- หน้าแรก
- ปริศนาเรือต้องสาป
- บทที่ 49 แหล่งที่มาของอัญมณีเม็ดโต
บทที่ 49 แหล่งที่มาของอัญมณีเม็ดโต
บทที่ 49 แหล่งที่มาของอัญมณีเม็ดโต
เมื่อเห็นว่าม้วนคัมภีร์ผืนที่สองก็กลายเป็นเปลวไฟปกคลุมใบดาบตามที่เจิ้งหยางบอก วิลสันก็หมดอาลัยตายอยาก สีหน้าซีดเผือด เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างๆ โดยไม่พูดไม่จา
เจิ้งหยางปรายตามองพวกมือปืนด้านนอกแวบหนึ่ง ในใจก็กะไว้ว่าถ้าอีกฝ่ายยังคิดจะกลับคำไม่ยอมรับข้อตกลงอีกล่ะก็ เขาจะจับหมอนี่เป็นตัวประกันซะเลย
เมื่อเห็นวิลสันซึมเศร้าไปพักใหญ่แล้ว เจิ้งหยางจึงลองถามดูว่า “ศาสตราจารย์ครับ ม้วนคัมภีร์ที่พิพิธภัณฑ์นั่น ยกให้ผมเอาไปศึกษาได้ไหมครับ?”
วิลสันเอามือลูบหน้า ตัวเขากลับฟื้นคืนสติเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว เขาพูดด้วยสีหน้าจริงใจสุดๆ ว่า “ขอโทษจริงๆ เมื่อกี้ฉันสับสนไปหน่อย หวังว่าพวกเธอจะยกโทษให้กับการล่วงเกินของฉันนะ ม้วนที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ก็ถูกเธอใช้งานไปแล้ว ฉันหามันเจอแค่สองผืนนี้นี่แหละ”
“ไม่มีแล้วเหรอครับ?”
เจิ้งหยางแสดงอาการผิดหวัง
“ขอโทษจริงๆ เมื่อกี้ฉันเหมือนโดนผีสิงเลย ควบคุมตัวเองไม่ได้เอาซะเลย คราวหน้าถ้าฉันเจอม้วนคัมภีร์แบบนั้นอีก ฉันจะเก็บไว้ให้เธอแน่นอน!”
วิลสันพร่ำขอโทษไม่หยุด ท่าทางดูนอบน้อมถ่อมตนซะไม่มี
“เพื่อเป็นการชดเชยที่เสียมารยาทไปเมื่อครู่ ขอให้ฉันได้เป็นเจ้ามือเลี้ยงมื้อเที่ยงพวกเธอทั้งสองคนเถอะนะ!”
“ศาสตราจารย์ครับ พวกเรารับคำขอโทษของคุณแล้วครับ แต่ต้องขอโทษด้วย พอดีเราตกลงกันไว้แล้วว่าจะกลับไปกินข้าวที่บ้าน วันนี้เลยรับคำเชิญของคุณไม่ได้ครับ”
เจิ้งหยางสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวที่หน้าประตู เขาแอบเหล่ตามอง ก็พบว่าพวกมือปืนล่าถอยไปแล้ว ไม่รู้เลยว่าไอ้ชาติหมานี่มันสั่งการไปตอนไหน เขาไม่ทันสังเกตเห็นเลยสักนิด มารู้ตัวเอาตอนที่พวกนั้นถอยกลับไปจนเกิดเสียงเนี่ยแหละ
วิลสันกลับมาวางมาดนักวิชาการตามเดิม แล้วพูดว่า “น่าเสียดายจัง งั้นเดี๋ยวฉันไปส่งพวกเธอข้างล่างนะ เชื่อฉันเถอะ คราวหน้าถ้าเจอพวกม้วนคัมภีร์นั่นอีก ฉันจะรีบโทรบอกเธอทันที ฉันเมมเบอร์โทรศัพท์ของเธอไว้แล้ว ฉันคิดว่า พวกเราน่าจะกลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้นะ?”
