- หน้าแรก
- แค่อยากเป็นเด็กหัวกะทิ ไหงกลายเป็นสุดยอดนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกไปได้
- บทที่ 7: ยังมีบั๊ก
บทที่ 7: ยังมีบั๊ก
บทที่ 7: ยังมีบั๊ก
เมื่อได้ยินเพื่อนร่วมห้องพูดคุยถึงสถานการณ์ของเขา สวีอวิ๋นก็ตอบกลับอย่างใจเย็นว่า "ยังเหลือเวลาอีกตั้งสี่เดือนกว่าจะถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ฉันอยากจะพยายามให้เต็มที่ดูสักตั้ง เผื่อว่าจะสอบติดมหาวิทยาลัยดีๆ กับเขาบ้าง"
"การสอบเข้ามหาวิทยาลัยมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอกนะ"
"เอาจริงๆ ฉันว่าวิทยาลัยอาชีวะก็ไม่เลวนะ นายสามารถเรียนต่อยอดวุฒิจากอนุปริญญาไปเป็นปริญญาตรีได้ตลอดนั่นแหละ"
"ไม่มีใครในหอพักเราคิดจะสมัครสอบโควตารับตรงบ้างเลยเหรอ"
"ด้วยคะแนนของนายในตอนนี้ นายต้องทำคะแนนให้ได้อย่างน้อยเพิ่มขึ้นอีกสองร้อยคะแนนถึงจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้นะ" ชายหนุ่มที่อยู่เตียงชั้นบนใกล้ประตูพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงกังขา
ทว่าจู่ๆ หลี่ฮุยก็ผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงแล้วออกรับแทนสวีอวิ๋น "ครั้งนี้สวีอวิ๋นเอาจริงนะ ถ้าพวกนายทำไม่ได้ก็อย่ามาบั่นทอนกำลังใจคนอื่นสิ อย่างน้อยฉันคนหนึ่งละที่คิดว่าสวีอวิ๋นมีโอกาสสอบติดมหาวิทยาลัย"
สิ้นเสียงของเขา คนอื่นๆ ที่กำลังพูดคุยกันอยู่ก็เงียบลงทันทีราวกับนัดกันไว้
เหลียงซูซิงซึ่งยังไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรเลย ชะโงกหน้าออกมาแล้วปรายตามองหนังสือเรียนวิชาฟิสิกส์ข้างตัวสวีอวิ๋นพลางแนะนำว่า "ถึงแม้คะแนนปัจจุบันของนายจะยังน้อย แต่นายก็ยังมีพื้นที่ให้พัฒนาได้อีกเยอะเลยนะ อย่างไรก็ตาม วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดก็คือการทำโจทย์แบบฝึกหัดให้มากๆ การเอาแต่อ่านความรู้พื้นฐานอาจจะไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่นายคาดหวังหรอก"
สำหรับคำแนะนำจากหนึ่งในตัวเต็งที่จะสอบติดมหาวิทยาลัยชั้นนำของห้อง สวีอวิ๋นรู้สึกซาบซึ้งใจอยู่ไม่น้อย
แต่เขาจะพูดออกไปตรงๆ ได้อย่างไรว่าที่เขากำลังอ่านหนังสือเรียนฟิสิกส์ของนักเรียนมัธยมปลายปีหนึ่งก็เพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ เขาจึงตอบกลับอีกฝ่ายไปอย่างถ่อมตน
"ฉันเรียนตามหลังคนอื่นมาไกลเกินไปแล้ว ก็เลยทำได้แค่เริ่มจากพื้นฐานที่สุดนี่แหละ"
"นั่นก็จริง"
เหลียงซูซิงพยักหน้ารับเมื่อได้ยินดังนั้น จากนั้นเขาก็หยิบสมุดรวบรวมโจทย์ข้อที่ทำผิดของตัวเองขึ้นมาอ่านต่อ
สวีอวิ๋นเปลี่ยนไปสวมรองเท้าแตะและถืออ่างน้ำเดินไปที่ห้องน้ำ พอเขารองน้ำเสร็จ ไฟทั้งหอพักก็ดับลงตามเวลาที่กำหนด เขาพึมพำบ่นเบาๆ แปรงฟัน ล้างเท้าลวกๆ แล้วรีบเดินออกมา
