- หน้าแรก
- วิวาห์นี้ไม่มีจ่ายเพิ่ม
- บทที่ 17 หมู่นี้มักจะโดนพวกคนพาลจ้องเล่นงาน
บทที่ 17 หมู่นี้มักจะโดนพวกคนพาลจ้องเล่นงาน
บทที่ 17 หมู่นี้มักจะโดนพวกคนพาลจ้องเล่นงาน
หลังจากเฉินซวี่และชุยเสี่ยวเจวียนออกจากร้านเกม ชุยเสี่ยวเจวียนก็เสนอให้ไปดูหนัง ทั้งสองจึงตัดสินใจเดินไปที่นั่น
เฉินซวี่เอ่ยขึ้น "นั่งรถไปดีกว่าไหม มันก็ไม่ได้ไกลเท่าไหร่นะ"
ชุยเสี่ยวเจวียนจับมือเขาไว้พร้อมกับยิ้มตอบ "ฉันแค่อยากเดินไปกับนายต่างหาก"
เฉินซวี่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเดินไปเป็นเพื่อนเธอ
เดินไปได้ไม่ไกลนัก เฉินซานเอ๋อร์ก็โผล่มาดักหน้าพวกเขาอยู่ริมถนน
เมื่อชุยเสี่ยวเจวียนเห็นเฉินซานเอ๋อร์ขวางทางอยู่ เธอก็หน้าตื่นและรีบคว้่าแขนเฉินซวี่ไว้แน่น เฉินซวี่เห็นว่าอีกฝ่ายมากันแค่สามคน จึงตบหลังมือชุยเสี่ยวเจวียนเบาๆ เพื่อให้เธอคลายความกังวล
เฉินซานเอ๋อร์เดินนำลูกสมุนวัยรุ่นอีกสองคนเข้ามาด้วยท่าทียียวนตามแบบฉบับของเขา "น้องชาย คุยกับแม่สาวน้อยเสร็จหรือยัง? เมื่อกี้แกทำตัวไม่ค่อยเคารพฉันเท่าไหร่เลยนะ จะเอายังไงดีล่ะทีนี้?"
เฉินซวี่ยังคงมีท่าทีนิ่งเฉยไม่แยแส "แล้วทำไมฉันต้องไว้หน้าแกด้วยล่ะ?"
ลูกสมุนสองคนที่อยู่ด้านหลังเฉินซานเอ๋อร์ก้าวพรวดออกมา ชี้หน้าด่าเฉินซวี่ทันที "แกว่าไงนะ? พูดอีกทีซิ!"
ตอนนั้นเองเฉินซวี่ถึงเพิ่งสังเกตเห็นชัดๆ ว่าทั้งสองคนถืออะไรอยู่ในมือ... ที่ล็อกจักรยาน
ของพรรค์นี้เป็นอาวุธชั้นดีเลยทีเดียว เวลาเอาไปฟาดใครก็เจ็บแสบ พกพาสะดวก แถมตำรวจก็เอาผิดอะไรไม่ได้มากนัก
เฉินซวี่เมินเฉยต่อลูกสมุนทั้งสองคนอย่างสิ้นเชิง และพุ่งความสนใจไปที่เฉินซานเอ๋อร์เพียงคนเดียว ต่อให้สองคนนั้นรวมหัวกันก็ยังไม่น่ากลัวเท่าเฉินซานเอ๋อร์ เขาจำเป็นต้องจับตาดูหมอนี่เอาไว้ให้ดี
เมื่อเห็นว่าเฉินซวี่ไม่มีทีท่าหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย เฉินซานเอ๋อร์ก็เริ่มนึกสงสัย 'ไอ้เด็กนี่มันโง่หรือว่าของจริงกันแน่?'
เขาจำต้องส่งสัญญาณให้ลูกสมุนถอยไป ก่อนจะก้าวออกมาเผชิญหน้าเสียเอง "การที่แกแกว่งเท้าหาเสี้ยนมามีเรื่องกับพวกเรา มันไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเลยนะ"
เฉินซวี่สวนกลับ "แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ? ยืนนิ่งๆ ให้พวกแกกระทืบเหรอ? หรือว่าแกอยากจะลองดีล่ะ?"
