อนเอ่ยไปชั่วขณะ

"เสวี่ยเอ๋อร์ พี่กลับมาแล้ว" ในที่สุด หลินจิ้นก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและสั่นเครือเล็กน้อย

ทุกสิ่งอย่างได้รับการยืนยัน

ในวินาทีที่เขาเปล่งเสียงออกมา หลินเสวี่ยก็มั่นใจในทันทีว่าบุรุษแปลกหน้าตรงหน้าคือพี่ชายของนาง พี่ชายที่ต้องพรากจากกันไปนานถึงแปดปี

นางหยัดกายลุกขึ้นยืน เดินผ่านเยี่ยหลิงหลิง แล้วออกวิ่งตรงดิ่งเข้าไปหาหลินจิ้นทันที

วินาทีที่นางโผเข้าสู่อ้อมกอดของหลินจิ้น หยาดน้ำตาของหลินเสวี่ยก็ร่วงหล่นลงมาเป็นสาย และนางก็เริ่มร่ำไห้ออกมาเสียงดัง

หลินจิ้นโอบกอดน้องสาวที่โผเข้าหาอกของเขาไว้แน่น สัมผัสได้ถึงแผ่นหลังและช่วงไหล่อันบอบบางที่กำลังสั่นเทาอยู่แนบกอบอก รับฟังเสียงร้องไห้สะอื้นที่นางสะกดกลั้นเอาไว้มานานถึงแปดปี

แม่ทัพผู้มีจิตใจแกร่งดั่งเหล็กกล้าและอำมหิตในสนามรบผู้นี้ ก็ไม่อาจห้ามไม่ให้ขอบตาของตนเองรื้นไปด้วยหยาดน้ำตาได้เช่นกัน

เขาใช้ฝ่ามือลูบหลังน้องสาวเบาๆ ปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน: "พี่ขอโทษนะเสวี่ยเอ๋อร์ พี่กลับมาหาเจ้าช้าไป"

หลินเสวี่ยทำเพียงส่ายหน้าไปมา ซุกใบหน้าลงลึกกับอกของเขา

เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้า แววตาอันเย็นชาของเยี่ยหลิงหลิงพลันวาบประกายแห่งความเข้าใจขึ้นมา เนื่องจากนางเติบโตและใช้ชีวิตร่วมกับหลินเสวี่ยมาตั้งแต่สมัยอยู่สถาบันศึกษาขั้นต้น นางจึงพอจะคาดเดาฐานะของผู้มาเยือนผู้นี้ได้ไม่ยาก

"พี่ชายจะพาเจ้ากลับบ้านแล้ว เป็นเด็กดีนะ หยุดร้องไห้ได้แล้ว ถ้าร้องไห้บ่อยๆ เดี๋ยวจะไม่สวยนะ" หลินจิ้นเอ่ยพลางใช้นิ้วมือเช็ดคราบน้ำตาออกจากแก้มของหลินเสวี่ย

"พี่ชายบ้า" หลินเสวี่ยหัวเลาะทั้งน้ำตา "ไปกันเถอะ กลับบ้านกัน"

อวี่เฟิง สมาชิกทีมราชวงศ์เทียนโต่ว เห็นภาพดังกล่าวแล้วสีหน้าพลันมืดมนลง เด็กสาวที่เขาแอบมีใจใหีกำลังจะเดินตามชายแปลกหน้าออกไป เขาจึงรีบเอ่ยขึ้นด้วยความร้อนใจทันที: "เจ้าเป็นใครกัน? ไม่รู้หรือไงว่าที่นี่เป็นลานฝึกซ้อมส่วนตัวของทีมราชวงศ์เทียนโต่ว?"

หลินจิ้นไม่ได้แม้แต่จะเหลือบสายตามองอวี่เฟิง เขาเตรียมจะพานำหลินเสวี่ยเดินออกจากลานฝึกซ้อม เพราะเขามีเรื่องราวมากมายเหลือเกินที่อยากจะพูดคุยกับน้องสาว

"ข้าบอกให้หยุดอย่างไรเล่า!" เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเมินเฉยต่อคำพูดของตนอย่างสิ้นเชิง อวี่เฟิงก็บันดาลโทสะขึ้นมาทันที: "ทักษะวิญญาณที่ 1: ค่ายกลคมมีดสายลม!"

คมมีดสายลมหลายสายพุ่งแหวกอากาศตรงดิ่งเข้าหาหลินจิ้นด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ ในฐานะวิญญาจารย์สายโจมตีว่องไว การโจมตีนี้ของอวี่เฟิงมากพอที่จะทำให้คู่ต่อสู้ในระดับเดียวกันต้องลนลานทำอะไรไม่ถูก

"อย่าล่ะ!" หลินเสวี่ยกรีดร้องด้วยความตกใจ

ทว่าในวินาทีต่อมา ทุกคนภายในห้องกลับต้องตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อ

หลินจิ้นไม่ได้ขยับเขยื้อนฝ่าเท้าเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่ยกมือขวาขึ้นมาอย่างราบเรียบ คมมีดสายลมอันแหลมคมเหล่านั้นกลับพุ่งชนเข้ากับม่านพลังที่มองไม่เห็นซึ่งอยู่ห่างจากตัวเขาไปครึ่งเมตร และสลายตัวไปอย่างเงียบเชียบไร้ร่องรอย

"อะไรกัน?!" รูม่านตาของอวี่เฟิงหดเล็กลงอย่างรุนแรง

ในที่สุด หลินจิ้นก็ยอมละสายตากลับมามองอวี่เฟิง แววตาของเขาเย็นเยียบราวกับผืนน้ำแข็งแห่งชายแดนเหนือ: "หืม?"