"ดีนะที่ฉันเตรียมไฟฉายซ่อนเอาไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นคงต้องจำใจใช้แสงจากหน้าจอระบบแทนแล้ว"
เมื่อกลับมาที่เตียง สวีอวิ๋นก็หยิบไฟฉายออกมาจากกระเป๋าด้วยความรู้สึกแอบดีใจ เขาเอาผ้าห่มคลุมโปง เปิดไฟฉาย และเริ่มทบทวนสูตรพื้นฐานรวมถึงเนื้อหาในหนังสือเรียนต่อจากที่ค้างไว้ในห้องเรียน
แม้ว่าเขาจะสามารถมองเห็นเนื้อหาในหนังสือได้ด้วยการเรียกหน้าจอระบบขึ้นมา แต่ทัศนวิสัยในการมองเห็นก็คงจะแย่กว่าอย่างแน่นอน
ทว่าสวีอวิ๋นไม่ได้คาดคิดเลยว่าในวินาทีต่อมา หน้าจอระบบจะปรากฏขึ้นโดยอัตโนมัติ
มันแสดงผลในหน้ารองของหมวดภารกิจ
——
ภารกิจที่ 2: แนวหน้าแห่งการแข่งขันภายใน
ข้อกำหนด: สะสมเวลาการเรียนรู้ในสถานที่อื่นๆ นอกเหนือจากห้องเรียนให้ครบยี่สิบสี่ชั่วโมง ภารกิจจะเริ่มต้นโดยอัตโนมัติเมื่อระบบรับรู้ถึงสภาพแวดล้อม
ความคืบหน้า: 0 / 1440
รางวัล: 30 คะแนน และรางวัลแบบสุ่มหนึ่งอย่าง
"นี่เป็นภารกิจใหม่อีกแล้วเหรอ"
หลังจากเห็นข้อมูล สวีอวิ๋นก็ตกใจ เขารีบพลิกตัวกลับด้วยสีหน้าเคลือบแคลงสงสัย
เขาเคยคิดว่าตัวเองจะสามารถกระตุ้นภารกิจได้ครั้งละหนึ่งอย่างเท่านั้น แต่ไม่คิดเลยว่าจะสามารถทำหลายภารกิจไปพร้อมๆ กันได้ นี่ถือเป็นข่าวดีสำหรับเขาอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม การที่ไม่มีภารกิจขั้นสูงปรากฏขึ้นติดต่อกันถึงสองครั้ง ย่อมแสดงให้เห็นว่าโอกาสที่จะเกิดภารกิจขั้นสูงนั้นค่อนข้างต่ำ
นี่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอยู่บ้าง
"ดูเหมือนว่าการจะได้รางวัลเป็นสองเท่ามันก็ไม่ง่ายเลยแฮะ!"
สวีอวิ๋นพึมพำกับตัวเอง แล้วหันกลับมาจดจ่ออยู่กับรางวัลของภารกิจอีกครั้ง เมื่อสังเกตเห็นว่ามันมีเพียงแค่คะแนนกับรางวัลแบบสุ่มหนึ่งอย่าง ความสนใจของเขาก็ลดน้อยลงไปเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเมื่อครู่นี้
เพราะท้ายที่สุดแล้ว เขายังคงต้องศึกษาการใช้งานเฉพาะเจาะจงของคะแนนอยู่ และรางวัลแบบสุ่มก็จะได้รู้ว่าคืออะไรก็ต่อเมื่อทำภารกิจสำเร็จแล้วเท่านั้น
ความคิดของเขายังคงวนเวียนอยู่ตรงนั้น ขณะที่สวีอวิ๋นกำลังจะอ่านหนังสือต่อ จู่ๆ เขาก็ตระหนักอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
เดี๋ยวก่อน
ข้อกำหนดสำหรับภารกิจทั้งสองอย่างนี้
ดูเหมือนว่ามันจะสามารถทำสำเร็จได้พร้อมๆ กันเลยนี่นา
'การเรียนรู้คือความมุมานะ' ไม่ได้จำกัดสถานที่ ในขณะที่ 'แนวหน้าแห่งการแข่งขันภายใน' กำหนดให้ต้องเรียนรู้นอกห้องเรียน ดังนั้น ตราบใดที่เขาไม่ได้อยู่ในห้องเรียนและอ่านหนังสือให้ครบยี่สิบสี่ชั่วโมง เขาก็สามารถทำภารกิจทั้งสองอย่างสำเร็จได้ในคราวเดียว
เพราะถึงอย่างไร การอ่านหนังสือก็ถือเป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้เขาจำเป็นต้องอยู่ในห้องเรียนในช่วงเวลาเรียน มันก็ยังเปิดโอกาสให้ขั้นตอนการทำภารกิจทับซ้อนกันได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
