- หน้าแรก
- พระเจ้าครับ... โลกนี้มันจะเละเทะเกินไปแล้ว!
- บทที่ 9 - อุปกรณ์เกียรติยศ
บทที่ 9 - อุปกรณ์เกียรติยศ
บทที่ 9 - อุปกรณ์เกียรติยศ
บทที่ 9 - อุปกรณ์เกียรติยศ
เวลาออกรบน่ะ มีเวลาถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่น่าเบื่อ
เจเรเข้าใจคำพูดนี้ดีหลังจากผ่านไปหนึ่งเดือนกว่า เข้าร่วมการรบขนาดใหญ่มาทั้งหมดสามครั้ง เป็นการตั้งรับหนึ่งครั้ง และบุกโจมตีสองครั้ง แต่ก็มีแค่การบุกโจมตีครั้งที่สองเท่านั้นที่สู้รบกันทั้งวันแบบงงๆ
ส่วนการรบอีกสองครั้งที่เหลือก็จบลงภายในหนึ่งชั่วโมง นอกนั้นเวลาส่วนใหญ่ก็หมดไปกับการทำเรื่องจิปาถะต่างๆ อย่างเช่น ช่วยงานในครัว
ช่วยหน่วยอาวุธซ่อมบำรุงอุปกรณ์พลังงานความร้อน เลเซอร์ พลาสม่า อนุภาค ปืนครก ปืนแม่เหล็กไฟฟ้า และอาวุธสนับสนุนทหารราบชนิดต่างๆ รวมถึงอุปกรณ์โจมตีฐานที่มั่น
ช่วยหน่วยปืนใหญ่ซ่อมบำรุงปืนต่อสู้อากาศยาน ปืนใหญ่ และอาวุธหนักอื่นๆ รวมถึงแบกกระสุนปืนใหญ่ ช่วยลอจิสติกส์ซ่อมบำรุงยานพาหนะ หรือทำหน้าที่เป็นกรรมกรแบกหาม เป็นต้น และยังมีหน้าที่ที่ค่อนข้างอันตรายในแนวหน้าอย่างการเข้าเวร ลาดตระเวน จับเชลย (ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เคยทำสำเร็จเลยสักครั้ง) คอยซุ่มยิง และอื่นๆ อีกมากมาย
ตอนนี้เจเรกำลังขดตัวอยู่ในหลุมหลบภัย ว่างจนไข่สั่นก็เลยมานั่งคิดทบทวนชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมด แถมยังอาศัยข้อมูลจากคลีฟัสมาวิเคราะห์สถานการณ์ของจักรวรรดิมนุษย์ในโลกที่เหมือนเอาหลายๆ เรื่องมายำรวมกันนี้ แต่ถึงอย่างนั้น เวลาก็ยังไม่ถึงมื้อเที่ยงเลย
ชีวิตที่น่าเบื่อนี้ทำให้เขานึกถึงวันเวลาที่ทำงานในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์เลย
ตอนนั้นเองบนท้องฟ้าก็มีเสียงจรวดพุ่งเข้ามาคุ้นหู
ตามมาด้วยเสียงระเบิดจากแนวหลัง และเสียงคนสบถด่าดังลั่น
ทิศทางนี้ กลิ่นแบบนี้ หรือว่าระเบิดตกลงไปในบ่อเกรอะอีกแล้ว
ไม่รู้ว่าใครจะโชคร้ายโดนเข้าไปบ้าง โดยเฉพาะชุดเครื่องแบบที่เพิ่งแจกเมื่อวาน ตอนนี้ทุกคนไม่มีชุดเปลี่ยนแล้วนะ ตอนนี้แนวหลังของฝั่งเราก็มีเสียงยิงจรวดดังขึ้นเช่นกัน
ตอนนี้แนวหน้าก็เป็นแบบนี้แหละ ต่างฝ่ายต่างลอบยิงปืนใหญ่ใส่กันจากด้านหลัง ทุกวันแนวหน้าจะใช้ปืนไรเฟิลซุ่มยิงและปืนเลเซอร์ยิงสกัดคนที่โผล่หัวออกมา
เนื่องจากการโจมตีครั้งก่อนประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ตอนนี้กองกำลังหลักของทั้งสองฝ่ายจึงถูกส่งไปตรึงกำลังที่จุดยุทธศาสตร์และพื้นที่ยื่นที่อยู่ห่างออกไปร้อยกิโลเมตรแล้ว
