- หน้าแรก
- แค่อยากเป็นเด็กหัวกะทิ ไหงกลายเป็นสุดยอดนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกไปได้
- บทที่ 8: การสอบย่อยแบบกะทันหัน
บทที่ 8: การสอบย่อยแบบกะทันหัน
บทที่ 8: การสอบย่อยแบบกะทันหัน
"สวีอวิ๋นไปไหน ทำไมเขาถึงไม่มาเข้าเรียนทบทวนวิชาด้วยตัวเองในช่วงเช้า"
ภายในห้องเรียนของชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกห้องสอง หยางเจียหมิงกำลังสัปหงกอยู่ที่โต๊ะเรียน เปลือกตาของเขาปรือลงจนแทบจะปิดสนิท
เขาไปโต้รุ่งที่ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่มาทั้งคืน และตอนนี้ยังต้องมาทำหน้าที่หัวหน้าห้องเพื่อเช็กชื่ออีก
เขาเหนื่อยล้าจนแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว
การที่เขาไม่ฟุบหลับไปบนโต๊ะเลย ถือว่าพยายามข่มตาอย่างถึงที่สุดแล้ว
แต่ทว่าเมื่อเสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นข้างหู เขาไม่ต้องรอให้เพื่อนร่วมโต๊ะสะกิดเตือน ร่างกายก็สะดุ้งเฮือกตามสัญชาตญาณ เขาตื่นเต็มตาในทันทีและพบว่าซุนเสวียเหลียงมายืนอยู่ข้างกายตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ หลังจากรีบประมวลผลในหัว เขาก็ตอบกลับไปอย่างรวดเร็วว่า "สวีอวิ๋นอยู่ที่สนามกีฬาครับ เขาบอกว่าอยู่ข้างนอกจะได้ไม่ค่อยง่วง สมองจะปลอดโปร่งเวลาอ่านหนังสือมากกว่าครับ"
นี่เป็นข้ออ้างที่เขาจำมาจากหลี่ฮุย
"ครูจะให้ผมลงไปตามเขาขึ้นมาไหมครับ" หยางเจียหมิงเอ่ยถามอย่างหยั่งเชิงหลังจากรายงานจบ
"ช่างเขาเถอะ"
ซุนเสวียเหลียงเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าเย็นชา แววตาเต็มไปด้วยความผิดหวังและเย้ยหยัน
ในความคิดของเขา การกระทำของสวีอวิ๋นก็ไม่ต่างอะไรกับการจงใจโดดเรียน ท้ายที่สุดแล้ว หลี่เหวินชิงซึ่งเป็นคนที่เรียนเก่งที่สุดในห้อง ก็ไม่เคยพูดเลยสักครั้งว่าการไปนั่งอ่านหนังสือที่สนามกีฬาจะทำให้สมองปลอดโปร่งขึ้น
แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ค่อนข้างสะดวกเวลาจะเดินไปกินข้าวที่โรงอาหาร
โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงคำพูดที่สวีอวิ๋นกล่าวออกมาอย่างมั่นอกมั่นใจเมื่อวานนี้ เขาก็ยิ่งรู้สึกเสียหน้า
การที่ไม่สามารถเกลี้ยกล่อมให้เด็กคนนั้นเลือกไปเรียนสายอาชีพได้ ถือเป็นความล้มเหลวของเขาอย่างแท้จริง
หยางเจียหมิงมองตามแผ่นหลังของซุนเสวียเหลียงที่เดินออกไปจากโต๊ะ พลางถอนหายใจด้วยความโล่งอกอย่างเงียบๆ "โชคดีที่ครูซูไม่ได้เข้ามาตอนกายบริหารยามเช้า ไม่อย่างนั้นวันนี้ฉันต้องแย่แน่ๆ"
หลังจากขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก ก็ไม่มีใครอยากเป็นหัวหน้าห้องอีก เพราะกลัวว่าจะกระทบกับเวลาเรียน
ในช่วงเวลานี้ การที่หยางเจียหมิงยอมรับภาระหน้าที่นี้เพื่อนักเรียนห้องสอง ถือเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยจริงๆ
ดังนั้น ตราบใดที่เขาไม่ทำอะไรเกินเลยจนเกินไป ซุนเสวียเหลียงก็มักจะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ท้ายที่สุดแล้ว ซุนเสวียเหลียงก็ไม่ได้คาดหวังให้เขามาช่วยเพิ่มอัตราการสอบติดมหาวิทยาลัยของห้องอยู่แล้ว
สำหรับคาบเรียนทบทวนวิชาด้วยตัวเองในช่วงเช้า แทบจะไม่มีครูคนไหนอยู่เฝ้าในห้องเรียนตลอดเวลาหรอก
ซุนเสวียเหลียงเดินตรวจตราอยู่สองสามรอบแล้วก็หันหลังเดินจากไป
นั่นทำให้หยางเจียหมิงสามารถงีบหลับได้อย่างเปิดเผย เพื่อจะได้ไม่ต้องไปเผลอหลับลึกในคาบเรียนของครูซูช่วงเช้าจนไม่รู้เหนือรู้ใต้
...