"มันน่าจะเป็นไปได้นะ ขอลองดูก่อนก็แล้วกัน"
เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น สวีอวิ๋นก็เริ่มทดลองทำในทันที ไม่นานนัก เมื่อเห็นความคืบหน้าของภารกิจทั้งสองเพิ่มขึ้นหนึ่งนาทีเท่าๆ กัน ใบหน้าของเขาก็สว่างไสวไปด้วยความปิติยินดีและกำลังใจที่พุ่งสูงปรี๊ด
"ความคืบหน้ามันเพิ่มขึ้นจริงๆ ด้วย! ไม่คิดเลยว่าจะสามารถใช้ประโยชน์จากบั๊กของระบบได้!"
สวีอวิ๋นยืนยันเรื่องนี้แล้วก็ไม่ลังเลอีกต่อไป ในขณะที่คนอื่นๆ ในหอพักแอบเล่นโทรศัพท์มือถือหรือนอนหลับไปแล้ว มีเพียงเขาคนเดียวที่ดำดิ่งลงสู่มหาสมุทรแห่งความรู้
เขาไม่ยอมพ่ายแพ้ให้กับความง่วงจนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปจนเกือบจะเที่ยงคืน
… …
… …
หกโมงเช้า
ท้องฟ้ายังคงมืดมิด
สวีอวิ๋นลุกจากเตียงอย่างกระฉับกระเฉง ก่อนอื่นเขาปลุกหลี่ฮุย สวมชุดนักเรียน ล้างหน้าด้วยน้ำเย็น จากนั้นก็หยิบหนังสือเรียนฟิสิกส์เดินตรงไปยังสนามกีฬากลางแจ้ง
เขาปฏิบัติตามกฎของโรงเรียนสำหรับการออกกำลังกายยามเช้า
สิ่งที่น่าจดจำก็คือ เขาอ่านหนังสือจนดึกดื่นเมื่อคืนนี้ ทำให้ได้นอนไปเพียงแค่หกชั่วโมงเท่านั้น
ถึงกระนั้น เขาก็ยังรู้สึกเปี่ยมไปด้วยพลังงานเมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้า
เขาไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะหน้าจอระบบทำให้เขาตื่นเต้นเกินไป หรือเพียงเพราะเขายังหนุ่มแน่นและสุขภาพร่างกายแข็งแรงกันแน่
ตามปกติแล้ว เมื่อสวีอวิ๋นมาถึงสนามกีฬา เขาก็จะเดินไปยืนประจำที่ของตัวเองทันที เพื่อตั้งแถวตอนลึกของห้องเรียนร่วมกับระดับชั้นอื่นๆ ในการวิ่งรอบสนาม
แต่วันนี้ เขากลับเดินตรงไปที่ต้นไม้ข้างลู่วิ่ง เปิดหนังสือเรียนฟิสิกส์ และเริ่มทบทวนบทเรียนต่อไป
พูดตามตรง ในเบื้องต้นเขาได้ทบทวนหนังสือเล่มนี้จบไปรอบหนึ่งแล้ว แต่เพื่อให้จดจำสูตรและทฤษฎีบททั้งหมดข้างในได้ เขาจำเป็นต้องทุ่มเทเวลาให้มากกว่านี้ ยังไม่ต้องพูดถึงว่านี่เป็นเพียงหนังสือฟิสิกส์มัธยมปลายเล่มเดียว ยังมีวิชาอื่นๆ อย่างเคมี ชีววิทยา และภาษาอังกฤษอีก มิน่าล่ะเหลียงซูซิงถึงไม่ได้แนะนำให้ทบทวนบทเรียนด้วยวิธีนี้
ขณะที่ผู้คนเริ่มมาออกันอยู่ที่แถวของห้องเรียนมากขึ้นเรื่อยๆ เสียงตะโกนก็ดังมาจากด้านหลังของสวีอวิ๋น
"สวีอวิ๋น"
"ทำไมไม่ไปเข้าแถว การออกกำลังกายยามเช้ากำลังจะเริ่มแล้วนะ"
สวีอวิ๋นหันไปมองกรรมการนักเรียนฝ่ายกีฬาแล้วเอ่ยขอโทษ "เอ่อ ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายน่ะ วันนี้คงไม่ได้วิ่งนะ" พูดจบ เขาก็รีบก้มหน้าลงและท่องเนื้อหาในหนังสืออย่างเงียบๆ "จุดที่มีแต่มวลแต่ไม่มีปริมาตรเชิงพื้นที่เรียกว่ามวลจุด มวลจุดคือแบบจำลองในอุดมคติที่ไม่มีอยู่จริง..."
