- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นกรรมกร วิถีคนสู้ชีวิตแห่งเมืองเคนเดลล์
- บทที่ 10 - แม่น้ำเคนเดลล์ แม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลเชี่ยวและท้องทุ่งอันกว้างใหญ่
บทที่ 10 - แม่น้ำเคนเดลล์ แม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลเชี่ยวและท้องทุ่งอันกว้างใหญ่
บทที่ 10 - แม่น้ำเคนเดลล์ แม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลเชี่ยวและท้องทุ่งอันกว้างใหญ่
บทที่ 10 - แม่น้ำเคนเดลล์ แม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลเชี่ยวและท้องทุ่งอันกว้างใหญ่
─── 💀 ─── 𝔖𝔞𝔥𝔞ℭ𝔥𝔬𝔨𝔪𝔦𝔫𝔤𝔨𝔴𝔞𝔫 ─── 💀 ───
ท้องฟ้าเพิ่งจะสาง ดวงอาทิตย์ยังไม่ทันโผล่พ้นขอบฟ้า ผู้คนในค่ายพักแรมก็ลุกขึ้นมากันแล้ว ท้ายที่สุดแล้วพอฟ้ามืดก็รีบตั้งค่ายพักแรมและเข้านอนแต่หัวค่ำ ดังนั้นในเวลานี้ทุกคนจึงมีพลังงานเต็มเปี่ยม มีเพียงจ้าวจี๋คนเดียวที่ไม่ค่อยคุ้นชินกับการตื่นเช้าขนาดนี้
เขาลุกขึ้นไปทำธุระส่วนตัวหลังโขดหินที่พิงค่ายพักแรมอยู่ จากนั้นก็นั่งยองๆ อยู่ข้างกองไฟ รอคอยเพื่อดูว่าเดี๋ยวกองคาราวานจะทำของกินสำหรับตอนเช้าบ้างหรือไม่
ไม่ได้ปล่อยให้ทุกคนรอนาน เช่นเดียวกับเมื่อวาน ชาวนาจากหมู่บ้านทะเลสาบอูมี่ทางตอนเหนือเป็นฝ่ายทำอาหารเช้ากินก่อน จากนั้นคนในกองคาราวานถึงจะทำอาหารเช้ากินตาม
อาหารเช้าของเช้าวันนี้ไม่ดีเท่าเมื่อวาน จากที่จ้าวจี๋สังเกตดู มีผักป่าที่ไม่ค่อยสดนัก 1 กำมือ และยังมี ยอดอ่อนของพุ่มไม้สดๆ ที่คนขับรถหนุ่มเพิ่งเด็ดมาจากบริเวณใกล้เคียงค่ายพักแรมในตอนเช้าอีก 1 กำมือ พืชจำพวกหัวที่มีรากติดอยู่ 2 ก้อน เมล็ดข้าวสาลีที่สีเปลือกออกแล้ว 1 กำมือเล็ก และหางปลาแห้งอีก 1 หาง
น้ำแกงที่ต้มออกมาส่งกลิ่นคาวปลาคลุ้ง ไม่ได้เหนียวข้นเหมือนน้ำแกงเมื่อวาน น่าจะเป็นเพราะใช้เวลาต้มเมล็ดข้าวสาลีสั้นไปหน่อย ทำได้เพียงต้มเมล็ดข้าวสาลีจนสุกเท่านั้น แต่ไม่ได้ต้มจนเปื่อย แน่นอนว่าเรื่องเวลาไม่อำนวยให้ลูกน้องที่ทำอาหารเคี่ยวอาหารเป็นเวลานานๆ
ทว่าพอพูดกันตามตรง มีข้าวให้กินก็ยังดีกว่าไม่มี หลังจากดื่มน้ำแกงจนหมดหม้อ เขาก็รู้สึกชาๆ ที่ปาก อีกด้านหนึ่ง จามูร่ากำลังด่าทอคนขับรถหนุ่มที่ทำอาหารด้วยเรื่องนี้อยู่ ในมือยังคงบีบยอดอ่อนของพุ่มไม้ที่ลูกน้องเพิ่งเด็ดมาเมื่อครู่ไว้เล็กน้อย พลางพูดอะไรบางอย่าง พลางส่ายหน้าโบกมือสอนทุกคนว่าอย่าเด็ดยอดอ่อนของพุ่มไม้ป่าในถิ่นทุรกันดารมากินส่งเดช