สิ้นเสียงคำพูด ร่างของหลินจิ้นพลันพร่าเลือนไปในพริบตา

"ปัง!"

อวี่เฟิงยังไม่ทันมองเห็นสิ่งใดด้วยซ้ำ ร่างของเขาก็ปลิวละลิ่วกระเด็นไปกระแทกเข้ากับกำแพงห้องฝึกซ้อมอย่างแรง ก่อนจะรูดลงมาครูดกับพื้น และหมดสติไปในทันที

ทั่วทั้งลานฝึกซ้อมตกอยู่ในความเงียบสงัดราวกับป่าช้า

ทุกคนต่างยืนอึ้งตื่นตระหนก

อวี่เฟิงเป็นถึงอัครวิญญาจารย์สายโจมตีว่องไวระดับ 37 ทว่าเขากลับถูกจัดการจนหมอบราบคาบภายในเวลาเพียงชั่ววินาทีเดียว โดยที่ไม่มีใครมองทันเลยด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายลงมือโจมตีอย่างไร?

พวกเขายังไม่ทันได้เห็นวิญญาณยุทธ์หรือวงแหวนวิญญาณของผู้ลงมือเลยเสียด้วยซ้ำ

อวี่เทียนเหิงเป็นคนแรกที่ได้สติกลับคืนมา วิญญาณยุทธ์มังกรฟ้าทรราชสายฟ้าพลันเข้าสถิตร่างในทันที: "เจ้าเป็นใครกันแน่ บังอาจมารังแกและทำร้ายคนของทีมราชวงศ์เทียนโต่วของพวกเรา แล้วยังคิดจะเดินลอยนวลจากไปอีกรึ!"

สองพี่น้องสือโม่และน้องชายรีบก้าวขึ้นมาขวางด้านหน้า วิญญาณยุทธ์เต่าทมิฬแผ่กลิ่นอายอันหนักอึ้งน่าเกรงขาม และอสรพิษฟอสฟอรัสเขียวในมือของตู๋กูเหยียนก็พร้อมที่จะเปิดฉากโจมตีทุกเมื่อ

ในที่สุดเขาก็หันกลับมาเผชิญหน้ากับทีมราชวงศ์เทียนโต่วที่กำลังจัดกระบวนทัพเตรียมรบ สายตาของเขาหยุดลงที่อวี่เทียนเหิงครู่หนึ่ง: "วันนี้ข้าอารมณ์ดี จะไม่ถือสาหาความกับพวกเจ้า เจ้าเด็กจากตระกูลมังกรฟ้าทรราชสายฟ้า จงควบคุมคนของเจ้าให้ดี หากมีใครกล้าลงมือกับข้าอีก ผลลัพธ์มันจะไม่จบลงเพียงแค่สลบไปเหมือนเจ้าคนเมื่อครู่นี้แน่"

น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ทว่ากลับแฝงความเหน็บหนาวที่ทำเอาทุกคนต้องเสียวสันหลังวาบ

"เจ้า..." อวี่เทียนเหิงต้องการจะเอ่ยปากโต้แย้ง ทว่าเมื่อต้องสบเข้ากับนัยน์ตาสีดำขลับอันไร้ก้นบึ้งของหลินจิ้น ถ้อยคำที่เหลือกลับติดค้างอยู่ที่ลำคอ ไม่อาจเปล่งออกมาได้

มันเป็นสายตาที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย ราวกับว่าในสายตาของเขา คนตรงหน้าได้กลายเป็นซากศพไปแล้ว

จิตสังหารอันเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากบุรุษผู้ก้าวผ่านภูเขาซากศพและทะเลเลือด ทำให้เหล่าอัจฉริยะแห่งสถาบันต้องบังเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ จนไม่อาจขยับเขยื้อนร่างกายได้เลย

ขณะนั้นเอง อาจารย์ฉินหมิงซึ่งได้รับแจ้งข่าวสารก็รีบเร่งเดินทางมาถึง

เมื่อเขาเห็นหลินจิ้นยืนอยู่กลางลานฝึก สีหน้าของเขาพลันแปรเปลี่ยนไปในทันที และรีบก้าวเท้าเข้ามาทำความเคารพอย่างรวดเร็ว: "คารวะท่านแม่ทัพหมาป่าสวรรค์! ผู้น้อยไม่ทราบเลยว่าท่านแม่ทัพจะเดินทางมาเยือนที่นี่ ขออภัยที่ไม่ได้ออกไปต้อนรับอย่างสมเกียรติขอรับ!"

"แม่ทัพหมาป่าสวรรค์?" อวี่เทียนเหิงและคนอื่นๆ ต่างพากันตกตะลึง

เทพสงครามวัยเยาว์ในตำนานแห่งชายแดนเหนือ บุรุษหนุ่มผู้ลงมือสังหารวิญญาณพรหมยุทธ์ในสนามรบ ก็คือบุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขานี้เองหรือ?

หลินจิ้นพยักหน้าให้ให้อาจารย์ฉินหมิงเล็กน้อย: "อาจารย์ฉิน ข้ามารับน้องสาวกลับไปพักผ่อนสักระยะหนึ่ง"

"คงไม่ได้สร้างความลำบากใจอันใดให้แก่ท่านใช่หรือไม่?"

"มิได้เลยขอรับ ผู้น้อยเข้าใจดีว่าท่านแม่ทัพเพิ่งเดินทางกลับมา เชิญท่านแม่ทัพตามสบายเลยขอรับ"

หลินจิ้นพยักหน้ารับ จากนั้นเขาก็พาหลินเสวี่ยเดินจากไป

จบบทที่ บทที่ 20: หวนคืนสู่เหย้า

คัดลอกลิงก์แล้ว