- หน้าแรก
- ปริศนาเรือต้องสาป
- บทที่ 50 งานพบปะสังสรรค์ออฟไลน์ของสมาคมสัจจะลี้ลับ
บทที่ 50 งานพบปะสังสรรค์ออฟไลน์ของสมาคมสัจจะลี้ลับ
บทที่ 50 งานพบปะสังสรรค์ออฟไลน์ของสมาคมสัจจะลี้ลับ
เมื่อเจิ้งหยางกลับมาถึงกรมกิจการพิเศษ เขาก็พบว่าในบรรดาผู้เหนือปุถุชนทั้งเจ็ดคน มีเพียงลอฟนีย์คนเดียวที่อยู่ในห้องทำงาน
“ขอโทษทีครับ เมื่อคืนตอนที่ผมฝึกคาถาเวทอยู่ เผลอทำไฟไหม้ซะได้!”
เจิ้งหยางดึงบันทึกอนุทินลี้ลับที่ถูกเผาไปเกือบครึ่งเล่มออกมาจากกระเป๋ากางเกงด้านหลัง แล้วส่งคืนให้ลอฟนีย์
ลอฟนีย์รับหนังสือที่เหลือเพียงซากไป นึกถึงเรื่องที่โดนหยอดคำหวานใส่เมื่อตอนดึกดื่นค่อนคืน ดวงตาคู่สวยก็ตวัดมองเจิ้งหยางอย่างเย็นชา
เจิ้งหยางแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น เขามองซ้ายมองขวาแล้วถามว่า “แล้วคนอื่นล่ะ ทำไมถึงมีแค่เราสองคน?”
“พวกเขาก็มีเรื่องของตัวเองต้องทำสิ พวกเราไม่ได้เป็นแค่เจ้าหน้าที่ของทางการเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้เหนือปุถุชนด้วย ต้องพยายามเพื่อยกระดับพลังของตัวเองให้มากขึ้น!”
ลอฟนีย์ดึงสายตากลับมา แล้วตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
เจิ้งหยางรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่เขาได้ยินเจ้านายพูดจาเข้าข้างผลประโยชน์ส่วนตัวกับลูกน้องอย่างตรงไปตรงมาขนาดนี้
แต่ก็เป็นระบบของโลกตะวันตกนี่แหละ ที่ทำให้ผู้คนไขว่คว้าหาผลประโยชน์ส่วนตัวกันอย่างไม่ปิดบังแบบนี้ สำหรับสมาชิกธรรมดาในระบบ การทำงานก็แค่เพื่อแลกกับเงินเดือน ส่วนพวกที่ได้เป็นใหญ่เป็นโตจริงๆ ก็ทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและขุมอำนาจที่หนุนหลังอยู่ทั้งนั้น
คนที่อุทิศตัวทำงานเพื่อประชาชนจริงๆ น่ะ ส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกเรียกว่าข้าราชการหรอก แต่เรียกว่าอาสาสมัครต่างหากล่ะ
ความหมายในคำพูดของลอฟนีย์นั้นชัดเจนมาก การที่ทุกคนมารวมตัวกันที่กรมกิจการพิเศษ อาจจะมีบางคนที่ทำเพื่อความยุติธรรมอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เพื่อช่วยให้เส้นทางการบำเพ็ญเพียรของตัวเองราบรื่นขึ้นเท่านั้นแหละ ดังนั้น พอไม่มีงานราชการ ทุกคนก็เลยแยกย้ายกันไปทำเรื่องส่วนตัวกันหมด
ที่จริงหลายวันมานี้เจิ้งหยางก็ทำแบบนั้นเหมือนกัน เพียงแต่ความว่างงานของกรมกิจการพิเศษสาขาอิงลิช ดูเหมือนจะเกินความคาดหมายของเขาไปหน่อย
ในความเป็นจริง จากข้อมูลที่เจิ้งหยางได้เรียนรู้มาในช่วงนี้ ความหนาแน่นของประชากรบนโลกใบนี้ไม่ได้มากเท่ากับโลกในชาติก่อนของเขาเลย ยังมีพื้นที่ลึกลับที่ยังไม่ถูกค้นพบอีกมากมายกระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก และเหตุการณ์ลี้ลับก็เกิดขึ้นอย่างไม่ขาดสาย
ในเมื่อมีผู้เหนือปุถุชน มีพลังงานวิญญาณซึ่งเป็นพลังเหนือธรรมชาติ โลกใบนี้ย่อมเต็มไปด้วยเรื่องราวลี้ลับประหลาดๆ อย่างแน่นอน
การที่พวกเขาว่างงาน ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีเหตุการณ์ในโลกเบื้องหลังเกิดขึ้น บางทีอาจจะเกิดขึ้นแต่ไม่มีใครพบเห็น หรือไม่ก็ถูกปกปิดเอาไว้จนพวกเขาไม่รู้เรื่องก็ได้
ตอนนั้นเอง ลอฟนีย์ก็พูดขึ้นมาว่า “คุณเตรียมตัวให้พร้อมนะ คืนนี้ฉันจะพาคุณไปที่บาร์นาร์ซิสซัส!”