ในเวลานี้ จ้าวเทียนเสียงรู้สึกพูดไม่ออกอยู่บ้าง เขาคิดในใจว่า ถ้านายรู้สึกไม่ค่อยสบาย สู้กลับไปพักที่ห้องเรียนไม่ดีกว่าเหรอ จะมายืนตากลมหนาวอ่านหนังสืออยู่ตรงนี้ทำไม
อย่างไรก็ตาม เมื่อคำนึงว่าทุกคนกำลังจะเรียนจบกันอยู่แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องมาผิดใจกัน
เขาจึงเลือกที่จะแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น
การปรากฏตัวของหน้าจอระบบไม่เพียงแต่เพิ่มความมั่นใจให้กับสวีอวิ๋นเท่านั้น แต่ยังทำให้เขาหน้าหนาขึ้นอีกเป็นกอง
ขณะที่แถวของห้องเรียนวิ่งผ่านไป เขาก็ยังคงถือหนังสือเรียนฟิสิกส์ ท่องทฤษฎีบทและสูตรต่างๆ ต่อไป โดยไม่มีท่าทีเขินอายเลยแม้แต่น้อย
แม้ในยามที่เพื่อนร่วมชั้นบางคนปรายตามองมาทางเขาก็ตาม
จนกระทั่งวิ่งผ่านไปสองรอบครึ่ง เมื่อทุกคนสลายแถว หลี่ฮุยก็เดินเข้ามาหา
"เขาเลิกแถวกันหมดแล้ว นายยังมายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้อีก วันนี้มีทบทวนวิชาภาษาจีนตอนเช้านะ"
"จะอ่านที่ไหนมันก็เหมือนกันนั่นแหละ ลมหนาวข้างนอกกำลังดีเลย ช่วยให้ตาสว่างแล้วก็ไม่ทำให้ง่วงด้วย" เมื่อเผชิญกับคำเตือนของหลี่ฮุย สวีอวิ๋นก็ชูหนังสือในมือขึ้นโบกไปมาพลางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
ในความเป็นจริงแล้ว มีอัลปาก้าเป็นพันตัวกำลังวิ่งพล่านอยู่ในหัวของเขา
ถ้าไม่ใช่เพราะต้องทำสองภารกิจไปพร้อมๆ กัน ทำไมเขาถึงต้องมายืนทนหนาวอยู่ตรงนี้ด้วยล่ะ
ห้องเรียนมันไม่อุ่นพอ หรือว่าเก้าอี้มันนั่งไม่สบายกันล่ะ
แต่ทว่าหลี่ฮุยกลับแสดงความชื่นชมในความมุ่งมั่นของสวีอวิ๋นเป็นอย่างมาก เขายกนิ้วโป้งให้ตรงนั้นแล้วพูดว่า "ยอดไปเลย ไว้ถึงเวลาไปกินข้าวแล้วฉันจะมาตามนายนะ"
เมื่อมองดูแผ่นหลังของหลี่ฮุยที่เดินจากไป ลมหนาววูบหนึ่งก็พัดโชยมาปะทะตัวอย่างกะทันหัน สวีอวิ๋นถึงกับร้องสูดปากทันที "ลมบาดหน้าจนเจ็บไปหมดแล้วเนี่ย!"