เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 : วิชาหมัดเหล็กระดับสูงสุด

บทที่ 5 : วิชาหมัดเหล็กระดับสูงสุด

บทที่ 5 : วิชาหมัดเหล็กระดับสูงสุด


บทที่ 5 : วิชาหมัดเหล็กระดับสูงสุด

เฉินหยูเดินเคียงข้างหญิงสาวด้วยความ​รู้สึกราวกับอยู่ในความฝัน

แต่แล้วเขาก็รู้สึกว่ามันมีบางอย่างผิดปกติ

ที่เขาว่ากันว่า หากมีสิ่งผิดวิสัยเกิดขึ้น…นั่นย่อมต้องมีเหตุผล

สองปีมานี้ เขาพยายามตามจีบมู่เสวี่ยชิงมาโดยตลอด…แต่มู่เสวี่ยชิงไม่เคยปฏิเสธหรือตอบตกลง ความสัมพันธ์แบบคลุมเครือนี้ ทำให้เขารู้สึกไม่มั่นคง

เขารู้สึกว่ามู่เสวี่ยชิงไม่ได้รังเกียจเขา เพียงแต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง เธอจึงพยายามตีตัวออกห่าง​อยู่​ดี

แต่ในตอนนี้ มู่เสวี่ยชิงกลับคว้าแขนเขาต่อหน้าคนมากมาย การกระทำที่สนิทสนมเช่นนี้ ช่างดูฉับพลันและผิดวิสัย

ในที่สุด…เมื่อเดินออกมาจากโรงอาหาร หญิงสาวก็หยุดเดิน

“พี่เฉิน…” มู่เสวี่ยชิงปล่อยมือจากแขนเขา รอยแดงจางๆบนใบหน้าก็หายไป

เธอสูดหายใจเข้าลึก ดวงตาที่สดใสกลับดูจริงจัง ราวกับตัดสินใจแน่วแน่แล้ว จากนั้นจึงมองตรงมาที่เฉินหยู

การที่หญิงสาวปล่อยมืออย่างกะทันหัน ทำให้เฉินหยูรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย

ส่วนสีหน้าที่เปลี่ยนไปและแววตาที่สงบนิ่งของมู่เสวี่ยชิง ก็ทำให้เขารู้สึกแปลกไป

“เสวี่ยชิงมีอะไรจะพูดหรือ?” เฉินหยูตั้งสติ

เสียงหัวใจที่เต้นอย่างหนักแน่น ทำให้เขากล้าที่จะสบตากับหญิงสาวในฝันที่เขาไม่เคยกล้าล่วงเกินมาก่อน

มู่เสวี่ยชิงชะงักไปครู่หนึ่ง เธอรู้สึกว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าดูเปลี่ยนไปจากเดิม…แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่เปลี่ยนความตั้งใจของเธอ

“พี่เฉิน ด้วยพรสวรรค์ของพี่ หากกลับไปที่ตระกูลในโลกปุถุชน พี่จะมีชีวิตที่ดีกว่า บางทีการอยู่ในนิกายอาจไม่เหมาะกับพี่ก็ได้ เสวี่ยชิงไม่อยากเห็นพี่ถูกคนอื่นรังแก…” เสียงหวานของมู่เสวี่ยชิงดังขึ้น

แม้เสียงของเธอจะไพเราะ แต่ความหมายที่แฝงอยู่กลับทำให้เฉินหยูรู้สึกหนาวสะท้าน

ในชั่วขณะนั้น เขารู้สึกเหมือนตกลงมาจากสวรรค์สู่ขุมนรก ราวกับมีน้ำเย็นสาดลงกลางใจที่กำลังลุกโชน

“เจ้าคิดว่าข้าไม่มีคุณสมบัติพอ จึงอยากให้ข้าออกจากนิกาย เเล้วกลับไปยังโลกปุถุชนงั้นหรือ? ถ้าอย่างนั้น ที่เจ้าทำเมื่อครู่ ก็แค่ต้องการ ‘ปกป้อง’ ข้า?” เฉินหยูขัดขึ้น

