- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาได้บทนางรองทั้งที โฮสต์คนนี้เลยขอฟาดเรียบทุกโลกเลยละกัน
- บทที่ 7: นางร้ายตัวประกอบในนิยายย้อนยุค ตอนที่ 7
บทที่ 7: นางร้ายตัวประกอบในนิยายย้อนยุค ตอนที่ 7
บทที่ 7: นางร้ายตัวประกอบในนิยายย้อนยุค ตอนที่ 7
ฉู่ชิงฉือเดินออกมาจากห้องของจ้าวหยวนซี
ฉู่เจี้ยนจวินมองน้องสาวด้วยความประหลาดใจ ผ้าขนหนูในมือร่วงหล่นลงพื้น
"น้องเล็ก..."
ชายร่างสูงกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตรตกใจจนพูดติดอ่าง
"เธอ... เธอ..."
"เธออะไรกันล่ะ?" ฉู่ชิงฉือเอ่ยอย่างหงุดหงิด "ฉันมีธุระต้องคุยกับปัญญาชนจ้าวต่างหาก"
ฉู่เจี้ยนจวินถอนหายใจอย่างโล่งอกพลางตบหน้าอกตัวเอง "ก็ดีแล้วล่ะ ว่าแต่เธอก็พูดถูกนะ ปัญญาชนจ้าวคนนั้นคงไม่ใช่สเปกเธอหรอก เธอชอบคนหล่อๆ หน้าตาดีๆ แบบปัญญาชนเวินนี่นา"
จ้าวหยวนซีซึ่งได้ยินบทสนทนาอยู่ด้านในห้องยกมือขึ้นลูบใบหน้าตนเอง
ด้วยสภาพอันน่าเวทนาของเขาในตอนนี้ ผู้หญิงที่ไหนก็คงเบือนหน้าหนี อย่าว่าแต่จะมาหลงรักเลย ด้วยเหตุนี้ ความกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือของสหายฉู่จึงเป็นเรื่องที่... ยากจะเข้าใจจริงๆ
หรือจะเป็นอย่างที่เธอบอกจริงๆ... แค่เพื่อฝึกฝนวิชาแพทย์?
วันนี้เขาเห็นเธอรักษาคนอื่นอยู่ข้างนอก และเพราะเหตุนี้เอง ตอนที่เธอเสนอตัวจะตรวจขาให้ เขาจึงยอมตกลง
บางทีลึกๆ แล้ว เขาก็ยังอยากจะหายดี อยากกลับไปเป็นจ้าวหยวนซีที่พ่อแม่ภาคภูมิใจ ไม่ใช่สภาพอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้...
เรื่องที่ฉู่ชิงฉือรักษาขาให้จ้าวหยวนซีไม่อาจปิดบังครอบครัวฉู่ได้ เมื่อคนในครอบครัวฉู่มองไปที่จ้าวหยวนซีอีกครั้ง สีหน้าของพวกเขาก็ดูแปลกไป
"เสี่ยวจ้าว ไม่ต้องเกรงใจจนไม่กล้าปฏิเสธเสี่ยวฉือเพราะเห็นว่าฉันเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิตหรอกนะ ถ้าจำเป็นต้องปฏิเสธก็ปฏิเสธไปเลย นั่นมันขาของเธอทั้งคน จะเอามาทำเป็นเล่นไม่ได้หรอก" ฉู่กั๋วหัวกล่าว
จ้าวหยวนซีพยักหน้าเบาๆ
"ถ้าลำบากใจ เดี๋ยวฉันไปบอกยัยเด็กนั่นให้เอง ฉันเป็นพ่อ ต่อให้โกรธแค่ไหนก็คงไม่กล้าทำอะไรฉันหรอก ลูกสาวฉันถูกตามใจจนเอาแต่ใจไปบ้าง แต่เนื้อแท้แล้วเป็นคนดี เธออย่าไปโกรธเคืองอะไรเลยนะ"
เมื่อเห็นว่าเขารับฟัง ฉู่กั๋วหัวก็ยิ่งรู้สึกสงสารเด็กคนนี้นัก
เขาเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิต ต้องเข้าเมืองไปประชุมอยู่บ่อยครั้ง จึงพอจะเข้าใจสถานการณ์โลกภายนอกดีกว่าใคร เขารับรู้ปัญหาเบื้องหลังของจ้าวหยวนซีดี เมื่อก่อนครอบครัวของพวกเขาเป็นถึงตระกูลปัญญาชน เป็นที่นับหน้าถือตาและเคารพยกย่องของบรรดาชาวนาอย่างพวกตน แล้วไฉนตอนนี้ถึงต้องมาตกระกำลำบากถึงเพียงนี้?