ท่านอาของคนขับรถหนุ่มก็ตบหัวหลานชายตัวเองด้วยความโกรธจัด ส่วนลูกน้องทำอาหารที่โดนตบก็ทำได้เพียงหัวเราะแหยๆ และแสดงออกว่าจะไม่ทำผิดพลาดเช่นนี้อีกแล้ว
พวกชาวนาจากหมู่บ้านทะเลสาบอูมี่หัวเราะเยาะอยู่ด้านข้างเสียงเบา
หลังจากการสั่งสอนอบรมจบลง ในที่สุดกองคาราวานทั้งหมดก็ออกเดินทาง เนื่องจากเสียเวลาไปในตอนเช้ามากกว่าปกติ ลูกน้องของกองคาราวานจึงบังคับรถลาให้หวดแส้บ่อยขึ้น เพื่อเร่งความเร็วในการเดินทางให้มากขึ้นอีกนิด
ครู่ต่อมาหลังจากเลี้ยวผ่านเนินเขาเตี้ยๆ ที่บดบังทัศนวิสัย แม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลจากทิศเหนือไปสู่ทิศใต้ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าจ้าวจี๋ แม่น้ำสายใหญ่มีความกว้างขวาง กระแสน้ำอุดมสมบูรณ์และไหลเชี่ยวกราก เขาเงยหน้าขึ้นมองไกลๆ ไปยังต้นน้ำและปลายน้ำ ก็พบว่าแม่น้ำสายใหญ่นี้มองไม่เห็นจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดทั้งทางทิศเหนือและทิศใต้ นับว่าเป็นแม่น้ำสายใหญ่ของแท้เลยทีเดียว
ยามนี้พวกชาวนาโบกมือให้แม่น้ำสายใหญ่อย่างตื่นเต้น พลางตะโกนเรียกอะไรบางอย่างเสียงดัง จ้าวจี๋ฝั่งนี้ฟังไม่ออกว่าพวกชาวนากำลังตะโกนอะไร แต่ฝั่งกองคาราวานล้วนรู้ดีว่า นั่นคือชาวนาจากหมู่บ้านทะเลสาบอูมี่ที่กำลังสรรเสริญและร้องเรียกเทพเจ้าแห่งแม่น้ำผู้ปกครองแม่น้ำทุกสายบนโลกใบนี้
เวลาที่น้ำในแม่น้ำไหลผ่านและปะทะกับโขดหินริมฝั่งจะเกิดเสียงดังครืนๆ เป็นระลอก นี่น่าจะเป็นเสียงที่ได้ยินจากที่ไกลๆ ตอนนอนหลับเมื่อคืนนี้ ในตอนนั้นคนอื่นๆ ในกองคาราวานก็น่าจะได้ยินเช่นกัน ดูจากการที่พวกเขาเคยชินกับเรื่องนี้เป็นอย่างดี กองคาราวานและชาวนาก็น่าจะเดินทางไปมาบนเส้นทางนี้อยู่บ่อยๆ จึงรู้สภาพแวดล้อมรอบๆ ที่พักแรมของพวกตนเป็นอย่างดี
ถนนดินที่ทอดยาวไปข้างหน้ามาโดยตลอด ในเวลานี้ตีคู่ขนานไปกับแม่น้ำสายใหญ่ ริมฝั่งแม่น้ำอันกว้างใหญ่เต็มไปด้วยพงหญ้าคาและดอกไม้ป่ากอใหญ่ ดอกไม้ป่าบานสะพรั่งอัดแน่นเป็นกอหลากสีสัน ฝูงผึ้งป่าบินว่อนขึ้นลงท่ามกลางพุ่มดอกไม้หลากสี ฝูงปลาน้อยใหญ่รูปร่างปราดเปรียวกระโดดขึ้นมาจากแม่น้ำสายใหญ่ กระโจนข้ามวังน้ำวนใต้น้ำที่เกิดจากกระแสน้ำไหลเชี่ยว ด้วยความหวังว่าจะว่ายทวนน้ำขึ้นไปทางทิศเหนือเพื่อขยายพันธุ์วางไข่ที่ต้นน้ำ และให้กำเนิดคนรุ่นต่อไป