เมื่อได้ยินเช่นนี้ มู่เสวี่ยชิงก็หน้าเสียไปเล็กน้อย

สิ่งที่เธอพูดออกมานั้น ค่อนข้างจะอ้อมค้อมอยู่แล้ว เพราะกลัวว่ามันจะทำลายความมั่นใจของเฉินหยู…ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพูดออกมาตรงๆ แบบนี้

ที่จริงแล้ว การกระทำของมู่เสวี่ยชิงในโรงอาหารเมื่อครู่ ก็เป็นเพราะเธอไม่อยากเห็นเฉินหยูถูกรังแก จึงเลือกที่จะ “ปกป้อง” เขาในทางอ้อม

“ใช่!” มู่เสวี่ยชิงกัดฟันแน่น

“ข้าหวังดี จึงแนะนำให้พี่เฉินกลับไปยังโลกปุถุชน เเล้วอีกอย่าง…”

“อีกอย่างอะไร?” เฉินหยูกลับสงบลงอย่างน่าประหลาด

“อีกไม่นาน ข้าก็จะเข้า ‘นิกายชั้นใน’ แล้วกลายเป็นศิษย์สายใน ไม่ว่าพี่เฉินจะตัดสินใจอย่างไร สุดท้ายแล้ว…เราก็อยู่คนละโลกกันอยู่ดี” มู่เสวี่ยชิงถอนหายใจด้วยแววตาสงบนิ่ง

เมื่อพูดความตั้งใจของเธอออกมาแล้ว ความรู้สึกผิดในใจเธอก็พลันสงบลง

สุดท้ายแล้ว…เราก็อยู่คนละโลกกันอยู่ดี

“นี่คือสิ่งที่เจ้าตัดสินใจแล้ว?” เฉินหยูหัวเราะออกมาอย่างกะทันหัน

คำพูดของมู่เสวี่ยชิง เปรียบเสมือนการตัดความสัมพันธ์กับเฉินหยูอย่างเด็ดขาด หมายความว่า ความพยายามและความทุ่มเทที่เฉินหยูทำมาทั้งหมดสูญเปล่า!

นิกายชั้นใน คือแก่นแท้ของนิกายเมฆาสวรรค์

ศิษย์สายใน คือผู้ที่นิกายให้ความสำคัญในการฝึกฝน แตกต่างจากศิษย์สายนอกอย่างสิ้นเชิง

ด้วยความสามารถของเฉินหยูในช่วงสองปีมานี้ แค่จะอยู่ในนิกายชั้นนอกให้ได้ก็ยากแล้ว

ในแง่หนึ่ง…สิ่งที่มู่เสวี่ยชิงพูดและตัดสินใจนั้น ก็ไม่ได้ผิดอะไร

“พี่เฉิน เสวี่ยชิงรู้ว่าพี่เป็นคนดี และรู้สึกผิดต่อพี่มาก…ดังนั้นหากพี่ยังอยากอยู่ในนิกาย ตราบใดที่เสวี่ยชิงยังอยู่ จะไม่มีใครรังแกพี่ได้” มู่เสวี่ยชิงกัดริมฝีปากเบาๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองคนรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก และต่างก็มีใจให้กัน

การกระทำของเธอเช่นนี้ จะทำร้ายจิตใจเขาเกินไปหรือไม่?

เธอจึงเป็นห่วงว่าเฉินหยูจะรับความจริงไม่ได้

“ขอบคุณ” เฉินหยูพูดออกมา พร้อมรอยยิ้มประหลาดที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้า

รอยยิ้มนั้น ราวกับเป็นการปลดปล่อยภาระอันหนักอึ้งในใจ

ตลอดหลายปีมานี้ เขาพยายามตามจีบมู่เสวี่ยชิง แต่เธอกลับตีตัวออกห่าง และกลายเป็นคนแปลกหน้าที่ห่างไกลมากขึ้นเรื่อยๆ

ที่แท้…มู่เสวี่ยชิงก็เดินมาไกลถึงเพียงนี้ เธอใกล้จะเข้าสู่นิกายชั้นในแล้ว

ถ้าเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นเขา หวังหลิงหยุน หรือศิษย์คนอื่นๆที่ตามจีบเธอ…ก็ล้วนเป็นการทุ่มเทที่ไร้ค่า

เพียงแต่เฉินหยูเคยได้หัวใจของหญิงสาวมาครอบครอง…ถึงจะพ่ายแพ้ แต่ก็ยังนับว่ามีเกียรติหรือไม่?