ฉู่กั๋วหัวชื่นชมพวกปัญญาชน โดยเฉพาะคนแบบจ้าวหยวนซีที่ทั้งเรียนหนังสือเก่งและยังทำไร่ทำนาได้ ไม่เคยทำตัวแปลกแยก ลองดูความมีจิตสำนึกของเขาเปรียบเทียบกับปัญญาชนคนอื่นๆ สิ เห็นความต่างได้ชัดเจนเลย
"ผมเต็มใจครับ" จ้าวหยวนซีกล่าว "หัวหน้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ"
ปกติจ้าวหยวนซีแทบจะไม่ปริปากพูด นี่น่าจะเป็นประโยคที่ยาวที่สุดของเขาในช่วงหลายวันที่ผ่านมา
"เต็มใจอะไรกัน? เกิดยัยเด็กนั่นทำขาเธอพังขึ้นมาจะทำยังไง?" ฉู่กั๋วหัวถลึงตาใส่
"พ่อคะ!" ฉู่ชิงฉือกอดอก มองเขาด้วยความไม่พอใจ "พูดอะไรแบบนั้นคะ?"
"อ้อ พ่อกำลังบอกว่าลูกสาวพ่อเก่งขนาดไหน ถึงขั้นเรียนรู้วิชาแพทย์จากปู่มาได้ยังไงล่ะ" ฉู่กั๋วหัวรีบยิ้มประจบ "แต่ว่านะลูก ขาของเสี่ยวจ้าวไม่ใช่ของเล่นนะ จะมาทำเป็นเล่นไม่ได้หรอก"
"เมื่อคืนฉันฝังเข็มให้เขาไปแล้ว ลองถามเขาดูสิคะว่าวันนี้เจ็บน้อยลงหรือเปล่า" ฉู่ชิงฉือบุ้ยใบ้ไปทางจ้าวหยวนซี
ฉู่กั๋วหัวหันไปมองจ้าวหยวนซี
จ้าวหยวนซีพยักหน้ารับ
ฉู่กั๋วหัวกระซิบเสียงเบา "ห้ามโกหกเด็ดขาดนะ นี่มันเรื่องสุขภาพร่างกายของเธอเลยนะ!"
"ความจริงแล้ว ตั้งแต่ขาได้รับบาดเจ็บ ผมก็ปวดทรมานทุกวัน เมื่อคืนเป็นคืนที่ผมนอนหลับสบายที่สุดในช่วงนี้เลยครับ" จ้าวหยวนซีเอ่ย "ขอบคุณสหายฉู่มากครับ"
ฉู่กั๋วหัวมองลูกสาวอย่างประหลาดใจ "ยัยหนู นี่ลูกรู้เรื่องการแพทย์จริงๆ เหรอเนี่ย?"
"ถ้าฉันไม่มั่นใจ ฉันก็คงไม่กล้าพูดโอ้อวดหรอกค่ะ ฉันรู้ดีว่าร่างกายคนเราเปราะบางแค่ไหน มันไม่ใช่เรื่องที่ฉันจะเอามาล้อเล่นแน่" ฉู่ชิงฉือกล่าวอย่างจริงจัง "พ่อคะ ขาเขารักษาหายได้ แต่ต้องใช้เวลา เขายังหนุ่มยังแน่น พ่อคงไม่อยากให้ขาเขาต้องพิการไปแบบนี้หรอกใช่ไหมคะ? ฉันขอเสนอให้เขาทำงานที่เบาลงหน่อย เขาจะได้พักฟื้นร่างกายอย่างเต็มที่ ได้แต้มค่าแรงน้อยหน่อยก็ไม่เป็นไร ขอแค่พอประทังชีวิตก็พอแล้ว"
"เอาอย่างนี้สิ!" ฉู่กั๋วหัวเสนอ "เสี่ยวจ้าว เธอไปรับหน้าที่ดูแลคลังสินค้าก็แล้วกัน"
นอกจากพื้นที่เพาะปลูกอันกว้างใหญ่แล้ว ฟาร์มดาวแดงยังเลี้ยงปศุสัตว์ไว้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นผู้ดูแลคลังสินค้าของฟาร์มจึงต้องจัดการบัญชีจำนวนมหาศาลทุกวัน หากไม่มีความสามารถก็ไม่อาจทำงานนี้ได้ดี
ผู้ดูแลคลังคนก่อนเพิ่งจะทำพลาดไป ฉู่กั๋วหัวกำลังพิจารณาหาคนมาแทนพอดี ตอนนี้ปัญหาจึงได้รับการแก้ไขอย่างลงตัว
"แบบนี้ก็ดีเลยค่ะ" ฉู่ชิงฉือหันไปมองจ้าวหยวนซี "คนดูแลคลังสินค้ามีหน้าที่แค่จัดการสิ่งของ ส่วนเรื่องขนย้ายจะมีคนคอยจัดการให้อยู่แล้ว คุณจะได้ไม่ต้องออกแรงมาก"
"ขอบคุณครับ"
การที่จ้าวหยวนซีไม่ได้ลงไปทำงานในแปลงนา ทำให้ปัญญาชนคนอื่นๆ สังเกตเห็น และพากันซุบซิบว่าร่างกายของเขายังอ่อนแอเกินไป ทำงานได้แค่วันเดียวก็ไม่ไหวเสียแล้ว
เวินโย่วหลินที่กำลังเกี่ยวข้าวอยู่ได้ยินบทสนทนาเหล่านั้น แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
ตอนนั้น ทั้งเวินโย่วหลินและจ้าวหยวนซีต่างก็เป็นคนดังในโรงเรียน แต่เวินโย่วหลินมักจะถูกรัศมีของจ้าวหยวนซีบดบังอยู่เสมอ ใครก็ตามที่ได้รู้จักกับจ้าวหยวนซี เป็นต้องลืมเลือนเขาไปจนหมดสิ้น
แต่ตอนนี้ดีแล้ว จ้าวหยวนซีกลายเป็นคนสภาพดูไม่ได้ไปแล้ว ไม่มีทางมาแย่งความโดดเด่นไปจากเขาได้อีก
"นี่ ฉันจะบอกอะไรให้ ลองทายสิว่าจ้าวหยวนซีไปไหน?" ปัญญาชนชายคนหนึ่งวิ่งหน้าตั้งเข้ามาบอก "เขาได้ไปเป็นคนดูแลคลังสินค้าล่ะ!"