เมื่อได้ยินดังนั้น เฉินซานเอ๋อร์ก็รู้ทันทีว่าคนตรงหน้าต้องมีฝีมือไม่เบา เขาชักมีดพับออกมาอย่างมาดร้าย "แสดงว่าแกไม่กลัวตายเลยจริงๆ สินะ"
เฉินซวี่ดึงแขนตัวเองออกและดันตัวชุยเสี่ยวเจวียนให้ไปหลบอยู่ด้านหลัง "แกก็คงแทงฉันได้แค่แผลเดียวแหละ แต่ผลที่จะตามมาหลังจากนั้น... ก็ลองดูสิ"
เฉินซวี่รู้ดีว่าตอนนี้เขาจะถอยไม่ได้เด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีชุยเสี่ยวเจวียนอยู่ด้วย ขืนเขาสู้ไม่ได้แล้ววิ่งหนี เธอก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย เขาไม่ได้กลัวที่ล็อกจักรยานนั่นหรอก โดนฟาดอย่างมากก็แค่เจ็บไปพักหนึ่ง แต่มีดนี่สิคนละเรื่องเลย เขาต้องหาจังหวะคว้าแขนของเฉินซานเอ๋อร์เอาไว้ให้ได้ ด้วยความสามารถพิเศษที่มี มันไม่น่าจะเป็นปัญหา
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเพียงแค่ระมัดระวังตัวมากขึ้นแต่ไม่ได้มีความหวาดกลัวเลย เฉินซานเอ๋อร์ก็ตระหนักได้ว่าเขาอาจจะเจอของแข็งเข้าให้แล้ว และเริ่มคิดหาทางถอย
หากถึงขั้นต้องใช้มีดจริงๆ ชนะก็ต้องติดคุก แพ้ก็เสียชื่อเสียง ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทำเรื่องที่ไม่ได้ผลประโยชน์ ยิ่งไปกว่านั้น หมอนี่ยังกล้าเผชิญหน้าอย่างไม่เกรงกลัว ดูยังไงก็ไม่ใช่นักเรียนธรรมดาๆ แน่
แม้จะเจ็บใจ แต่เฉินซานเอ๋อร์ก็ยอมเก็บมีดลง "วันนี้แกโชคดีไปนะ ไปพวกเรา"
พูดจบเขาก็เดินหันหลังกลับไป โดยไม่สนใจเสียงทักท้วงของลูกสมุนทั้งสองเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเดินจากไปจนหมดแล้ว เฉินซวี่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก หันไปพูดกับชุยเสี่ยวเจวียน "ทีหลังก็อย่าไปสถานที่แบบร้านเกมหรือร้านบิลเลียดอีกนะ เธอเป็นผู้หญิง ขืนไปก็มีแต่จะถูกเอาเปรียบเปล่าๆ... เอ่อ..."
เฉินซวี่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าชุยเสี่ยวเจวียนเคยบอกว่าไม่อยากให้ใครมองว่าเธอเป็นแค่เด็กผู้หญิง เขาจึงรีบเหลือบมองเธอทันที
ชุยเสี่ยวเจวียนเข้าใจความหมายของเขา จึงตีแขนเขาเบาๆ "เอาเถอะน่า นั่นมันเรื่องในอดีตไปแล้ว ฉันไม่ได้ดื้อดึงขนาดนั้นสักหน่อย"
เฉินซวี่มองตามแผ่นหลังของพวกนั้นแล้วเอ่ยขึ้น "อย่างเจ้าเฉินซานเอ๋อร์เมื่อกี้ หน้าตามันดูมาดร้ายอย่างกับงูพิษ วันหลังเธออยู่ให้ห่างจากคนประเภทนี้เข้าไว้ หมอนั่นไม่ใช่คนดีแน่ๆ"
ชุยเสี่ยวเจวียนตอบเสียงอ่อย "รู้แล้วน่า ก็เหมือนกับพ่อของฉันนั่นแหละ..."
สิ่งที่เฉินซวี่พูดนั้นถูกต้องทีเดียว ฉายาของเฉินซานเอ๋อร์ก็คือ "งูพิษ" จริงๆ ในเวลาเดียวกันนั้น เขากับลูกน้องอีกสองคนก็เพิ่งจะกลับถึงบ้าน
"ลูกพี่สาม ทำไมเมื่อกี้ไม่ปล่อยให้พวกเราเข้าไปสั่งสอนไอ้เด็กนั่นล่ะพี่?"