ส่วนอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำเป็นที่ราบตะกอนน้ำพาอันกว้างใหญ่ไพศาล เนินเขาเล็กๆ ที่สูงต่ำและเกะกะสายตาน้อยกว่าฝั่งแม่น้ำฝั่งนี้อย่างเห็นได้ชัด ท่ามกลางหมอกยามเช้าที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ปรากฏไร่นาที่กระจัดกระจายแต่ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยให้เห็นเลือนราง
สิ่งนี้ทำให้จ้าวจี๋รู้สึกตื่นเต้นมาก ท้ายที่สุดแล้วการสังเกตสถานการณ์การพัฒนาการเกษตรของสถานที่แห่งหนึ่ง ก็สามารถมองเห็นระดับการพัฒนาโดยรวมของสถานที่แห่งนั้นได้ แน่นอนว่าตัวจ้าวจี๋เองก็ไม่ได้คาดหวังอะไรลมๆ แล้งๆ กับความเป็นไปได้ใดๆ ในต่างโลกมากไปกว่านี้อยู่แล้ว
ดูจากที่ดินรกร้างบนเนินเขาจำนวนมากที่เหมาะแก่การเพาะปลูกตลอดทางที่ผ่านมา และสถานการณ์ที่กองคาราวานกับพวกชาวนามักจะตึงเครียดอย่างมากทุกครั้งที่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวแปลกๆ จากพุ่มไม้ริมถนนดิน ดูเหมือนว่าพื้นที่ทั้งหมดที่พวกเขากำลังเดินทางผ่านจะมีประชากรเบาบาง ระดับการพัฒนาโดยรวมไม่สูงนัก สัตว์ป่าขนาดใหญ่ที่ดุร้ายในป่าอาจจะมีมากกว่าจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นเสียอีก
จ้าวจี๋นั่งขัดสมาธิอยู่บนห้องเก็บสินค้าของรถลา ยืดร่างกายอันผอมแห้งของตัวเองขึ้นเพื่อสังเกตดูริมฝั่งแม่น้ำที่อยู่ไกลออกไป
ไร่นาที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำมีอยู่ประปราย คล้ายกับว่ามองเห็นชาวนาหลายคนกำลังแกว่งจอบอยู่ในทุ่งนาเพื่อเบิกที่ดินผืนใหม่
ไร่นาที่บุกเบิกเสร็จแล้วก็ไม่ได้เป็นระเบียบเรียบร้อยนัก ทั้งที่เป็นพื้นที่ราบโล่งกว้างใกล้ริมฝั่งแม่น้ำ ทว่าไร่นาที่เพิ่งบุกเบิกใหม่กลับมีความเว้าๆ แหว่งๆ รูปร่างไม่ค่อยเป็นระเบียบเนื่องจากมีสิ่งกีดขวางบางอย่าง
พื้นที่บางส่วนในไร่นามีการปลูกข้าวสาลีฤดูใบไม้ผลิแล้ว ซ้ำยังมีการตั้งหุ่นฟางเพื่อป้องกันไม่ให้นกมาจิกกินเมล็ดพันธุ์ที่หว่านลงไป ทว่าก็ยังคงมองเห็นก้อนหินยักษ์ที่เกะกะอยู่ในไร่นา หรือไม่ก็ก้อนหินกลมมนก้อนใหญ่ที่ถูกแม่น้ำซัดขึ้นฝั่ง
ดูเหมือนว่าผู้คนในที่แห่งนี้จะขาดแคลนสัตว์ใช้งานขนาดใหญ่ หากไม่มีแรงงานที่ได้จากสัตว์ใช้งานตัวใหญ่หรือประชากรวัยแรงงานจำนวนมาก ก็ยากที่จะเคลื่อนย้ายหรือบดทำลายก้อนหินที่เกะกะในไร่นาออกไปได้ ทำได้เพียงปล่อยให้พวกมันนอนขวางการบุกเบิกไร่นาอยู่ในนั้นต่อไป