คาบเรียนสองคาบแรกในช่วงเช้าเป็นวิชาภาษาจีน และแน่นอนว่าสวีอวิ๋นก็ยังคงทบทวนวิชาอื่นๆ ตามแผนการที่เขาวางไว้ต่อไป
คะแนนวิชาภาษาจีนของเขาดีที่สุดในบรรดาทุกวิชา ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานมากมายไปกับการทบทวนวิชานี้ในตอนนี้ อย่างไรเสีย ซุนเสวียเหลียงก็เหมือนจะรู้กันกับเขาแล้ว และคงไม่เข้ามาตอแยกับสิ่งที่เขาทำมากนัก
อย่างไรก็ตาม เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองคิดไปเองหรือเปล่า แต่ระหว่างเรียน เขามักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าความรังเกียจและดูแคลนในสายตาของซุนเสวียเหลียงยามที่มองมานั้น ดูจะเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
เวลาผ่านพ้นไปนาทีแล้วนาทีเล่า
เมื่อเสียงออดเลิกเรียนดังขึ้น ความคืบหน้าในการทำภารกิจของสวีอวิ๋นก็เพิ่มขึ้นอีกหลายนาที
ขณะที่เขากำลังจะเดินไปเข้าห้องน้ำเพื่อปลดทุกข์และอาศัยจังหวะนี้เก็บเกี่ยวความคืบหน้าของภารกิจไปด้วย จู่ๆ ซูอวี่ซานก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับถือกระดาษข้อสอบสองปึกใหญ่
เมื่อเดินมาถึงหน้าชั้นเรียน เธอก็เอ่ยด้วยท่าทางทะมัดทะแมง "สำหรับสองคาบนี้ พวกเราจะมาทำข้อสอบชุดใหม่กัน ทุกคนเก็บของบนโต๊ะให้หมด ถ้าใครจะไปเข้าห้องน้ำก็รีบไป และอย่าไปมัวโอ้เอ้อยู่ข้างนอกล่ะ" เห็นได้ชัดว่าเธอเพิ่งจะคุมสอบห้องคิงที่อยู่ชั้นบนเสร็จ และวางแผนที่จะคุมสอบห้องนี้ต่ออย่างต่อเนื่อง
ทันทีที่เธอพูดจบ เสียงโอดครวญก็ดังระงมขึ้นมาจากด้านล่างทันที
"ทำไมเราต้องสอบอีกแล้วเนี่ย"
"ปวดหัวจะตายอยู่แล้ว"
"ฉันกะจะไปเดินเล่นที่สนามกีฬาซะหน่อย อดเลย"
"นี่มันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นแหละ เชื่อเถอะว่าหลังปีใหม่ไปแล้ว จะมีการสอบบ่อยกว่านี้อีกเยอะ"
สวีอวิ๋นค่อนข้างตั้งตารอคอยการสอบวิชาคณิตศาสตร์ในครั้งนี้ เมื่อวานเขาได้ใช้ความสามารถในการคิดเชิงนามธรรม ถามคำถามมากมายกับครูซู และได้สรุปข้อสรุปตลอดจนประสบการณ์ในการแก้โจทย์ปัญหามาได้ไม่น้อย เขากำลังมองหาโอกาสที่จะได้ทดสอบมันจริงๆ อยู่พอดี
เพื่อดูว่าคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ของเขาพัฒนาขึ้นมากแค่ไหนแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น นี่อาจจะช่วยเพิ่มความคืบหน้าให้กับภารกิจขั้นสูงนั้นได้ด้วย