"ว่าไงนะ?" คนอื่นๆ ตกตะลึง
"ทำไมล่ะ? พวกเราก็มาพร้อมกันแท้ๆ แล้วทำไมเขาถึงได้เป็นคนดูแลคลังสินค้าได้ล่ะ?" บางคนเริ่มไม่พอใจ
กลุ่มปัญญาชนรุ่นพี่เห็นพวกปัญญาชนรุ่นน้องเริ่มก่อหวอดสร้างความวุ่นวายอีกครั้ง ต่างก็เผยสีหน้ารอดูงิ้วฉากเด็ด
ในฐานะคนที่มาก่อน พวกเขารู้ดีว่าหัวหน้าฝ่ายผลิตของฟาร์มดาวแดงรับมือยากแค่ไหน ใครบ้างจะไม่อยากได้งานสบายๆ แต่จนถึงตอนนี้ มีปัญญาชนแค่สองคนเท่านั้นที่ได้เป็นครู อีกคนได้ดูแลแกะกว่าร้อยตัว ส่วนคนอื่นๆ ก็ต้องก้มหน้าก้มตาทำไร่ทำนาอยู่ที่นี่อย่างเจียมตัว
กลุ่มปัญญาชนพากันไปหาฉู่กั๋วหัวที่กำลังทำงานอยู่ในแปลงนา
ถึงจะเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิต แต่ฉู่กั๋วหัวก็ต้องลงมือทำงานด้วย ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น ทั้งภรรยาและลูกๆ ต่างก็ทำงานหนักกว่าชาวบ้านทั่วไปเสียอีก จะมีก็แค่ลูกสาวคนเล็กที่เขาแอบตามใจมากไปหน่อย
ฉู่กั๋วหัวรับฟังความไม่พอใจของเหล่าปัญญาชนด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า ไม่มีทีท่าว่าจะโกรธเคืองแต่อย่างใด
"ฉันได้ยินมาว่าพวกเธอล้วนเป็นลูกศิษย์ที่พ่อของจ้าวหยวนซีเคยสอนมา" ฉู่กั๋วหัวเอ่ยขึ้น "คนโบราณว่าไว้ เป็นครูแค่วันเดียว ก็นับเป็นพ่อไปตลอดชีวิต ดูเหมือนพวกเธอที่เป็นปัญญาชนจะไม่ได้ซึมซับคำสอนนี้มาสักเท่าไหร่เลยนะ!"
เหล่าปัญญาชน "..."
เวินโย่วหลินกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "หัวหน้าครับ พวกเราเคารพอาจารย์จ้าวมาก แต่เรื่องงานก็ต้องแยกแยะนะครับ พวกเรามาที่ฟาร์มดาวแดงเพื่อทำงาน และพวกเราก็แค่ต้องการความยุติธรรม"
"ยุติธรรมงั้นรึ? ได้สิ" ฉู่กั๋วหัวรับคำ "งั้นก็ตามฉันมา!"
ฉู่กั๋วหัววางอุปกรณ์ทำฟาร์มลง ก่อนจะตะโกนบอกกลุ่มปัญญาชนรุ่นพี่ที่อยู่ไกลออกไป "ส่วนพวกเธอ ถ้าคิดว่าฉันไม่ยุติธรรม ก็ตามมาดูด้วยกันได้เลย"
ฟางต้าจื้อ ผู้นำของกลุ่มปัญญาชนรุ่นพี่เอ่ยขึ้น "พวกเราไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ กับการจัดการของหัวหน้าหรอกครับ"
เวินโย่วหลินแค่นเสียงเย้ยหยัน
คนพวกนี้ช่างเป็นความน่าอับอายของเหล่าปัญญาชนเสียจริง
อีกฝ่ายก็แค่ชาวนายากจนข้นแค้นที่อ่านหนังสือแทบไม่ออก มีอะไรให้น่าเกรงกลัวกัน? หากกล้ามากลั่นแกล้งให้ความลำบากกับปัญญาชนอย่างพวกเขา พวกเขาก็มีช่องทางไปร้องเรียนได้เหมือนกัน