“ไปเดตเหรอครับ?”
สายตาของเจิ้งหยางไล่มองไปตามเรือนร่างของลอฟนีย์ ในใจก็คิดว่าควรจะแต่งตัวยังไงดีให้ดูเป็นผู้ใหญ่และเหมาะสมกับเธอ
มุมปากของลอฟนีย์กระตุก เธอตวาดอย่างหัวเสีย “คิดอะไรอยู่ฮะ? คืนนี้ที่บาร์นาร์ซิสซัสจะมีงานพบปะสังสรรค์ออฟไลน์ของสมาคมสัจจะลี้ลับ ฉันจะพาไก่อ่อนอย่างคุณไปเปิดหูเปิดตาต่างหากล่ะ ถ้าไม่อยากเปิดเผยตัวตน ก็เตรียมอุปกรณ์พรางตัวให้พร้อมด้วย!”
“ไม่พูดให้เคลียร์แต่แรก ปล่อยให้ผมดีใจเก้อซะได้!”
เจิ้งหยางเบ้ปาก แล้วนั่งลงบนโซฟาข้างๆ
ลอฟนีย์อดไม่ได้ที่จะกลอกตาบน แล้วด่าว่า “อายุแค่นี้ไม่รู้จักจำเรื่องดีๆ เอาแต่คิดเรื่องเหลวไหลอะไรก็ไม่รู้!”
“ลอฟนีย์ แบบนี้เขาเรียกว่าความพลุ่งพล่านของวัยรุ่นต่างหากล่ะ มันเป็นเรื่องปกตินะ อีกอย่าง ใครใช้ให้คุณมีเสน่ห์ดึงดูดใจมากขนาดนี้ล่ะ!”
“เหอะ~ นี่ฉันควรจะขอบคุณคำชมของคุณไหมเนี่ย?”
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกน่า พวกเราคนกันเองทั้งนั้นแหละ!”
“...คุณนี่มันกะล่อนจริงๆ!”
เจิ้งหยางรีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันที เขาถามว่า “ลอฟนีย์ แล้วคุณรู้เรื่องงานสังสรรค์นี่ได้ยังไงครับ?”
“ในฟอรัมก็ต้องมีเพื่อนฝูงบ้างอยู่แล้ว บางคนก็รู้ตัวตนที่แท้จริง บางคนถึงจะไม่รู้ตัวตนแต่ก็รู้ว่าอยู่เมืองไหน พอมีคนเริ่มจัดตั้งกลุ่ม ก็ย่อมมีคนส่งข่าวหากันทั้งในและนอกฟอรัมเพื่อนัดกันไปร่วมงานน่ะสิ”
“แล้วจะไม่มีคนมาก่อกวนเหรอครับ?”
“แน่นอนว่าบางครั้งก็มี ขึ้นอยู่กับดวงน่ะ!”
ลอฟนีย์พูดมาถึงตรงนี้ ก็หันไปมองเจิ้งหยางแล้วถาม “คุณไม่ได้สมัครแอคเคานต์ฟอรัมไว้เหรอ?”
เจิ้งหยางกระตุกมุมปาก “โดนแบนไปแล้วน่ะครับ เดี๋ยวผมค่อยสมัครใหม่!”
“คุณไปทำเรื่องแย่ๆ อะไรไว้ล่ะ?”
“ไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย! จริงสิ ลอฟนีย์ สถานะอย่างคุณไม่น่าจะกลัวคนรู้หรอก คุณต้องมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลระดับลับสุดยอดในฟอรัมแน่ๆ เลยใช่ไหม ขอยืมแอคเคานต์ให้ผมเข้าไปส่องกระทู้พวกนั้นเปิดหูเปิดตาหน่อยได้ไหมครับ?”
แววตาของลอฟนีย์ฉายแววสงสัย ในใจก็คิดว่าหมอนี่ไปก่อวีรกรรมอะไรในฟอรัมถึงโดนแบนได้นะ? ด้วยระดับการจัดการของฟอรัมนั่น ต่อให้โพสต์ข้อมูลผิดกฎ ก็ไม่ค่อยมีใครสนใจหรอก
ลอฟนีย์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ตกลงให้เจิ้งหยางยืมแอคเคานต์ของเธอ
แต่เธอก็บอกเจิ้งหยางว่า “เมื่อไม่กี่วันก่อน ริชชี่เพิ่งจะสมัครแอคเคานต์ด้วยสถานะของทางการไป แถมยังได้สิทธิ์ระดับลับสุดยอดมาเลย คุณไปขอยืมจากเขาก็แล้วกัน!”
เจิ้งหยางรู้สึกเหมือนมีประกายความคิดสว่างวาบขึ้นมาในหัว เขารีบเรียกใช้พลังวิญญาณเพื่อทำให้สมองปลอดโปร่งขึ้น จากนั้นก็ปะติดปะต่อเรื่องราวและเข้าใจความจริงที่ว่าทำไมตอนนั้นพอเขาสมัครแอคเคานต์ปุ๊บถึงได้สิทธิ์ระดับลับสุดยอดปั๊บ แต่หลังจากนั้นก็โดนแบนทันที
บนโลกนี้จะมีเรื่องบังเอิญขนาดนี้เชียว!
เจิ้งหยางถามเรื่องวิธีพรางตัวจากลอฟนีย์อีกนิดหน่อย แล้วก็นัดแนะเวลามาเจอกันที่กรมกิจการพิเศษตอนสามทุ่ม ก่อนจะออกไปซื้ออุปกรณ์พรางตัวเพื่อเตรียมความพร้อม
ตกเย็น ขณะที่เจิ้งหยางกำลังทำอาหารจีนอยู่บนเรือ ดาบยาวที่สั่งทำไว้ก็มาส่ง
ดาบยาวเหล็กตีลายทำมือที่ทุ่มเงินสั่งทำเป็นพิเศษนี่มันไม่ธรรมดาจริงๆ ลวดลายตามธรรมชาติบนใบดาบที่เกิดจากการพับและตีเหล็กซ้ำแล้วซ้ำเล่านอกจากจะดูสวยงามแล้ว ยังให้กลิ่นอายอันลี้ลับเหมือนกับลายอักขระคาถาจากโลกเบื้องหลังอีกด้วย
และลวดลายเหล่านี้ยังมีประโยชน์โดยธรรมชาติอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือเมื่อผู้เหนือปุถุชนถ่ายเทพลังวิญญาณลงไปในดาบยาว มันจะช่วยให้การถ่ายเทราบรื่นขึ้น และสามารถควบคุมพลังวิญญาณที่อยู่บนใบดาบได้ง่ายดายยิ่งขึ้น
เจิ้งหยางจับปลายดาบ แล้วงอใบดาบให้โค้งงอ เมื่อเขาปล่อยมือ ใบดาบก็ดีดกลับมาตรงแหน่วในพริบตา พร้อมกับส่งเสียงร้องหึ่งๆ ดังกังวานอยู่นาน
ความยืดหยุ่นดีเยี่ยม!
เจิ้งหยางดึงเส้นผมออกมาเส้นหนึ่งแล้วเอาไปจ่อใกล้ๆ คมดาบ ก่อนจะเป่าลมใส่ แน่นอนว่าเส้นผมไม่ขาด ดาบเหล็กราคาแค่ไม่กี่หมื่นยังไปไม่ถึงระดับความคมของยอดดาบที่แท้จริงหรอก แต่หลังจากนั้นเขาก็ลองเอาไปฟันไม้ไผ่ที่ใช้ค้ำเรือดู ซึ่งเขาก็พอใจกับความคมของมันมาก ทิ้งห่างไอ้มีดหัวตัดเล่มนั้นแบบไม่เห็นฝุ่นเลย...
