- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้า!! ด้วยหัวใจอมตะ
- บทที่ 4 : มู่เสวี่ยชิง
บทที่ 4 : มู่เสวี่ยชิง
บทที่ 4 : มู่เสวี่ยชิง
บทที่ 4 : มู่เสวี่ยชิง
"ข้ายอมแพ้! ยอมแพ้แล้ว!"
เสียงร้องขอชีวิตอย่างหวาดกลัวของเฟิงเต๋อดังก้องไปทั่วโรงอาหาร
บรรดาศิษย์นอกที่ยืนดูอยู่นั้น ต่างมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง และเริ่มซุบซิบกัน
ณ เวลานี้สายตาที่ทุกคนมองเฉินหยูเปลี่ยนไปอย่างมาก…แม้แต่ศิษย์ระดับสูงที่อยู่ในขั้นเปิดเส้นชีพจร ก็ไม่กล้ามองเขาด้วยความดูถูกอีกต่อไป
"ในนิกายเมฆาสวรรค์นี้ สุดท้ายก็ต้องใช้กำลังเเบบนี้แหละ…ถึงจะอยู่รอดได้”
“แต่ข้าก็ชอบมันนะ!”
เฉินหยูหัวเราะในลำคอ แล้วพ่นลมหายใจใส่หมัดของตัวเอง
จากนั้นเขาก็ไม่สนใจเฟิงเต๋ออีก เดินกลับไปที่โต๊ะ แล้วเริ่มกินอย่างเอร็ดอร่อยต่อ…ทิ้งไว้เพียงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงของคนรอบข้าง
"ทำไมเฟิงเต๋อถึงแพ้ได้ยับเยินขนาดนี้?"
"กระเด็นด้วยหมัดเดียว! สามหมัดก็จัดการได้แล้ว…แม้แต่คนในขั้นเปิดเส้นชีพจรก็คงทำแบบบนี้ไม่ได้"
ศิษย์นอกบางคนยังคงมีสีหน้าตกตะลึง เพราะพลังของเฟิงเต๋อในบรรดาผู้ที่อยู่ในขั้นหลอมกาย ถือว่าอยู่ในระดับแนวหน้าเเล้ว
….
ทันใดนั้นเอง
เด็กหนุ่มในชุดสีเขียวซีดก็เดินเข้ามาในโรงอาหารด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
"เป็นไปได้ยังไง..."
เด็กหนุ่มมีสีหน้าตกใจ เพราะเขาเพิ่งเห็นฉากที่เฉินหยูเอาชนะเฟิงเต๋อ
"พี่หวัง!"
"พี่หวังหลิงหยุน!" ศิษย์ที่อยู่ใกล้ๆต่างทักทายเขาด้วยความเคารพ
แต่หวังหลิงหยุนกลับมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก เขาเพิ่งเข้ามาในโรงอาหาร ก็ต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้
เมื่อคืนเขาเพิ่งทำลายโอกาสของเฉินหยูได้สำเร็จ และยังประกาศว่าจะไม่มองอีกฝ่ายเป็นคู่แข่งอีกต่อไป
แต่ตอนนี้…..