ห่างออกไปจากทุ่งนา ยังพอมองเห็นไร่นา 1 ถึง 2 แห่งที่มีคนเดินเข้าออกได้อย่างเลือนราง เนื่องจากยังเช้าอยู่ อีกทั้งใกล้และไกลก็ยังมีหมอกบางๆ ที่เกิดจากการระเหยของแม่น้ำ เขาจึงมองเห็นได้ไม่ชัดนัก ทำได้เพียงฝืนมองเห็นว่าไร่นาล้วนถูกล้อมด้วยกำแพงไม้ไว้อย่างแน่นหนา ดูแล้วราวกับเป็นปราสาทหลังเล็กๆ ทีละหลัง
หลังจากที่กองคาราวานเดินทางไปตามถนนเลียบแม่น้ำได้ครู่หนึ่ง แสงสว่างและความร้อนที่แผ่ออกมาจากดวงอาทิตย์ก็ปกคลุมผืนปฐพี นอกเหนือจากไอน้ำที่ลอยระเหยอยู่เหนือแม่น้ำสายใหญ่และสองฝั่งแม่น้ำแล้ว สถานที่อื่นๆ ล้วนอบอุ่นและแจ่มใสขึ้น
ตั้งแต่มาถึงริมแม่น้ำสายใหญ่นี้ ชาวนาจากหมู่บ้านทะเลสาบอูมี่ก็ดูตื่นเต้นกันเป็นพิเศษ ท่านวูล์ฟผู้นำของพวกเขาได้เอ่ยปากเชิญชวนชาวนาอีก 3 คนให้มาร่วมร้องเพลง หลังจากที่ทุกคนตกลง ท่านวูล์ฟก็เป็นฝ่ายเริ่มร้องนำก่อนว่า
"ผืนน้ำทะเลสาบอันกว้างใหญ่ จิตใจอันกว้างขวาง"
"แม่น้ำอันอุดมสมบูรณ์ ท่อนแขนอันอุดมสมบูรณ์"
"พื้นที่ชุ่มน้ำแห่งหนองบึง ท่อนขาอันแข็งแรง"
"ชายฝั่งก็คือท่าน จิตวิญญาณอันสูงส่ง"
ชาวนารับช่วงต่ออย่างถูกจังหวะ
"ท่านฟูมฟักพวกเรามา พระคุณแห่งการฟูมฟักนี้มิอาจทดแทน"
"ท่านสั่งสอนพวกเรามา พระคุณแห่งการสั่งสอนนี้มิอาจทดแทน"
"ท่านผลิดอกออกผลอย่างอุดมสมบูรณ์ ปลาในทะเลสาบตัวอ้วนพี กุ้งแม่น้ำที่ปราดเปรียว ปูน้ำจืดที่มันเยิ้ม เผือกที่หอมหวาน ล้วนเป็นทุกสิ่งที่พวกเรามิอาจทดแทน"
เสียงร้องเพลงอย่างพร้อมเพรียงของชาวนาดังกังวานขึ้นเรื่อยๆ จ้าวจี๋ก็ตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ แม้เขาจะฟังไม่ออก ทว่านี่เห็นได้ชัดว่าเป็นประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นนี่นา! ช่างน่าสนใจจริงๆ
"ท่านคือจิตวิญญาณอันสูงส่ง ท่านคือเกลียวคลื่น คือคลื่นยักษ์ คือกระแสน้ำอันกว้างใหญ่"
"ท่านคือบิดาของพวกเรา หล่อหลอมร่างกายของพวกเรา ปลูกฝังความกล้าหาญของพวกเรา"
"ท่านคือมารดาของพวกเรา เติมเต็มกระเพาะลำไส้ของพวกเรา บำรุงหล่อเลี้ยงความรักของพวกเรา"
"พวกเรารักท่าน ดั่งที่ท่านรักพวกเรา"
ประโยคสุดท้าย ท่านวูล์ฟนำให้ชาวนาร้องด้วยเสียงทุ้มต่ำลง
"ให้พวกเราได้สรรเสริญท่าน ณ ที่แห่งนี้ ขับขานพระนามของท่าน มองดูแม่น้ำสายใหญ่ ก็ดั่งได้มองดูท่าน"
"ท่านคือโอโบฟุสนาโบ ผู้สูงส่งและเปี่ยมด้วยเมตตา"
"ให้พวกเราได้สรรเสริญท่าน ณ ที่แห่งนี้ ขับขานพระนามของท่านเสียงกังวาน มองดูทะเลสาบ ก็ดั่งได้มองดูท่าน"
"ท่านคือโอโบฟุสนาโบ ผู้ไหลรินมาตั้งแต่บรรพกาลตราบจนปัจจุบัน"
─── 💀 ─── 𝔖𝔞𝔥𝔞ℭ𝔥𝔬𝔨𝔪𝔦𝔫𝔤𝔨𝔴𝔞𝔫 ─── 💀 ───