“ใช่ครับ ผมคิดว่า พวกเราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันแล้วล่ะครับ!”
เจิ้งหยางยิ้มตอบ ในใจก็คิดหาโอกาสเชือดวิลสันทิ้งซะ ไม่งั้นถ้าวันไหนดันรู้ความจริงเรื่องม้วนคัมภีร์ขึ้นมา ไม่ต้องพูดถึงเรื่องหลอกลวงครั้งนี้เลย หมอนี่ต้องเดาออกแน่ๆ ว่าเจิ้งหยางมีเรือวิญญาณไว้ในครอบครอง
ถ้าเป็นแบบนั้น มันจะส่งผลเสียร้ายแรงต่อเจิ้งหยางเอามากๆ
เจิ้งหยางจูงมืออีวา เดินพูดคุยหัวเราะร่าเริงออกมาจากตัวบ้านพักตากอากาศพร้อมกับวิลสัน พอขึ้นไปนั่งบนรถกอล์ฟแล้ว เขายังโบกมือลาอย่างกระตือรือร้น ราวกับว่าคนที่เพิ่งจะชักดาบเตรียมฟาดฟันกันเมื่อครู่นี้ไม่ใช่พวกเขายังไงยังงั้น
ตลอดทางที่นั่งรถผ่านป่าและสนามกอล์ฟ จนกระทั่งมาถึงหน้าประตูคฤหาสน์ เจิ้งหยางถึงได้แน่ใจว่าวิลสันยอมปล่อยพวกเขากลับไปจริงๆ
ที่หน้าบ้านพักตากอากาศ วิลสันมองส่งรถกอล์ฟที่แล่นห่างออกไป สีหน้าของเขากลับมามืดครึ้มอีกครั้ง เขาทอดสายตามองออกไปในทะเล แล้วบ่นพึมพำด้วยเสียงที่ได้ยินเพียงคนเดียวว่า “หรือว่าฉันจะต้องเข้าร่วมกับสมาคมจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ใช้ไอ้วิธีสุดโต่งพวกนั้นดัดแปลงร่างกาย เพื่อให้ได้มาซึ่งพลังเหนือธรรมชาติจริงๆ งั้นเหรอ?”
“ไม่ ฉันยังมีเวลา นั่นมันก็แค่ทางเลือกสุดท้ายเท่านั้น!”
วิลสันยังไม่ยอมแพ้ พิธีกรรมเปลี่ยนถ่ายวิญญาณของสมาคมจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ก็ใช่ว่าจะสำเร็จเสมอไป ตรงกันข้าม อัตราล้มเหลวกลับสูงลิ่วจนน่ากลัว ยังไงซะความขัดแย้งของยีนก็เป็นปฏิกิริยาที่ต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หากล้มเหลว ไม่พันธุกรรมของเขาก็จะพังทลายจนตายอย่างอนาถ หรือไม่ก็กลายร่างเป็นสัตว์ประหลาด ผลลัพธ์ก็คือการสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างของตัวเองไปอยู่ดี
...
รถของเจิ้งหยางกับอีวาจอดทิ้งไว้ที่หน้าประตูคฤหาสน์ พวกเขาไปเอารถคืน พอขับกลับมาถึงคลินิกก็เกือบจะเที่ยงแล้ว
ทันทีที่เข้ามาในห้องนั่งเล่นชั้นสอง อีวาก็กระโดดเกาะหลังเจิ้งหยางแล้วหัวเราะร่วนไม่หยุด พร้อมกับพูดว่า “เจิ้งหยาง ท่าทางตอนที่พี่หลอกเขามันเทพสุดๆ ไปเลย รางวัลออสการ์ยังต้องชิดซ้าย หนูพยายามกลั้นขำแทบแย่เลยรู้ไหม ฮ่าๆ~”
เจิ้งหยางประหลาดใจ จึงถามกลับว่า “หนูดูออกได้ไงว่าพี่หลอกเขา?”