"น้องเฟิง เจ้าเป็นยังไงบ้าง?" หวังหลิงหยุนตั้งสติ แล้วเดินเข้าไปประคองเฟิงเต๋อที่พ่ายแพ้อย่างยับเยินด้วยสีหน้าเป็นห่วง
จริงๆแล้วหวังหลิงหยุนไม่ได้สนิทกับเฟิงเต๋อเลย แทบจะไม่เคยคุยกันด้วยซ้ำ
แต่หวังหลิงหยุนต้องการข้อมูลที่แน่ชัดจากเฟิงเต๋อ เพราะเขาเพิ่งมาถึง เห็นแค่ตอนที่เฉินหยูชกเฟิงเต๋อล้มในหมัดเดียวไปแล้ว…ไม่รู้ว่าก่อนหน้านั้นเกิดอะไรขึ้น
"พี่หวัง! พี่มาพอดีเลย..." เฟิงเต๋อมีสีหน้าดีใจ
เขารู้ดีถึงความเป็น "ศัตรูคู่อาฆาต" ระหว่างเฉินหยูกับหวังหลิงหยุน
"หึหึ...หวังหลิงหยุนมาแล้ว คราวนี้สนุกแน่" คนรอบข้างที่ยืนดูเหตุการณ์ต่างก็ยิ่งสนใจ เเละรอคอยสิ่งที่จะเกิดขึ้น
ไม่นาน เฟิงเต๋อก็เล่าเรื่องที่ต่อสู้กับเฉินหยูให้หวังหลิงหยุนฟังทั้งหมด
"เป็นไปได้ยังไง! ในเวลาแค่นี้ พลังของมันพัฒนาขึ้นได้ขนาดนี้เลยเหรอ?" หวังหลิงหยุนตั้งคำถามในใจ และเริ่มสงสัย
การที่พลังของเฉินหยูเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นเรื่องที่น่าสงสัย เเละผิดปกติอย่างมาก!
"การที่พลังเพิ่มขึ้นมากในเวลาสั้นๆ น่าจะมาจากสิ่งของภายนอก เช่น สมบัติล้ำค่า หรือยาบำรุงวิญญาณในตำนาน" หวังหลิงหยุนฉลาดหลักแหลม เขามองไปที่เฉินหยูที่กำลังกินขาหมูอย่างตั้งใจ
แต่ด้วยฐานะทางการเงินของเจ้าเด็กนี่ คงไม่มีปัญญาซื้อของพวกนั้น เว้นแต่...
ทันใดนั้น ดวงตาของหวังหลิงหยุนก็เป็นประกาย
"เว้นแต่...เจ้าเด็กนั่นยังซ่อนเศษอุกกาบาตอยู่ หรือไม่ก็มีโอกาสอื่นๆ" เมื่อคิดถึงตรงนี้ หวังหลิงหยุนก็ยิ่งรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก
ไม่ได้!
เขาจะปล่อยให้มันได้ใจไม่ได้!
ในเมืองเซียงหยาง "ตระกูลหวัง" ของเขาและ "ตระกูลเฉิน" ของเฉินหยู ต่างก็เป็นหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ ทั้งสองตระกูลต่อสู้กันมาหลายปี ต่างก็ต้องการเป็นใหญ่ในเมืองเซียงหยาง
เเละแม้ว่าทั้งสองตระกูลจะแข็งแกร่ง แต่ก็เป็นเพียงตระกูลในโลกปุถุชน
ในดินแดนคุนหยุน อำนาจของนิกายอยู่เหนือกฎเกณฑ์ของโลกปุถุชน นิกายคือผู้ควบคุมที่แท้จริงของโลก!
เหล่าผู้แข็งแกร่งในตำนาน ที่สามารถเหาะเหินเดินอากาศ สังหารศัตรูจากระยะพันลี้ ใช้ดาบผ่าภูเขา…ล้วนมาจากโลกของนิกายที่ลึกลับ!
"มีเพียงการยืนหยัดในนิกายเท่านั้น ถึงจะทำให้ตระกูลของตัวเองแข็งแกร่งขึ้นได้..."