ที่นี่จึงเหลือแค่พวกไก่อ่อนอย่างพวกเขายิงใส่กัน ทั้งสองฝ่ายต่างก็ตั้งรับได้แต่บุกไม่ขึ้น จึงกลายเป็นภาวะชะงักงัน
"เจเร เจเรอยู่ไหน"
เสียงหนึ่งดังฝ่าสายฝนมา เป็นเสียงของผู้ช่วยของผู้การมัวร์นั่นเอง
"อยู่นี่ มีอะไรล่ะ" เจเรตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์
เพราะไม่รู้ว่าทำไม ผู้ช่วยของผู้การมัวร์คนนี้ถึงชอบตะคอกใส่เจเรอยู่เรื่อย เจเรเคยลองทำดีด้วยสองสามครั้งแต่ก็ไม่ได้ผล เขาเลยไม่ไว้หน้าอีกฝ่ายอีกต่อไป
ในโลกที่ไม่รู้ว่าจะตายวันตายพรุ่ง เจเรไม่เก็บกดตัวเองอีกแล้ว ตอนนี้เวลาโมโหเขาถึงกล้าเถียงผู้การมัวร์ที่เป็นทั้งนายทหารฝ่ายการเมืองและผู้บัญชาการกองทหารเลย นับประสาอะไรกับแค่ผู้ช่วยตัวเล็กๆ
"ไปที่กองบัญชาการ มีธุระ" พูดจบผู้ช่วยคนนั้นก็เดินจากไป
แค่ผู้ช่วยตัวเล็กๆ เป็นแค่พลทหาร ยังไม่มีผลงานอะไร แถมยังไม่เคยขึ้นแนวหน้า ไม่เคยทำงานหนักเลย ถ้าไม่ใช่เพราะคนที่นี่ส่วนใหญ่เป็นทหารเฉพาะกิจ ไม่มียศ ไม่มีการศึกษา เขาจะไปสั่งใครได้
ยิ่งกว่านั้น เพราะการรบต่อเนื่องถึงสามครั้ง ตอนนี้ก็มีหลายคนกำลังจะได้รับการเลื่อนยศแล้ว เพราะสิทธิพิเศษเดียวของยศพลทหารขั้นพื้นฐาน นอกจากการกินอยู่ฟรีของทหารเกณฑ์แล้ว ก็คือการได้เงินเดือนพื้นฐานเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งเงินแค่นี้รัฐบาลดาวเคราะห์พรหมทัตหมายเลข 5 และจักรวรรดิก็ยังพอจ่ายไหว
เจเรใส่รองเท้าที่เปียกชื้น สวมเสื้อกันฝนแล้วค้อมตัวกระโดดลงไป ตอนนี้ข้างล่างกลายเป็นโคลนไปหมดแล้ว เหยียบลงไปโคลนก็มิดข้อเท้าเลย เขาไม่ได้รับเครื่องแบบทหารจากหน่วยลอจิสติกส์เพราะอุปกรณ์พิเศษบางอย่าง บัดซบเอ๊ย
พอกระโดดลงมา เจเรก็หยิบปืนเลเซอร์กับปืนความร้อนขึ้นมา นี่เป็นของมีค่าเพียงสองชิ้นของเขา ถึงแม้จะมีชิ้นหนึ่งที่ไม่ใช่ของตัวเองก็เถอะ
โทรศัพท์มือถือที่ทะลุมิติมาด้วยกันถูกขโมยไปตั้งแต่ก่อนจะโดนเกณฑ์ทหารแล้ว แต่ก็ช่างเถอะ ข้างในก็มีแต่รูปโป๊กับแอปและเกมที่จำเป็น ไม่เป็นไรหรอก
เจเรเดินย่ำไปข้างหน้าท่ามกลางสายฝนอย่างยากลำบาก น้ำในหลุมหลบภัยนี้จัดการไม่ได้จริงๆ เครื่องสูบน้ำมีน้อยเกินไป หลุมหลบภัยก็ใหญ่ ฝนก็ตกไม่เบา ส่วนเสบียงแนวหลังก็ถูกส่งไปรวมกันที่พื้นที่ยื่นและเขตอื่นๆ แล้ว
ตอนนี้แนวหลังทำได้แค่ส่งอาหาร ปืนและกระสุน และของใช้ในชีวิตประจำวันให้พวกเขาสม่ำเสมอเท่านั้น นอกจากนี้ก็ไม่มีอะไรอีกเลย