"นั่นสิพี่สาม โอกาสงามๆ ที่จะฉกผู้หญิงของมันมาเลยนะเนี่ย ฮี่ๆ โอ๊ย..."
เฉินซานเอ๋อร์ตบหัวลูกน้องไปฉาดใหญ่ "พวกแกหัดดูตาม้าตาเรือซะบ้าง อย่าไปแหยมกับคนที่ไม่ควรยุ่ง ฉันว่าไอ้เด็กนั่นขนาดเห็นมีดยังไม่กลัวเลย มันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ ถ้านักเรียนธรรมดาๆ เจอสถานการณ์แบบนี้คงฉี่ราดกางเกงไปแล้ว ไอ้หมอนี่มันไม่ธรรมดาหรอก..."
เฉินซวี่กับชุยเสี่ยวเจวียนไปที่โรงภาพยนตร์ เฉินซวี่อยากดูเรื่อง "เค่อเข่อซีหลี่" ส่วนชุยเสี่ยวเจวียนอยากดู "2046" สุดท้ายพวกเขาก็เลยตกลงดูเรื่อง "2046"
เอาเถอะ คิดซะว่ามาดูดาราก็แล้วกัน
คนเยอะมากจนไม่มีที่นั่งเหลือ เมื่อเห็นว่าชุยเสี่ยวเจวียนอยากดูมากขนาดไหน เฉินซวี่จึงจำใจต้องซื้อตั๋วรอบค่ำแทน เขาใช้โทรศัพท์สาธารณะโทรกลับไปบอกแม่ที่บ้านว่าจะค้างคืนที่บ้านเพื่อน
เมื่อถึงเวลา พวกเขาก็ซื้อเครื่องดื่มกับป๊อปคอร์นแล้วควงคู่กันเข้าไปในโรงหนัง
เฉินซวี่ไม่ได้สนใจหนังของหว่องกาไวเลยสักนิด เขาเอาแต่พุ่งความสนใจไปที่ชุยเสี่ยวเจวียนแทน จนกระทั่งเวลาผ่านไป ชุยเสี่ยวเจวียนเองก็หมดอารมณ์จะดูหนังแล้วเหมือนกัน
หลังหนังจบ ทั้งสองก็แทบจะอดใจรอไม่ไหว รีบตรงดิ่งกลับไปที่บ้าน
หลังจากไม่ได้เจอกันมาพักหนึ่ง ชุยเสี่ยวเจวียนก็เร่าร้อนขึ้นมาก ทั้งคู่นอนคลอเคลียกันจนล่วงเลยไปถึงเที่ยงคืนกว่าจะได้หลับ
หลังจากตื่นมาออกกำลังกายยามเช้าเสร็จ ทั้งสองก็นอนคุยกันอยู่บนเตียง เฉินซวี่เอ่ยถามขึ้น "หลังจากเรียนจบแล้ว เธอวางแผนจะทำอะไรต่อล่ะ?"
ชุยเสี่ยวเจวียนที่นอนซบอยู่บนตัวเฉินซวี่ตอบ "ไม่รู้สิ"
เมื่อคิดว่าเธอต้องว่างงานหลังจากลาออกจากโรงเรียน เฉินซวี่ก็อดจินตนาการไม่ได้ว่าถ้าชุยเสี่ยวเจวียนกลายเป็นนักเลงสาวเต็มตัวแล้วจะมีสภาพเป็นยังไง
เฉินซวี่ตบเบาๆ ที่รอยสักบนสะโพกของชุยเสี่ยวเจวียนแล้วถาม "ไปสักมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?"
ชุยเสี่ยวเจวียนตอบ "ฉันไปสักกับเพื่อนร่วมชั้นเมื่อปีก่อนน่ะ สักลายเล็กๆ ไปครั้งแรกก็เจ็บจะแย่แล้ว ฉันก็เลยไม่ได้กลับไปสักเพิ่มอีกเลย..."