นี่มันยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวชัดๆ
จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืน กอบหนังสือบนโต๊ะ แล้วนำพวกมันไปวางไว้บนพื้นหินขัดใต้โต๊ะจนหมด
เขาหันกลับไปมองหลี่ฮุยแล้วถาม "นายจะลงไปฉี่ไหม"
"แน่นอนสิ"
หลี่ฮุยตอบกลับอย่างเด็ดขาด และเดินออกไปข้างนอกในทันทีโดยไม่มัวเสียเวลาเก็บของบนโต๊ะ
สำหรับนักเรียนที่มีผลการเรียนไม่ค่อยดีนัก การทำข้อสอบคณิตศาสตร์ถือเป็นความทรมานอย่างแสนสาหัส และในเมื่อจะไม่มีเวลาพักระหว่างคาบ พวกเขาก็ต้องรีบไปทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยเสียก่อน
เวลาประมาณเก้าโมงครึ่ง
ขณะที่นักเรียนจากห้องอื่นๆ ยังคงอยู่ที่สนามกีฬา แต่นักเรียนห้องสองกลับนั่งประจำที่ของตัวเองอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว
นักเรียนแถวหน้ารับกระดาษข้อสอบมา แล้วส่งต่อกันไปด้านหลังตามลำดับ
"ไม่เลวเลย"
"ครูซูเคยสอนโจทย์พวกนี้ไปตั้งหลายข้อแล้ว มันไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมาย ฉันน่าจะทำได้"
สิ่งแรกที่สวีอวิ๋นทำหลังจากได้รับกระดาษข้อสอบก็คือการกวาดสายตามองประเภทของโจทย์ปัญหาอย่างละเอียด หลังจากยืนยันได้ว่ามีโจทย์หลายข้อที่คุ้นเคย เขาก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมาเล็กน้อย
เขาหยิบปากกาขึ้นมาและเริ่มลงมือคำนวณในทันที
เขารู้ดีว่าพื้นฐานของตัวเองยังอ่อนอยู่ และต่อให้ความสามารถในการคิดเชิงนามธรรมจะพัฒนาขึ้นในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม เขาก็ยังเทียบชั้นกับนักเรียนหัวกะทิในห้องอย่างหลี่เหวินชิงและเหลียงซูซิงไม่ได้อยู่ดี ดังนั้น เวลาที่ทำข้อสอบ เขาจึงให้ความสำคัญกับข้อที่เขาคุ้นเคยเป็นอันดับแรก โดยข้ามโจทย์ที่ซับซ้อนและต้องใช้การคำนวณเยอะๆ ไปก่อน
เวลาล่วงเลยไป ข้อสอบแบบปรนัยและแบบเติมคำในช่องว่างที่เกี่ยวกับเรื่องเซต อสมการ เวกเตอร์ การเรียงสับเปลี่ยน และการจัดหมู่ ก็ถูกทำไปจนเกือบหมดแล้ว
ในช่วงเวลานี้ เขาก็ตระหนักถึงปัญหาอันร้ายแรงของตัวเองเช่นกัน
ขั้นตอนการคำนวณของเขามันเชื่องช้าจนเกินไป
แม้ว้าเขาจะเข้าใจวิธีแก้ปัญหาอย่างทะลุปรุโปร่ง แต่บ่อยครั้งที่เขาต้องใช้เวลาในการคำนวณหาคำตอบที่ถูกต้องนานพอสมควร
ส่งผลให้เขาไม่มีเวลาเหลือมากพอที่จะไปทำโจทย์ข้อที่มีเนื้อหายาวๆ ในภายหลัง
และนี่ขนาดเขาข้ามโจทย์ปัญหาฟังก์ชันและเรขาคณิตสามมิติที่ยากๆ บางข้อไปก่อนแล้วนะ