“ก็ไอ้ไฟที่ลุกพรึบนั่นน่ะ มันเป็นพลังของพี่ชัดๆ จะบังเอิญขนาดที่ว่าม้วนคัมภีร์ทั้งสองผืนมีคุณสมบัติเพิ่มพลังเปลวไฟเหมือนกันเป๊ะเลยได้ยังไง แถมพี่ยังพูดจาหว่านล้อมบีบให้เขาต้องยอมให้พี่เป็นคนลงมือกะตุ้นมันเองอีก นี่มันสูตรสำเร็จชัดๆ พอเข้าใจตรงนี้ ก็รู้แล้วว่าพี่หลอกเขาชัวร์”
“แต่พี่รู้ได้ไงว่าเขาจะยอมให้พี่เป็นคนกระตุ้นม้วนคัมภีร์ด้วยตัวเอง? แล้วม้วนคัมภีร์สองผืนนั้นล่ะ พี่เอาไปซ่อนไว้ไหนแล้ว?”
เจิ้งหยางลอบถอนหายใจ ยัยหนูนี่ช่างฉลาดหลักแหลมซะจริงๆ
ส่วนเรื่องที่รู้ได้ยังไงว่าวิลสันจะต้องบีบให้เขาลงมือกระตุ้นม้วนคัมภีร์ด้วยตัวเองน่ะเหรอ นั่นก็เป็นพฤติกรรมของพวกคนขี้ระแวงยังไงล่ะ
ต่อให้วิลสันเลือกลูกน้องมาเป็นคนกระตุ้น พอพวกเขากระตุ้นไม่สำเร็จ เจิ้งหยางก็สามารถอ้างได้ว่าลูกน้องของเขาท่องคาถาผิดคีย์ สุดท้ายก็ต้องเดือดร้อนให้เขาเป็นคนลงมืออยู่ดี
“หนูเองก็ตุ๊กตาทองเข้าสิงเหมือนกันนั่นแหละ ทั้งที่มองออกทะลุปรุโปร่ง แต่กลับไม่เผยพิรุธออกมาเลยสักนิด!”
เจิ้งหยางล้วงมือเข้าไปในเป้ากางเกงแล้วควานหา ก่อนจะหยิบม้วนคัมภีร์ทั้งสองผืนออกมา
พอดีกับที่เอลิม่าได้ยินเสียงพวกเขาส่งเสียงดังเอะอะ พอเดินออกมาก็เห็นภาพนี้เข้าพอดิบพอดี
“หยี~ เจิ้งหยาง พี่โคตรน่าเกลียดเลย เอาไปซ่อนไว้ตรงนั้นเนี่ยนะ!”
อีวาทุบหลังเจิ้งหยางด้วยความรังเกียจไปหนึ่งที
“ก็แค่ทริกสลับของให้เร็วกับวิชาพรางตาเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นแหละ เหมือนพวกโชว์มายากลนั่นแหละ แค่ขยับให้เร็วพอก็ใช้ได้แล้ว”
เจิ้งหยางพูดหน้าตาเฉย
“เป็นไงบ้าง? ดูท่าทางพวกเธอจะได้ของดีมานะ!”
เอลิม่าเดินเข้ามาหยิบม้วนคัมภีร์ทั้งสองผืนไปกางดู แต่ก็พบว่าตัวเองดูไม่ออกเลยสักนิด จึงขมวดคิ้วถามเจิ้งหยางว่ามันคืออะไร
พอเจิ้งหยางเห็นว่าเอลิม่าก็ดูไม่ออกเหมือนกัน จึงตอบไปว่า “แค่เห็นว่ามันดูลึกลับดี ก็เลยเอามาศึกษาดูน่ะครับ!”
อีวากระโดดเข้าไปเกาะแขนแม่ แล้วเริ่มเล่าเจื้อยแจ้วถึงเหตุการณ์ที่พวกเธอเจอมาที่คฤหาสน์ของวิลสัน เอลิม่าถึงได้เข้าใจว่ากว่าจะได้มามันผ่านเรื่องราววุ่นวายมามากมายขนาดไหน
“นึกไม่ถึงเลยว่าธาตุแท้ของวิลสันจะเลวร้ายขนาดนี้!”