"เธอต้องเริ่มวางแผนให้ตัวเองได้แล้วนะ ว่าอนาคตอยากจะทำอะไร ถ้าเปิดร้านอะไรสักอย่างได้ก็คงจะดีไม่น้อย"
"รู้แล้วน่า เวลาพูดแบบนี้นายทำตัวเหมือนพ่อฉันไม่มีผิดเลย"
ปกติคนเราก็ไม่ค่อยชอบฟังคำเทศนาแบบนี้เท่าไหร่นัก เฉินซวี่จึงยอมหุบปากไป
หลังทานอาหารเช้าเสร็จ ทั้งสองก็ไปเอาหนังสือเรียน จากนั้นเฉินซวี่ก็บอกลาชุยเสี่ยวเจวียนและกลับบ้าน
เมื่อซุนหงเหมยกลับมาถึงบ้านและเห็นกองหนังสือของเฉินซวี่ เธอก็รู้สึกโล่งใจเพราะคิดว่าลูกชายคงออกไปทำเรื่องมีสาระมาเมื่อวานนี้ เธอจึงไม่ได้บ่นอะไร
หลังมื้อเที่ยงเมื่อกลับมาถึงโรงเรียน หลิวเจี๋ยก็ลากเฉินซวี่ไปเล่นเน็ตที่ร้านอินเทอร์เน็ตเหมือนเช่นเคย
"ร้านเน็ตมันมีอะไรน่าสนใจนักหนา? ทำไมนายถึงชอบไปนักนะ?"
"ที่นายเบื่อก็เพราะนายมันระดับปรมาจารย์ที่หาคู่แข่งไม่ได้แล้วไง แต่ฉันยังไม่ถึงระดับนายเลยนี่นา" หลิวเจี๋ยพูดประจบสอพลออย่างหน้าไม่อายเพื่อให้เฉินซวี่ยอมไปด้วย
เมื่อเจอความหน้าหนาของหลิวเจี๋ยเข้าไป เฉินซวี่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมตามใจเพื่อน
แต่สิ่งที่พวกเขาไม่ทันสังเกตเห็นก็คือ จ้าวเสี่ยวหลงกำลังเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขณะมองตามหลังทั้งสองคนไป
เฉินซวี่ที่สามารถเล่นเน็ตที่ห้องตัวเองได้ และไม่มีคู่แข่งในเกมให้ประลองฝีมือ เขาจึงเอาแต่นั่งดูหลิวเจี๋ยเล่น ผ่านไปสักพักเขาก็เริ่มเบื่อและเดินออกไปสูดอากาศที่หน้าประตู
จังหวะนั้นเองก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินผ่านมา เฉินซวี่คิดว่าพวกเขาคงจะมาใช้บริการร้านเน็ต จึงขยับหลบไปด้านข้างอย่างเงียบๆ
"แกคือเฉินซวี่ใช่ไหม?" หัวโจกซึ่งเป็นชายรูปร่างเตี้ยและอ้วนจ้องหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง
เฉินซวี่ตระหนักได้ทันทีว่าคนพวกนี้ตั้งใจมาหาเรื่องเขาแน่ แถมพวกลูกน้องที่ยืนอยู่ข้างหลังก็ยังถือไม้หน้าสามมาด้วย
"จ้าวเสี่ยวหลง?" เฉินซวี่แกล้งทำหน้าประหลาดใจพลางทักทายคนด้านหลังพวกเขา
คนกลุ่มนั้นหันขวับกลับไปมองตามสัญชาตญาณ แต่ก็ไม่พบใคร จึงรู้ตัวทันทีว่าโดนหลอกเข้าให้แล้ว พอหันกลับมาก็พบว่าเฉินซวี่วิ่งหนีไปไกลหลายเมตรแล้ว
คนพวกนี้คงจะวางแผนกันมาเป็นอย่างดี เพราะไม่มีใครมัวแต่ตะโกนด่าทออะไร พวกเขาก้มหน้าก้มตาวิ่งไล่ตามอย่างเงียบเชียบ
ทีแรกเฉินซวี่ตั้งใจจะวิ่งกลับไปที่โรงเรียน แต่เขาไม่อยากกลับไปในสภาพที่ดูทุลักทุเลแบบนี้ จึงตัดสินใจวิ่งไปทางริมแม่น้ำฝั่งตะวันออกแทน