เฉินหยูลองคิดดู หากมู่เสวี่ยชิงบอกเขาตรงๆ ตั้งแต่แรก ตัดความหวังของเขาไป สองปีที่ผ่านมา เขาคงทุ่มเทให้กับการฝึกฝนวิชาต่อสู้มากกว่านี้

บางทีตอนนี้เขาอาจจะทะลุขั้นไปถึงระดับเปิดเส้นชีพจรแล้ว หรืออย่างน้อยโอกาสก็คงสูงกว่านี้มาก

“แต่ตอนนี้ก็ยังไม่สาย” เฉินหยูรู้สึกโล่งใจ แม้จะยังเจ็บปวดอยู่บ้าง แต่เขาก็ผ่านพ้นมันมาได้อย่างง่ายดาย

ขอบคุณงั้นเหรอ?

มู่เสวี่ยชิงมองเฉินหยูอย่างพิจารณา ทันใดนั้น เธอก็รู้สึกว่าเธอมองเด็กหนุ่มคนนี้ไม่ออกอีกต่อไป

“ข้าจะยังคงอยู่ในนิกาย แต่ไม่ต้องการการปกป้องจากเจ้า” เฉินหยูกล่าวอย่างใจเย็น

การฝึกฝนวิชาต่อสู้คือเส้นทางที่เขาใฝ่ฝัน ในโลกของนิกาย…ผู้แข็งแกร่งคือผู้ควบคุมโลกใบนี้อย่างเเท้จริง

เเละเขาปรารถนาที่จะก้าวเดินบนเส้นทางนี้

หลังจากพูดจบ เฉินหยูก็หันหลังเดินจากไปโดยไม่ลังเล

ภาพของเด็กหนุ่มที่หันหลังเดินจากไป ทำให้หัวใจของมู่เสวี่ยชิงเต้นแรง

ในตอนนี้ บุคลิกที่มั่นใจและองอาจของเฉินหยู สะกดใจเธออย่างประหลาด

“พี่เฉิน…” มู่เสวี่ยชิงน้ำตาคลอ

ทันใดนั้น เธอก็รู้สึกราวกับว่าได้สูญเสียบางสิ่งที่มีค่าไป และไม่อาจเรียกมันกลับคืนมาได้

เเต่ในตอนนั้นเอง เฉินหยูก็หันกลับมาพูดทิ้งท้ายไว้ว่า

“แล้วเจอกันในนิกายชั้นใน”

“เจอกันในนิกายชั้นในงั้นเหรอ? เป็นไปไม่ได้!” มู่เสวี่ยชิงส่ายหน้า

แน่นอนว่าเธอรู้ดีถึงสถานการณ์ของเฉินหยู แค่จะอยู่ในนิกายชั้นนอกให้ได้ก็ยากลำบากมากแล้ว

ไม่นาน มู่เสวี่ยชิงก็ตั้งสติได้ แววตาของเธอกลับมาดูสงบนิ่งและแน่วแน่

เมื่อเธอเลือกเส้นทางนี้แล้ว เธอจะไม่เสียใจ!

เธอมีตระกูลของตัวเอง มีเป้าหมายในชีวิต และมีอนาคตที่สดใสรออยู่เบื้องหน้า เธอจะยอมถูกจำกัดด้วยความรักที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นชัดเจนเช่นนี้ได้อย่างไร?

หลังจากแยกทางกับมู่เสวี่ยชิง เฉินหยูก็วิ่งตรงไปยังทิวเขาอันรกร้างรอบนอกของนิกาย

ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!