หวังหลิงหยุนเข้าใจความจริงข้อนี้ดี เเละนั่นเป็นเหตุผลที่เขาพยายามกดดันเฉินหยู
แม้แต่การแข่งขันและแย่งชิงมู่เสวี่ยชิงกับเฉินหยู ก็เพื่อเป้าหมายนี้เช่นกัน
…
อีกด้าน
ราวกับสัมผัสได้ถึงบางอย่าง เฉินหยูที่กำลังกินอยู่ ก็มองมาทางหวังหลิงหยุน
"หวังหลิงหยุน!" เฉินหยูขมวดคิ้วเล็กน้อย
เขารู้สึกถึงสายตาที่เป็นปรปักษ์จ้องมองมาขณะที่เขากำลังกิน
ความรู้สึกว่องไวเช่นนี้ เขาไม่เคยมีมาก่อน
"น้องเฉิน ไม่เจอคืนเดียว พลังของเจ้าก็ก้าวหน้าขึ้นมากเลยนะ" หวังหลิงหยุนยิ้ม แล้วเดินเข้ามาใกล้เฉินหยูอย่างสนิทสนม
เฉินหยูรู้สึกขนลุก…เขารู้ดีถึงธาตุแท้ของ "เสือยิ้มหวาน" อย่างหวังหลิงหยุน
"มาๆ…ให้ข้าลองฝีมือของเจ้าหน่อย" หวังหลิงหยุนพุ่งมือเข้ามาตะปบแขนของเฉินหยูอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้า
ทั้งความเร็วและพลังของเขาเหนือกว่าเฟิงเต๋อมาก
เฉินหยูรู้สึกเหมือนเลือดลมติดขัด ผิวหนังเย็นเฉียบ แต่หัวใจของเขากลับเต้นอย่างทรงพลัง ทำให้พลังชีวิตพลุ่งพล่าน
"เข้ามา!"
เฉินหยูปล่อยหมัดออกไป พร้อมกับเสียงดังก้อง
ปัง!
หมัดของเขาปะทะกับฝ่ามือของหวังหลิงหยุน
ทันใดนั้น เฉินหยูรู้สึกถึงพลังที่แหลมคมแทรกเข้ามาในร่างกาย
"พลังภายใน..."
เฉินหยูเซเล็กน้อย แต่ก็ยังทรงตัวอยู่ได้
ในขณะเดียวกัน เลือดลมในร่างกายของเขาก็เริ่มปั่นป่วนจนรู้สึกไม่สบายตัว
ส่วนหวังหลิงหยุนยืนนิ่ง โดยมือที่เป็นกรงเล็บยังคงค้างอยู่กลางอากาศ
การปะทะกันเพียงครั้งเดียว ก็เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน
"หืม?" หวังหลิงหยุนเผยแววตาประหลาดใจ
เมื่อครู่ เขาใช้พลังภายในไปห้าถึงหกส่วน แต่กลับไม่สามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้
เเละมันไม่เพียงเท่านั้น มือของเขายังรู้สึกชาและะเจ็บเล็กน้อย
พลังของเฉินหยูน่ากลัวมาก! เเถมดูเหมือนว่าตอนที่เฉินหยูสู้กับเฟิงเต๋อ มันจะยังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมด
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็เกิดความคิดอยากฆ่าอีกฝ่ายขึ้นมา
"เจ้าเด็กนี่ต้องได้รับโอกาสอะไรบางอย่างไปแน่ๆ หรือไม่มันก็อาจจะยังซ่อนเศษอุกกาบาตอยู่..."
มูลค่าของเศษอุกกาบาตนั้นเกินกว่าจะจินตนาการได้…เฉินหยูน่าจะซ่อนเศษอุกกาบาตไว้หลายชิ้น และนำไปแลกเปลี่ยนกับสมบัติล้ำค่าหรือยาบำรุงวิญญาณกับคนนอกหรือผู้ใหญ่ในนิกาย นั่นจึงทำให้พลังของมันเพิ่มขึ้นอย่างมาก
"จะปล่อยให้มันสมหวังไม่ได้!"