พวกนี้ไม่ใช่คนในเมือง จึงไม่รู้จักทางลัด พวกเขาทำได้แค่วิ่งไล่ตามไปเรื่อยๆ โดยคิดว่าอีกเดี๋ยวก็คงตามทัน แต่ก็มักจะตามหลังเฉินซวี่อยู่ก้าวหนึ่งเสมอ
หลังจากวิ่งไล่กวดกันมากว่าหนึ่งกิโลเมตร รูปขบวนของพวกนั้นก็เริ่มแตกแถว เฉินซวี่หันขวับไปมองแวบหนึ่งก็เห็นว่ามีแค่ไอ้โย่งผอมบางคนเดียวที่วิ่งจี้ตามมาติดๆ ส่วนคนอื่นๆ ทิ้งห่างออกไปราวๆ ยี่สิบเมตร
เฉินซวี่เลี้ยวเข้าไปในถนนสายรอง จ้าวเหว่ยชายร่างสูงผอมก็วิ่งตามไปติดๆ พลางตะโกนบอกพรรคพวกให้รู้ว่าเฉินซวี่หนีมาทางนี้ ทว่าทันทีที่เขาเลี้ยวพ้นหัวมุม เขาก็สะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างจนถลาล้มคะมำไปข้างหน้าอย่างเสียหลัก
เขาพยายามใช้มือยันพื้นไว้ แต่ก็ยังล้มกระแทกพื้นอย่างแรงจนร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด จากนั้นเขาก็รู้สึกได้ถึงแรงเตะอัดเข้าที่ซี่โครง จนต้องงอตัวม้วนเป็นกุ้ง
เฉินซวี่รัวเตะใส่เขาไปอีกเจ็ดแปดครั้ง และเมื่อรู้สึกว่าพวกที่ตามหลังมาใกล้จะถึงตัวแล้ว เขาก็รีบวิ่งหนีต่อไป
หวังเฟิงซึ่งวิ่งเร็วเป็นอันดับสองเพิ่งจะเลี้ยวพ้นหัวมุมมาเห็นคนนอนกองอยู่บนพื้นก็รีบเบรกกะทันหัน พอเข้าไปดูใกล้ๆ ถึงได้รู้ว่าเป็นจ้าวเหว่ย เกิดอะไรขึ้นกับหมอนี่กันเนี่ย?
จ้าวเหว่ยร้องครางอู้อี้พลางชี้มือไปทางเฉินซวี่ เป็นการบอกใบ้ว่าเขาคือคนที่ลงมือ หวังเฟิงมองเห็นเฉินซวี่ยืนหอบจับเข่าอยู่ห่างออกไปประมาณสิบเมตร เขาไม่สนใจจ้าวเหว่ยอีกต่อไป รีบคว้าไม้หน้าสามแล้ววิ่งไล่ตามไปทันที
พอถึงทางโค้งอีกจุด เฉินซวี่ก็งัดมุกเดิมมาใช้อีกครั้ง เขาขัดขาหวังเฟิงจนล้มคะมำ แย่งไม้มาได้ แล้วก็กระหน่ำตีอย่างไม่ปรานี
เสียงร้องโหยหวนของหวังเฟิงทำให้พวกที่วิ่งตามมาด้านหลังรู้ตัวทันที และไม่นานเฉินซวี่ก็เห็นว่ามีคนกำลังวิ่งตามมา
เฉินซวี่ใช้ไม้ฟาดเข้าที่ขาของหวังเฟิงอย่างแรงอีกครั้ง ก่อนจะออกตัววิ่งหนีไป
ในที่สุด เฟิงเชา หัวโจกร่างเตี้ยม่อต้อก็วิ่งตามมาทัน ระยะทางกิโลเมตรกว่าๆ นั้นให้ความรู้สึกยาวนานราวกับชั่วกัปชั่วกัลป์สำหรับเขา เมื่อเห็นเฉินซวี่จัดการลูกน้องของเขาลงไปทีละคน เขาก็รีบสั่งให้จางข่ายกับเฟิงเทียนหมิงที่เหลืออยู่สองคนวิ่งตามไปพร้อมๆ กัน ห้ามแยกกันเด็ดขาด
จางข่ายกับเฟิงเทียนหมิงวิ่งไล่ตามไปอย่างระมัดระวัง คอยระแวดระวังว่าเฉินซวี่จะดักซุ่มโจมตีอยู่ตรงหัวมุมหรือไม่ พวกเขาวิ่งตามไปแบบไม่เร่งรีบนัก ก่อนจะพบว่าเฉินซวี่ได้ข้ามแม่น้ำและดูเหมือนกำลังจะมุ่งหน้ากลับไปแล้ว