เขากระโดดไปตามทาง รู้สึกว่าร่างกายเบาขึ้น และโลกที่มองเห็นกว้างขึ้น

หลังจากความเจ็บปวดผ่านพ้นไป ในใจเขาก็รู้สึกปลอดโปร่งและสว่างไสว ราวกับเมฆหมอกสลายเผยให้เห็นพระจันทร์ที่สดใส

“ข้าจะต้องอยู่ในนิกาย และเข้าสู่นิกายชั้นในให้ได้ ข้าจะทำให้ตระกูลของข้าแข็งแกร่งขึ้น เพื่อให้บิดามารดาภาคภูมิใจในตัวข้า…” เฉินหยูตะโกนก้องขณะกระโดดอยู่กลางอากาศ

เด็กหนุ่มในยามนี้ มีพลังและความกระตือรือร้นอย่างเปี่ยมล้น พร้อมกับเป้าหมายที่แน่วแน่

เขาไม่รู้เลยว่า หลังจากก้าวแรกนี้ไปแล้ว เขาจะเดินไปได้ไกลแค่ไหน และจะยืนอยู่สูงเพียงใด

…..

ในป่ารกทึบ

“หมัดเหล็ก!”

ร่างของเด็กหนุ่มเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เสียงหมัดแหวกอากาศนั้นดังก้องจนน่าตกใจ

และหลังจากเวลาผ่านไปสักพัก พลังหมัดของเฉินหยูก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆราวกับคลื่นซัดสาดและสายฟ้าฟาด

เขาฝึกฝนอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่ใช่แค่เพื่อเพิ่มพลังและความเชี่ยวชาญในวิชาต่อสู้เท่านั้น แต่ยังเพื่อปรับตัวให้เข้ากับร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้นของเขาด้วย

เเถมหลังจากหลอมรวมกับหัวใจลึกลับแล้ว พลังฟื้นฟูของเฉินหยูก็แข็งแกร่งขึ้นมาก

แม้ว่าเขาจะฝึกฝนอย่างต่อเนื่องมาหลายชั่วโมงแล้ว เเต่เขาก็ไม่รู้สึกเหนื่อยล้าเลย จะมีก็เพียงแต่เมื่อรู้สึกหิวมากๆ…เขาถึงจะออกไปล่าสัตว์ป่า

นั่นหมายความว่า เวลาและประสิทธิภาพในการฝึกฝนของเขาเหนือกว่าคนทั่วไปมาก

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ความเชี่ยวชาญในวิชาหมัดและพลังของเฉินหยูก็เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านวิชาหมัด มันเรียกได้ว่าก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจนผิดปกติ

….

สิบวันต่อมา

โครม!

เสียงหมัดอันทรงพลัง ฟาดเข้ากับต้นไม้ขนาดเท่าชามข้าวจนหักโค่นลง

“หมัดเดียวหักต้นไม้ขนาดเท่าชามข้าว รอยแยกของเนื้อไม้แตกละเอียดเช่นนี้ มีเพียงผู้ที่บรรลุ ‘หมัดเหล็ก’ ระดับความสำเร็จระดับสูงสุดเท่านั้นถึงจะทำได้”

เด็กหนุ่มหลับตาลง พร้อมรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า

หลังจากฝึกฝนอย่างหนักตลอดสิบวัน ในที่สุด ‘หมัดไถเหล็ก’ ของเขาก็บรรลุระดับสูงสุด!

โดยทั่วไป วิชาต่อสู้จะแบ่งออกเป็นสี่ระดับ คือ เริ่มต้น, ความสำเร็จขั้นต้น, ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่, และสูงสุด

วิชาต่อสู้ แม้จะเป็นวิชาขั้นต่ำ แต่ถ้าหากฝึกฝนจนถึงระดับสูงสุด…ก็จะมีพลังที่ไม่ควรมองข้าม

ยิ่งไปกว่านั้น ‘หมัดเหล็ก’ ยังขึ้นชื่อว่าเรียนรู้ง่าย แต่ฝึกฝนให้เชี่ยวชาญยาก…ยิ่งฝึกฝนไป พลังก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น

ตอนอยู่ในระดับเริ่มต้นและความสำเร็จเล็กน้อย พลังของมันอาจด้อยกว่าวิชาต่อสู้ในระดับเดียวกัน…แต่เมื่อบรรลุระดับสูงสุด พลังของมันจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก!