ความคิดที่จะฆ่าเฉินหยูในใจของหวังหลิงหยุนรุนเริ่มรุนแรงมากขึ้น
เขาเริ่มรวบรวมพลังภายในทั้งหมด
ณ เวลานี้หวังหลิงหยุนตัดสินใจแล้ว
แม้จะต้องถูกลงโทษจากนิกาย เขาก็จะทำให้เฉินหยูบาดเจ็บสาหัสหรือพิการ หลังจากนั้นก็จะจัดการได้ง่ายขึ้น
มิฉะนั้น หากรอให้เฉินหยูเลื่อนขั้นสู่ "ขั้นเปิดเส้นชีพจร" มันก็จะเป็นเรื่องยากอย่างมาก
เขากำลังจะจู่โจมเเละลงมืออย่างรวดเร็วเด็ดขาด
ฟุ่บ!
อย่างไรก็ตาม เด็กหนุ่มตรงหน้าพลันหายวับเเล้วถอยห่างออกไปหลายเมตร
เฉินหยูไม่ใช่คนโง่ เขารู้ดีถึงความแตกต่างระหว่างตัวเองกับหวังหลิงหยุน จึงไม่ยอมรอให้อีกฝ่ายลงมือก่อน
"กรงเล็บเหล็กเมฆา!" หวังหลิงหยุนในชุดสีเขียวซีดพุ่งตามมาอย่างรวดเร็วราวกับเงา
กรงเล็บของเขาเต็มไปด้วยพลังภายในที่รุนแรง …มันฉีกผ่านอากาศ จนเกิดเสียงหวีดหวิวแหลมคม
"กรงเล็บเหล็กเมฆา! นี่มันวิชาการต่อสู้ขั้นกลางที่ร้ายกาจที่สุด..."
"วิชานี้ต้องใช้ในขั้นเปิดเส้นชีพจร ถึงจะแสดงพลังที่แท้จริงออกมาได้ มันมีพลังพอที่จะบดขยี้เหล็กได้เลยนะ" ศิษย์ระดับสูงที่อยู่ใกล้ๆต่างอุทานออกมาด้วยความตกใจ
กรงเล็บเหล็กเมฆาของหวังหลิงหยุนเป็นวิชาการต่อสู้ขั้นกลาง สูงกว่าหมัดเหล็กของเฉินหยูหนึ่งระดับ!
ทันใดนั้น เฉินหยูก็รู้สึกถึงแรงกดดัน
แม้ว่ากรงเล็บเหล็กเมฆาจะยังมาไม่ถึง แต่กระแสลมที่มองไม่เห็นก็ทำให้เขาหายใจลำบากเเล้ว
ฟุ่บ!!!
โชคดีที่ร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นมาก หัวใจในร่างกายส่งพลังออกมาอย่างมหาศาล ทำให้เขากระโดดหลบได้อย่างรวดเร็ว ถอยห่างออกไปอีกครั้ง
โครม!
หวังหลิงหยุนตะปบพลาด โต๊ะไม้หนาๆด้านหลังปรากฏรอยกรงเล็บเป็นรูปร่างชัดเจน
ลองนึกภาพดู ว่าถ้าหากกรงเล็บนั้นโดนร่างกายจะเป็นอย่างไร
"ด้วยพลังของข้าตอนนี้ ถึงจะสู้หวังหลิงหยุนไม่ได้ แต่การเอาตัวรอดในระยะสั้นๆ ก็คงไม่เป็นปัญหา"
เฉินหยูถอนหายใจด้วยความโล่งอก หลังจากหลบท่าโจมตีได้…เขาก็มั่นใจในร่างกายของตัวเองขึ้นมาก
หลังจากที่ "หัวใจคริสตัล" หลอมรวมกับร่างกายแล้ว ร่างกายของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นทุกด้าน ทั้งพลัง ความเร็ว และปฏิกิริยาตอบสนอง ต่างก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
“แน่จริงก็มาไล่ข้าสิ...มาสิๆ” เขาแกล้งยิ้มเยาะ แล้วพุ่งเข้าไปในกลุ่มศิษย์
"หลีกไป!" หวังหลิงหยุนโกรธมาก จึงรีบพุ่งตัวตามไปอย่างรวดเร็ว
"อ๊า!" บรรดาศิษย์ต่างพากันร้องโวยวาย แล้วรีบกระจายตัวออกไปเพราะไม่อยากโดนลูกหลง
ทันใดนั้น โรงอาหารก็เต็มไปด้วยความโกลาหล
“ไอ้คนเจ้าเล่ห์!”