เมื่อเห็นดังนั้น ทั้งสองก็เริ่มร้อนใจและรีบวิ่งข้ามสะพานที่อยู่ไกลออกไปตามไปอย่างรวดเร็ว พอเห็นเฉินซวี่นั่งอยู่บนม้านั่งหินข้างหน้า ดูเหมือนจะไม่รู้ตัวว่าพวกเขากำลังตามมา ทั้งสองก็ดีใจเนื้อเต้นและพุ่งตัวเข้าใส่ทันที
ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังจะจับตัวเฉินซวี่ได้อยู่แล้ว ทว่าเฉินซวี่กลับหันขวับมาพร้อมกับปาดินก้อนใหญ่ใส่
ดินก้อนนั้นกระแทกเข้าที่หน้าจางข่ายอย่างจัง เขาร้องเสียงหลงและชะลอฝีเท้าลงพลางยกมือขึ้นกุมหน้า จากนั้นเฉินซวี่ก็เตะอัดเข้าที่ท้องจนเขาล้มกลิ้งลงไปในพุ่มไม้
เฟิงเทียนหมิงที่ตามมาด้านหลังถึงกับยืนอึ้ง เขาพยายามจะตอบโต้แต่ก็สายเกินไป เขาง้างไม้ฟาดใส่แต่เฉินซวี่ก็หลบได้สบายๆ จากนั้นเฉินซวี่ก็ใช้เท้าตวัดขัดขาจนเขาล้มตึงลงกับพื้น ก่อนจะโดนเฉินซวี่ซัดอ่วมไปอีกคน
เมื่อไม่มีใครวิ่งตามมาแล้ว หลังจากที่เฉินซวี่อัดเฟิงเทียนหมิงจนน่วม เขาก็หันไปจัดการจางข่ายที่ซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ต่อจนทั้งสองคนหมดสภาพ หลังจากนั้นเขาถึงได้เดินกลับออกมาด้วยความรู้สึกสดชื่นโล่งเตียน
แม้เฟิงเชาจะยังไม่ได้ข้ามแม่น้ำมา แต่เขาก็มองเห็นภาพลูกน้องทั้งสองคนโดนอัดซะยับเยิน เขาร้อนรนแทบเป็นบ้าแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เมื่อเห็นเฉินซวี่เดินทอดน่องกลับไป เขาก็เดินตามหลังอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำ โดยตั้งใจว่าจะไปข้ามสะพานข้างหน้า
แต่เขาหารู้ไม่ว่าสะพานถัดไปนั้นอยู่ห่างออกไปถึงสามกิโลเมตร เขาถึงกับยืนอึ้งเป็นไก่ตาแตกเมื่อเห็นเฉินซวี่เดินไปถึงป้ายรถเมล์แล้วก็ขึ้นรถบัสจากไป
ด้วยความรีบร้อน เฟิงเชาจึงตัดสินใจจะว่ายน้ำข้ามแม่น้ำไป
แต่ยังไม่ทันที่ปลายเท้าจะแตะโดนน้ำ ร่างกายที่หนักกว่าร้อยกิโลกรัมของเขาก็จมพรวดลงไปในโคลนริมฝั่งแม่น้ำเสียแล้ว
ที่จริงเฉินซวี่คอยปรายตามองสังเกตการณ์เขามาตลอด เขาไม่คิดจะประมาทจนพลาดท่าให้หรอกนะ แต่พอเห็นชายร่างเตี้ยอ้วนติดแหง็กอยู่ในบ่อโคลน เขาก็ถึงกับสบถออกมา "เวรเอ๊ย! ไอ้หมูอ้วนนี่มันโง่ขนาดนี้เลยเหรอวะเนี่ย?"
เห็นชายอ้วนพยายามตะเกียกตะกายอยู่ในโคลน เฉินซวี่ก็กลัวว่าหมอนั่นจะทำตัวเองตายแล้วเขาจะต้องมารับผิดชอบ เขาจึงรีบวิ่งไปที่ริมฝั่งแล้วตะโกนลั่น "เลิกดิ้นได้แล้ว อยู่นิ่งๆ นอนราบลงไปกับพื้น ไม่งั้นแกจะยิ่งจมลงไปลึกกว่าเดิมนะ!"