เอลิม่าแสดงสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
“เอลิม่าครับ คุณบอกว่าเคยมีวัตถุเหนือธรรมชาติอะไรบ้างนะครับที่หลุดรอดออกไปจากมือของวิลสัน?”
เจิ้งหยางยัดม้วนคัมภีร์ทั้งสองผืนกลับเข้าไปในกระเป๋ากางเกง อาศัยจังหวะนี้วาร์ปมันกลับไปที่เรือวิญญาณ พร้อมกับเอ่ยถามเอลิม่า
เอลิม่านึกอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ “ได้ยินมาว่ามีภาพวาดที่มีวิญญาณอาฆาตซ่อนอยู่ ปากกาขนนกที่เพียงแค่ใช้จิตวิญญาณของตัวเองเป็นเครื่องสังเวยก็จะสามารถเขียนคำตอบออกมาได้เอง ดาบหักที่มีไอหมอกสีดำเข้มข้นแผ่ออกมา หน้ากากประหลาดที่ไม่รู้สรรพคุณ แล้วก็น้ำเต้าวิเศษที่ใช้บ่มเหล้าชั้นเลิศได้น่ะ”
“นอกจากน้ำเต้านั่นกับหน้ากากที่ไม่รู้สรรพคุณแล้ว สามชิ้นแรกล้วนเป็นวัตถุต้องคำสาปที่จะนำพาความเดือดร้อนมาสู่ผู้ครอบครองทั้งนั้น”
พอเจิ้งหยางได้ยินแบบนั้น เขาก็รู้ทันทีว่าของพวกนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรือวิญญาณเลย
ตอนนี้ม้วนคัมภีร์เลื่อนระดับค่ายกลตกมาอยู่ในมือแล้ว แถมยังได้มาทั้งค่ายกลขั้นสองและขั้นสามในคราวเดียว ก็เหลือแค่ปัญหาเรื่องแกนพลังงานวิญญาณเท่านั้น ส่วนเรื่องการรวบรวมวัตถุดิบและการเติบโตของวิญญาณเรือ คงต้องค่อย ๆ สะสมจากการกลืนกินสิ่งลี้ลับและสสารพลังงานวิญญาณไปเรื่อยๆ
หลังจากกินข้าวเสร็จ วิย่าก็เดินลงไปข้างล่าง เจิ้งหยางจึงถามขึ้นอีกครั้งว่า “เอลิม่าครับ แล้วพอจะมีช่องทางหาอัญมณีเม็ดใหญ่ๆ แบบที่อยู่บนคทาเวทของลอฟนีย์ได้บ้างไหมครับ?”
เอลิม่าเงยหน้ามองเจิ้งหยางแวบหนึ่ง “อัญมณีเม็ดใหญ่ตามธรรมชาติแบบนั้นหาไม่ง่ายหรอกนะ เธอไปหามันมาเองจากเทือกเขากลางน่ะ”
เจิ้งหยางถึงกับพูดไม่ออก เทือกเขากลางมันอยู่ไกลจากที่นี่พอสมควรเลยนะ
ฝั่งเจิ้งหยางเพิ่งจะนึกถึงอัญมณีเม็ดโตของลอฟนีย์อยู่หมาดๆ พอดีกับที่ลอฟนีย์ส่งข้อความมาหาเขาว่า: คุณอยู่ไหน?
เจิ้งหยางพิมพ์ตอบกลับ: คลินิก มีอะไรเหรอ?
ลอฟนีย์: มาที่กรม!
เจิ้งหยาง: ตอนนี้เลยเหรอ?
...
ไม่มีการตอบกลับ
เมื่อเห็นว่าน้ำเสียงจากข้อความของเธอดูจริงจังมาก เจิ้งหยางจึงบอกเอลิม่ากับอีวาไปคำหนึ่ง ก่อนจะรีบร้อนออกจากคลินิกไป
..........