หลังมื้อค่ำ เจิ้งหยางก็ขึ้นไปบนฝั่งเพื่อฝึกฝนกระบวนท่าดาบเหล่านั้นซ้ำไปซ้ำมา ทั้งฟันตรง ตวัดฟัน หมุนตัวตวัดฟัน เพลงดาบกากบาท ยิ่งใช้ก็ยิ่งรู้สึกคล่องมือ
กระบวนท่าหมุนตัวตวัดฟัน เป็นท่าที่เจิ้งหยางดัดแปลงขึ้นมาเองโดยมีพื้นฐานมาจากท่าตวัดฟัน เมื่อมีดาบยาวที่เข้ามือ ก็ทำให้เจิ้งหยางมีความเข้าใจในกระบวนท่าต่างๆ ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ถึงขั้นสามารถนำกระบวนท่าทั้งสี่ท่านี้มาร้อยเรียงเข้าด้วยกันระหว่างการรุกและรับ จนกลายเป็นเพลงดาบชุดหนึ่งได้ ฟันตรง ตวัดฟัน เพลงดาบกากบาท หมุนตัวตวัดฟัน ฟันตรง... กระบวนท่าดาบต่อเนื่อง ไหลลื่น เรียบง่าย ตรงไปตรงมา และวนลูปซ้ำไปมา
เจิ้งหยางจมดิ่งอยู่ในโลกของเพลงดาบ ระหว่างนั้นเขายังดัดแปลงกระบวนท่าตวัดฟันให้กลายเป็นการปัดป้อง ท่าทางการเคลื่อนไหวของเขาเริ่มเชี่ยวชาญและลื่นไหลมากขึ้นเรื่อยๆ
...
สามทุ่มตรง เจิ้งหยางกลับมาถึงกรมกิจการพิเศษตรงเวลาเป๊ะ จากนั้นเขาก็เข้าไปในห้องน้ำครู่หนึ่ง พอออกมาก็กลายเป็นคนประหลาดที่สวมหัวแพนด้า ใส่ชุดหมีแพนด้าแบบชิ้นเดียว และสะพายดาบยาวไว้ข้างหลัง
“แพนด้าตัวอ้วนกลมจะตายไป คุณแต่งตัวแบบนี้ทำลายภาพลักษณ์น่ารักๆ ของแพนด้าในใจฉันซะป่นปี้หมดเลย”
ลอฟนีย์ใช้ชุดคลุมยาวสีดำแบบชิ้นเดียวที่สั่งทำพิเศษคลุมมิดชิดทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า เผยให้เห็นแค่ดวงตาสองข้าง เธอนั่งอยู่บนเบาะหลังราวกับวิญญาณหลอน
“กรุณาเรียกผมว่าอาโป... สภาพคุณตอนนี้ ก็ทำลายภาพลักษณ์สาวสวยของลอฟนีย์ในใจผมซะป่นปี้เหมือนกันนั่นแหละ!”
เจิ้งหยางเข้าไปนั่งที่เบาะหลังข้างๆ ลอฟนีย์เช่นกัน แล้วพูดเสียงอู้อี้
ชายชุดดำที่นั่งอยู่ตรงเบาะคนขับสตาร์ทรถ รถยนต์ธรรมดาๆ ที่ไม่ติดป้ายทะเบียนคันหนึ่งก็แล่นออกจากลานจอดรถของกรมกิจการพิเศษ
ตลอดทางไม่มีใครพูดอะไร จนกระทั่งรถแล่นผ่านตรอกหลังบาร์นาร์ซิสซัสก็หยุดชะงักลง เจิ้งหยางกับลอฟนีย์ลงจากรถ แล้วเดินเข้าบาร์ทางประตูหลัง
คืนนี้บาร์นาร์ซิสซัสถูกเหมาสถานที่ ประตูหน้าปิดสนิท และมีการแขวนป้ายงดให้บริการล่วงหน้าไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว
..........