เมื่อเห็นว่าชายอ้วนยังขยับตัวอยู่ เขาก็ตะโกนซ้ำ "ยิ่งขยับแกก็จะยิ่งจม! ถ้าโคลนท่วมหัวมิดเมื่อไหร่ แกได้ตายจริงๆ แน่!"
ขณะที่เฟิงเชากำลังจมลึกลงไปในบ่อโคลนเรื่อยๆ ในที่สุดเขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความตาย เขาจึงยอมทำตามคำแนะนำของเฉินซวี่โดยการนอนคว่ำราบไปกับพื้น
จากนั้นเฉินซวี่ก็เดินไปหาลูกสมุนสองคนที่เขาเพิ่งซัดจนหมอบราบคาบ แล้วสั่งให้พวกเขารีบข้ามแม่น้ำไปช่วยลูกพี่
จางข่ายกับเฟิงเทียนหมิงที่กำลังคลึงแผลตามตัวพลางด่าทอเฉินซวี่ พอเห็นเขากลับมาก็รีบหุบปากฉับแล้วเบียดตัวเข้าหากันด้วยความกลัว จนกระทั่งเฉินซวี่ชี้มือไปและพวกเขาเห็นเฟิงเชาติดอยู่ในโคลน ทั้งสองถึงได้รีบวิ่งข้ามสะพานไปช่วยลูกพี่
ทั้งสี่คนมารวมตัวกันรอบๆ บ่อโคลนที่เฟิงเชาติดอยู่ พยายามจะดึงตัวเขาขึ้นมาแต่ก็เอื้อมไม่ถึง ขืนขยับเข้าไปใกล้กว่านี้ พวกเขาก็จะตกลงไปในโคลนซะเอง พวกเขาได้แต่ว้าวุ่นทำอะไรไม่ถูกและเดินวนไปวนมาด้วยความร้อนรน
เฉินซวี่เห็นพวกเขากำลังทึ้งต้นกล้าเล็กๆ ที่อยู่ข้างๆ หวังจะหักมันมาช่วยดึง แต่ต้นไม้นั้นเหนียวมากจนดึงไม่ขาด เขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะก๊ากออกมา "ถอดกางเกงของพวกแกออกแล้วเอามามัดต่อกันสิ"
ทั้งสี่คนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่เพื่อจะช่วยชีวิตคน พวกเขาจึงไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน จำใจต้องถอดกางเกงออกแล้วเอามามัดต่อกัน
แม้กางเกงจะขาดตรงกลางไปครั้งหนึ่ง แต่หลังจากนำมาผูกใหม่ ในที่สุดพวกเขาก็สามารถดึงตัวเฟิงเชาขึ้นมาได้สำเร็จ
เมื่อเห็นว่าพวกเขาปลอดภัยแล้ว เฉินซวี่ก็หมดห่วงและนั่งรถกลับโรงเรียน
น่าเสียดายจริงๆ ที่เรื่องตื่นเต้นเร้าใจแบบนี้เขารู้ได้แค่คนเดียว จะเอาไปเล่าให้ใครฟังก็ไม่ได้ รู้งี้เมื่อกี้ตอนอยู่ร้านเน็ตเขาน่าจะตะโกนเสียงดังๆ จะได้มีคนอื่นแห่มาดูความสนุกด้วย
หลังจากนั้นไม่นาน หลิวเจี๋ยก็กลับมาถึงและเริ่มโวยวายใส่เฉินซวี่ทันทีที่หายตัวไป
"หายไปไหนน่ะเหรอ? ฉันเพิ่งจะโดนคนห้าคนวิ่งไล่กระทืบมาเนี่ยสิ" เฉินซวี่ถลึงตาใส่เขาด้วยความหงุดหงิด แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เพื่อนฟัง
เมื่อเห็นเฉินซวี่มานั่งอยู่ตรงหน้าโดยไร้รอยขีดข่วน หลิวเจี๋ยก็รู้ได้ทันทีว่าเพื่อนของเขาเอาตัวรอดมาได้อย่างปลอดภัย
"โธ่เอ๊ย น่าเสียดายชะมัด ฉันพลาดเรื่องสนุกๆ แบบนี้ไปได้ยังไงเนี่ย..." หลิวเจี๋ยเอ่ยด้วยสีหน้าเสียดายสุดซึ้ง
เฉินซวี่สบถด่า "เวรเอ๊ย ถ้าฉันโดนจับตัวได้มันคงจะสนุกกว่านี้อีกล่ะมั้ง..."