แม้กระทั่งปืนกลหนัก จรวดต่อต้านบุคคลแบบพกพา จรวดต่อต้านยานเกราะแบบหนัก โดรนสอดแนม/พลีชีพขนาดเล็ก ปืนอนุภาค/เลเซอร์/พลังงานความร้อน/พลาสม่าแบบพกพา และเครื่องกวนสัญญาณ รวมถึงยาสามัญประจำตัว ฯลฯ ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ค่อนข้างสำคัญของทหารราบจักรวรรดิก็ยังไม่มีให้เลย
โดยเฉพาะเครื่องกวนสัญญาณ ของชิ้นนี้เป็นเหมือนไอเทมขั้นเทพเลย มันคือเครื่องสร้างหมอกสงครามในโลกแห่งความเป็นจริง
สัญญาณและการตรวจจับส่วนใหญ่สามารถถูกรบกวนและทำให้พร่ามัวได้ บางรุ่นที่ใหญ่และใหญ่พิเศษยังสามารถรบกวนสัญญาณควอนตัม สตริง อวกาศ และแรงโน้มถ่วงได้ด้วยซ้ำ ได้ยินมาว่าเป็นผลผลิตจากยุคทอง แต่หลักการทำงานที่แท้จริงแม้แต่ลัทธิเครื่องจักรกล องค์กรเทวโองการ และสมาคมผู้พิทักษ์ความรู้จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่เข้าใจ มีเพียงองค์เทพจักรพรรดิเพียงพระองค์เดียวที่ทรงทราบ
แต่ข้อเสียเพียงอย่างเดียวของของสิ่งนี้คือ มันไม่แยกแยะมิตรหรือศัตรู แต่มันเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการรบภาคพื้นดิน นอกเสียจากว่าคุณจะเป็นยอดมนุษย์ที่มีความคล่องตัวและทักษะการรบส่วนบุคคลสูงส่งอย่างนักรบอัสตาร์เตสหรือวัลคิรี ไม่อย่างนั้นในการรบภาคพื้นดิน คุณจะไม่มีของอย่างอื่นก็ได้ แต่ของชิ้นนี้ต้องมี
หน้าที่เดียวของทหารราบที่ไม่มีเครื่องกวนสัญญาณก็คือการเป็นเป้านิ่ง และเมื่อไม่มีเครื่องกวนสัญญาณ ทหารราบก็ไม่สามารถทำได้แม้กระทั่งหน้าที่เป้านิ่ง
หากแนวหน้าของทั้งสองฝ่ายมีเครื่องกวนสัญญาณ ทุกคนก็จะกลายเป็นคนตาบอด นั่นก็คือการสู้รบแบบสงครามโลกครั้งที่หนึ่งหรือครั้งที่สอง แต่ถ้าหากคุณไม่มี แต่ศัตรูมี การรบก็จะกลายเป็นสงครามอ่าวเปอร์เซียเวอร์ชันหรูหราอัปเกรด รับรองได้เลยว่าคุณจะถูกกำจัดก่อนที่จะได้เห็นตัวศัตรูเสียอีก
ดังนั้นเมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งนี้จึงมีเพียงสองวิธี คือเรียกกองเรืออวกาศ หุ่นรบไททัน หรือการโจมตีระยะไกลรูปแบบอื่นเพื่อทิ้งระเบิดไปยังทิศทางโดยประมาณอย่างต่อเนื่องจนกว่าของสิ่งนี้จะถูกทำลาย แต่วิธีนี้มีต้นทุนสูงมากในการทำลายเครื่องกวนสัญญาณขนาดกลางและขนาดเล็ก แถมยังใช้เวลานาน ดังนั้นจึงจะใช้วิธีนี้ก็ต่อเมื่อต้องทำลายเครื่องกวนสัญญาณขนาดใหญ่และใหญ่พิเศษเท่านั้น