"พื้นฐานของฉันยังอ่อนเกินไป นอกจากนี้ ฉันต้องหาทางฝึกฝนความเร็วในการทำโจทย์ด้วย"
เมื่อมองดูกระดาษทดที่เต็มไปด้วยขั้นตอนการคำนวณ สวีอวิ๋นก็ประเมินสถานการณ์ของตัวเองในใจ และวางแผนคร่าวๆ สำหรับการทบทวนบทเรียนในอนาคต
ปัญหาหลักๆ ก็คือ เวลาที่เขากำลังทำข้อสอบ จู่ๆ เขาก็จะลืมสูตรขึ้นมาดื้อๆ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องดีเอาเสียเลย ไม่เช่นนั้น หากเขาต้องใช้เวลาเป็นครึ่งค่อนวันเพียงเพื่อจะนึกสูตรๆ เดียวออก เขาจะทำข้อสอบให้เร็วได้อย่างไร
เมื่อคิดทบทวนสิ่งเหล่านี้จนกระจ่างแล้ว สวีอวิ๋นก็พุ่งความสนใจไปที่โจทย์ปัญหาแบบแสดงวิธีทำข้อแรกบนกระดาษข้อสอบ
เมื่อเห็นว่าเป็นโจทย์ผลบวกของอนุกรม ความรู้สึกแปลกๆ ก็แวบเข้ามาบนใบหน้าของเขา
เขาคิดในใจว่า "โจทย์ข้อนี้คล้ายกับข้อที่ครูซูให้ฉันทำเมื่อวานเป๊ะเลยนี่นา"
ในเมื่อเป็นข้อแจกคะแนน ก็ไม่มีอะไรต้องพูดให้มากความอีก เขาใช้วิธีลบแบบเหลื่อมกัน และสามารถหาคำตอบที่ถูกต้องได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับโจทย์ข้อใหญ่ๆ ในลำดับถัดไป เขาจะทำสุดความสามารถเท่าที่ขีดจำกัดของเขาจะอำนวย
อย่างไรก็ตาม ความสบายใจนี้ก็อยู่ได้ไม่นานนัก และใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความกังวลในเวลาต่อมา เนื่องจากโจทย์ข้อใหญ่ข้อสุดท้าย ซึ่งเป็นเรื่องภาคตัดกรวย
"กำหนดให้จุดเออยู่บนวงรี..."
สวีอวิ๋นอ่านโจทย์ปัญหาภาคตัดกรวยที่ถามหาสมการทางเดินของจุดในใจ แม้ว่าเขาจะพยายามวิเคราะห์มันโดยใช้การคิดเชิงนามธรรมแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังหาวิธีแก้โจทย์ปัญหาที่เหมาะสมไม่ได้อยู่ดี
สาเหตุหลักเป็นเพราะความสามารถนี้เพิ่งจะพัฒนาขึ้นได้ไม่นาน และเขาก็ยังไม่มีเวลาศึกษาโจทย์ประเภทนี้เลย
แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แบบนี้หรอก เมื่อเห็นว่าใกล้จะหมดเวลาส่งข้อสอบแล้ว ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาอย่างกะทันหัน
"ใช่แล้ว"
"ฉันยังมีคะแนนสะสมอยู่นี่นา บางทีฉันอาจจะใช้โจทย์ข้อนี้เพื่อทดสอบผลลัพธ์ของการใช้คะแนนดูก็ได้ ฉันจะมายอมทิ้งคะแนนของโจทย์ข้อสุดท้ายไปเฉยๆ แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด"
เมื่อความคิดแล่นฉิว สวีอวิ๋นก็ไม่ลังเลอีกต่อไป เขาใช้จิตสำนึกเรียกแผงหน้าจอขึ้นมาในทันที