ตอนนี้เฉินซวี่มั่นใจแล้วว่าคนพวกนี้ต้องเป็นคนที่จ้าวเสี่ยวหลงจ้างมาแน่ๆ ทีแรกเขากะจะไปคิดบัญชีและสั่งสอนหมอนั่นสักหน่อย แต่พอเห็นสภาพอันน่าเวทนาของทั้งห้าคน โดยเฉพาะหัวโจกที่เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด เฉินซวี่ก็รู้สึกสงสารพวกเขาขึ้นมาจับใจ จึงตัดสินใจที่จะปล่อยเรื่องนี้ไปก่อน
เฟิงเชาและลูกน้องในสภาพมอมแมมพากันเดินลงไปที่ริมฝั่งแม่น้ำใต้สะพานเพื่อล้างเนื้อล้างตัว บริเวณนี้มีบันไดหิน พวกเขาจึงไม่ต้องกังวลว่าจะจมลงไปในโคลนอีก
โชคดีที่ไม่มีใครแถวนั้นเห็นเข้า ไม่อย่างนั้นเฟิงเชาคงอับอายจนอยากแทรกแผ่นดินหนี เขาอยากจะกลับไปคิดบัญชีกับเฉินซวี่อีกรอบ แต่เมื่อนึกถึงตอนที่เฉินซวี่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ เขาก็ต้องล้มเลิกความคิดนั้นไป
"เฮ้อ!" เฟิงเชาถอนหายใจและพาลูกน้องเดินกลับ ถึงยังไงจ้าวเสี่ยวหลงก็จ่ายเงินมาให้แล้ว ถ้าวันนี้พวกเขาไม่ได้กินข้าวและดื่มเหล้าดีๆ ล้างซวยล่ะก็ แก๊งของเขาได้แตกกระเจิงแน่ๆ
และก็เป็นไปตามคาด พอรู้ว่าจะได้กลับไปก๊งเหล้าและสนุกสนานกัน ทุกคนก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที บาดแผลตามตัวก็ดูเหมือนจะเจ็บน้อยลงไปถนัดตา...
เมื่อรู้สึกว่าช่วงหลายวันมานี้เขามักจะโดนพวกคนพาลจ้องเล่นงาน เฉินซวี่จึงตัดสินใจเก็บเนื้อเก็บตัวทำตัวเรียบร้อยไปสักพัก เขาหยิบเอาแบบฝึกหัดวิชาคณิตศาสตร์ที่เพิ่งซื้อมาใหม่ขึ้นมานั่งทำ
ขณะที่กำลังง่วนอยู่กับการทำโจทย์ ซ่งหยวนหยวนที่นั่งอยู่ข้างหน้าก็หันหลังกลับมาพร้อมกับกระดาษข้อสอบและเอ่ยถาม "เฉินซวี่ ช่วยอธิบายโจทย์ข้อนี้ให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม?"
เฉินซวี่รู้สึกดีใจจนเนื้อเต้นที่ได้ยินแบบนั้น เมื่อก่อนเขาเป็นฝ่ายต้องคอยไปถามคนอื่นมาตลอด แต่ตอนนี้ในที่สุดก็มีคนมาถามเขาบ้างแล้ว!
เขารับกระดาษมาดูและพบว่าเป็นโจทย์เกี่ยวกับการหมุนรอบตัวเองและการโคจรของโลก หลังจากใช้ความคิดเพียงครู่เดียว เขาก็อธิบายวิธีคิดให้ซ่งหยวนหยวนฟัง ซ่งหยวนหยวนกะพริบตาปริบๆ แล้วอุทาน "ว้าว เข้าใจง่ายนิดเดียวเอง!"
เฉินซวี่ไม่ได้พูดอะไรออกไป เขาทำเพียงแค่ส่งยิ้มให้เธอ
นับตั้งแต่นั้นมา เฉินซวี่ก็กลายเป็นคนป๊อปปูลาร์สุดๆ ใครมีโจทย์ข้อไหนที่ไม่เข้าใจก็จะพากันมาถามเขา ท้ายที่สุดแล้ว หากเทียบกับหวังจวิ้นเหวินที่สอบได้ที่หนึ่ง เฉินซวี่ที่สอบได้อันดับสองดูจะเป็นคนที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าเยอะ