ส่วนอีกวิธีหนึ่งซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันบ่อยที่สุด คือใช้โดรนและเครื่องบินสอดแนมเพดานบินสูงเพื่อระบุตำแหน่งโดยประมาณของเครื่องกวนสัญญาณ จากนั้นจึงใช้หน่วยรบชั้นยอดจัดตั้งทีมเพื่อแทรกซึมและโจมตีจุดนั้นอย่างต่อเนื่อง นักรบอัสตาร์เตสและวัลคิรีที่เจเรเจอคราวก่อนก็มาที่นี่เพื่อทำภารกิจนี้โดยเฉพาะ
เขาเคยได้ยินผู้การมัวร์คุยโอ้อวดว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ศัตรูของมวลมนุษยชาติใช้เวลาหลายสิบล้านปีจนกระทั่งเผ่าพันธุ์สูญสิ้นไปก็ไม่สามารถเลียนแบบได้ ภายในกาแล็กซีทั้งหมดมีเพียงจักรวรรดิมนุษย์และกองกำลังมนุษย์ที่สวามิภักดิ์ต่อความโกลาหลเท่านั้นที่สร้างสิ่งนี้ได้
ว่ากันว่าเป็นเพราะความคุ้มครองขององค์เทพจักรพรรดิ
หึ แต่เจเรไม่เชื่อหรอก ถ้าจักรพรรดิคุ้มครองจริง แล้วเครื่องกวนสัญญาณของความโกลาหลมาจากไหนล่ะ
เฮ้อ หวังว่าการเรียกตัวเองไปคราวนี้จะเป็นเรื่องดีนะ คราวก่อนๆ ที่เรียกตัวไปไม่เคยมีเรื่องดีเลยสักครั้ง
ด้วยความรู้สึกกังวล เจเรเดินเข้าไปในกองบัญชาการกึ่งใต้ดิน กองบัญชาการกึ่งใต้ดินไม่เหมือนกับหอพักเก่าของเจเร เพราะหอพักนั้นพวกเขาสร้างขึ้นมาแบบงูๆ ปลาๆ คุณภาพจึงน่าเป็นห่วง แต่ที่นี่ผู้เชี่ยวชาญ (ผู้การมัวร์เอง) เป็นคนควบคุมและสั่งการก่อสร้างเอง
ดังนั้นข้างในจึงไม่มีน้ำเข้า และโคลนบนพื้นก็เห็นได้ชัดว่ามีคนย่ำเข้ามา
"เจเร อุปกรณ์เกียรติยศของนายมาถึงแล้ว" ผู้การมัวร์พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ในใจเขากลับรู้สึก...สะท้อนใจ
เหรียญเกียรติยศส่วนบุคคล นี่คือสิ่งที่เขาไม่เคยได้รับมาตลอดการรับใช้ชาติเกือบแปดสิบปี ไม่คิดเลยว่าเจ้าหนุ่มนี่จะโชคดีได้มันมาครอบครองอย่างง่ายดาย บางครั้งก็ต้องยอมรับในโชคชะตาจริงๆ
"อุปกรณ์เกียรติยศคืออะไรครับ" เจเรถามอย่างงุนงง
ผู้การมัวร์แอบมองผู้ช่วยของตัวเองอย่างแนบเนียน
แต่ผู้ช่วยก็ไม่ได้สนใจเขาเลย
"ก็คืออาวุธที่คนของเราเคยถามว่านายชอบแบบไหน แล้วให้นายกรอกแบบฟอร์มนั่นแหละ ของพวกนี้สร้างขึ้นเป็นพิเศษสำหรับฮีโร่โดยอิงจากรูปแบบของอาวุธทั่วไป ถ้านายได้ระดับสอง นายยังสามารถสั่งทำชุดเกราะพลังงานของนักรบอัสตาร์เตสชั้นยอดหรือวัลคิรีได้เลยนะ" ช่างเทคนิคประจำกองทัพจากลัทธิเครื่องจักรกลที่เพิ่งจะเอาใจวิญญาณเครื่องจักรเสร็จพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี
ทั้งตัวของเขาเป็นชิ้นส่วนจักรกลเทียม ไม่มีเลือดเนื้อให้เห็นเลย แม้แต่น้ำเสียงที่พูดก็เป็นเสียงอิเล็กทรอนิกส์...ดังนั้นเขาจึงดูเหมือนหุ่นยนต์ ทำให้เจเรและทุกคนในกองทหารรักษาการณ์ไม่ค่อยมีใครชอบเขานัก