“ตอนนี้ แม้จะต้องสู้กับศิษย์ระดับ ‘เปิดเส้นชีพจร’ ขั้นต้น ข้าก็จะไม่แพ้”

เฉินหยูหลับตาลง สัมผัสได้ถึงพลังที่พลุ่งพล่านในร่างกาย

ตอนนี้ไม่เพียงแต่ ‘หมัดเหล็ก’ ของเขาจะก้าวหน้าขึ้นมากเท่านั้น พลังของเขายังไปถึงขีดจำกัดของระดับ ‘หลอมกาย’ แล้ว…หรือก็คือ ระดับ ‘หลอมกาย’ ขั้นสูงสุด!

ระดับ ‘หลอมกาย’ ขั้นสูงสุด คือเงื่อนไขพื้นฐานในการทะลุไปสู่ระดับ ‘เปิดเส้นชีพจร’

นั่นหมายความว่า ตอนนี้เฉินหยูสามารถลองทะลวงไปสู่ระดับ ‘เปิดเส้นชีพจร’ ได้แล้ว แต่จะสำเร็จหรือไม่นั้น…มันก็ยากที่จะพูดได้

“อย่าเพิ่งรีบร้อน ยังมีเวลาอีกเดือนครึ่ง” เฉินหยูครุ่นคิด

เขาเคยได้ยินผู้อาวุโสในนิกายกล่าวไว้ว่า ยิ่งรากฐานในระดับ ‘หลอมกาย’ มั่นคงเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีมากต่ออนาคตมากเท่านั้น

หากรากฐานมั่นคง เมื่อไปถึงระดับ ‘เปิดเส้นชีพจร’ ก็จะสามารถรับพลังภายในได้มากขึ้น และเส้นทางการฝึกฝนวิชาต่อสู้ในอนาคตก็จะกว้างไกลขึ้น

นอกจากนี้ วิชา ‘หลัก’ ที่ใช้ฝึกฝนก็มีความสำคัญเช่นกัน

ยิ่งวิชา ‘หลัก’ มีระดับสูงเท่าไหร่ รากฐานก็จะยิ่งลึกซึ้ง และพลังหลังจากทะลุไปสู่ระดับ ‘เปิดเส้นชีพจร’ ก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น

ตอนที่เฉินหยูเพิ่งเข้านิกายเมฆาสวรรค์ เขาเลือกวิชา ‘หมัดเหล็ก’ ซึ่งเป็นวิชาขั้นต่ำจากหอเทียนหวู่

ตามกฎแล้ว หลังจากเลื่อนขั้นสู่ระดับ ‘เปิดเส้นชีพจร’ เขาจะสามารถเลือกวิชา ‘ขั้นกลาง’ ได้อีกหนึ่งวิชาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

นอกจากนั้น ก็ต้องใช้แต้มภารกิจของนิกาย!

การทำภารกิจที่นิกายมอบหมาย จะได้รับแต้มภารกิจ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำสำเร็จ

เฉินหยูอยู่ในนิกายชั้นนอกมาเกือบสามปี แต้มภารกิจที่สะสมไว้ เพียงพอที่จะแลกวิชาขั้นต่ำได้อีกหนึ่งวิชาเท่านั้น

ซึ่งมันไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับเขาเลย

“เป้าหมายของข้าคือนิกายชั้นใน จุดเริ่มต้นต้องไม่ด้อยกว่าใคร ข้าต้องสะสมแต้มภารกิจให้ได้มากกว่านี้ เพื่อเลือกวิชา ‘หลัก’ ที่ดี แล้วจึงค่อยทะลวงไปสู่ระดับ ‘เปิดเส้นชีพจร’…” เฉินหยูคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจได้

……………………….

จบบทที่ บทที่ 5 : วิชาหมัดเหล็กระดับสูงสุด

คัดลอกลิงก์แล้ว