หวังหลิงหยุนโมโหมากขึ้นเรื่อยๆ
ในเวลาสั้นๆ เขาไม่สามารถจับเฉินหยูได้ สถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ทำให้เขาขายหน้ามาก
"หยุดนะ!"
เเต่ทันใดนั้นเอง
เสียงหญิงสาวที่เย็นชาและไพเราะก็ดังมาจากข้างหลัง แม้ว่าเสียงนั้นจะเต็มไปด้วยความไม่พอใจ แต่ก็ยังคงมีความอ่อนหวานแบบสาวน้อย จนทำให้ผู้คนจินตนาการไปต่างๆนานา
เสียงนี้ ทำให้ทั้งโรงอาหารเงียบกริบในทันที
หวังหลิงหยุนหยุดชะงัก หันไปมองร่างของหญิงสาวด้านหลัง พร้อมกับยิ้มแห้งๆ
หญิงสาวที่สง่าเเละงดงาม เดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว
นางมีผมยาวสลวย ดวงตาเป็นประกาย ขนตายาวงอน เป็นความบริสุทธิ์และงดงามแบบสาวน้อยที่ทำให้หัวใจเต้นแรง
"น้องมู่!"
"มู่เสวี่ยชิง? สาวงามอันดับหนึ่งของศิษย์นอก..."
หญิงสาวในชุดกระโปรงยาวสีเขียว ขับเน้นให้เห็นถึงรูปร่างที่บอบบาง
นางกลายเป็นจุดสนใจของโรงอาหารในทันทีที่มาถึง บรรดาศิษย์ชายต่างกลืนน้ำลาย ส่วนศิษย์หญิงบางคนก็รู้สึกหมองไป พร้อมแอบกัดฟันกรอดๆ
"น้องเสวี่ยชิง!" หวังหลิงหยุนเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้ม และทักทายนาง
แต่มู่เสวี่ยชิงกลับไม่สนใจเขา ดวงตาที่สดใสของนางมองไปที่เฉินหยู แล้วเอ่ยด้วยเสียงหวานใสราวกับนกร้อง
"พี่เฉิน!"
นางเดินเข้าไปหาเฉินหยูอย่างอ่อนโยน แล้วคว้าแขนของเขาไว้
ภาพนี้ทำให้ศิษย์ชายหลายคน รวมถึงหวังหลิงหยุนต่างมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
"เสวี่ยชิง?"
เฉินหยูรู้สึกถึงสัมผัสที่อ่อนนุ่มจากแขนของหญิงสาว พลางเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ
ในใจเขาตอนนี้ นอกจากความดีใจและมีความสุข…เเต่มันก็ยังมีความประหลาดใจรวมอยู่ด้วย
สองปีมานี้ มู่เสวี่ยชิงไม่เคยแสดงความสนิทสนมกับเขาแบบนี้มาก่อน
"พี่เฉิน เราไปกันเถอะ..." เฉินหยูเห็นใบหน้าที่แดงระเรื่อของหญิงสาว
ในฐานะเด็กหนุ่มวัยสิบสี่-สิบห้าปี การได้รับความรักและการยอมรับจากหญิงสาวในฝัน ทำให้เฉินหยูมีความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"เฉินหยู! หลบอยู่หลังผู้หญิงแบบนี้ มันน่าสมเพชนะโว้ย!" เสียงตะโกนเย็นชาของหวังหลิงหยุนดังมาจากด้านหลัง
แต่ทั้งเฉินหยูและมู่เสวี่ยชิงกลับไม่สนใจเขาสักนิด ทิ้งไว้เพียงความอิจฉาและริษยาของคนทั้งโรงอาหาร
……………………..