เอ๊ะ ดูเหมือนว่ากองทัพจะเป็นของเธอ ช่างเถอะ สำหรับลัทธิเครื่องจักรกล เรื่องเพศก็เป็นแค่ตัวแปรหนึ่งเท่านั้น
"อ๋อ! ครับ"
"เจเร ส่งอุปกรณ์เก่าของนายมาได้แล้ว" ตอนนั้นเองผู้การมัวร์ก็พูดกับเจเรตรงๆ อย่างไม่เกรงใจ
เพราะปืนความร้อนที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษของเขายังอยู่กับเจเร นั่นเป็นอาวุธเกียรติยศของคุณปู่ของเขาเลยนะ แต่เจเรกลับไม่ยอมคืนให้หลังจากจบงาน ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดและทำอะไรไม่ได้ ก็แหม เขาเป็นคน "ให้ยืม" แก่เจเรต่อหน้าทุกคนเองนี่นา
"อ้อ ปืนความร้อนของท่านก็ใช้ดีอยู่นะครับ เสียแต่ว่ามันเก่าไปหน่อย ใช้ไม่ค่อยถนัด"
เจเรพูดพลางถอดอุปกรณ์บนตัวออก
คำพูดนี้ทำเอาผู้การมัวร์เลือดขึ้นหน้าเลยทีเดียว
ตกลงว่าใช้ดีหรือไม่ดีกันแน่ ปืนกระบอกนี้เป็นอาวุธเกียรติยศของคุณปู่ฉันเชียวนะ ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนั้นต้องการใช้แกเรียกขวัญกำลังใจให้คนอื่นยอมบุกโจมตีล่ะก็ ชาตินี้แกก็อย่าหวังจะได้ใช้มันเลย!
ผู้การมัวร์หยิบปืนความร้อนของตัวเองจากบนโต๊ะขึ้นมาดูทันที
เป็นอย่างที่คิดไว้เลย! เจเรไม่ได้บำรุงรักษามันเลยตั้งแต่ได้ไป ผู้การมัวร์รู้สึกเหมือนของรักของหวงถูกคนอื่นย่ำยี
"ไม่ต้องห่วง สภาพวิญญาณเครื่องจักรยังดีอยู่ แค่ตัวเครื่องขาดการบำรุงรักษาเท่านั้น" ช่างเทคนิคของลัทธิเครื่องจักรกลประจำกองทัพปรายตามองแล้วพูดขึ้น
จากนั้นเขาก็ชี้ไปที่ปืนไรเฟิลและพูดกับเจเรว่า "ปืนไรเฟิลรุ่น AR-36-s กระบอกนี้ เป็นรุ่นที่มีใช้แค่ในหน่วยอัสตาร์เตส วัลคิรี และหน่วยรบพิเศษบางหน่วยเท่านั้น ภายในมีโลหะเหลว จึงมีสองโหมด"
"โหมดแรกคือโหมดปัจจุบันที่สามารถยิงกระสุน 7.92 แบบธรรมดาได้ และอีกโหมดคือโหมดซุ่มยิง ซึ่งสามารถยิงกระสุนปืนกลหนัก 12.7 และกระสุนปืนระเบิดได้ แต่กระสุนสองชนิดนี้จะต้องบรรจุและยิงทีละนัดเท่านั้น"
"ส่วนเสื้อผ้าและชุดเกราะชุดนี้ดูภายนอกเหมือนรุ่น 38kb ทั่วไป แต่วัสดุอย่างผ้า พลาสติก โลหะจำรูป และแผ่นกันกระสุนคอมโพสิต ล้วนเป็นวัสดุระดับเดียวกับที่ใช้ทำเกราะของวัลคิรีและนักรบอัสตาร์เตส แกนกลางของยานอวกาศ กระสุนเจาะเกราะบางชนิด และวัสดุอุตสาหกรรมพิเศษบางประเภท"
"ทนทานต่อการสึกหรอ กันน้ำ กันหนาว ทนความร้อน กันรังสี กันการแทงทะลุ ล้วนเป็นชั้นยอดทั้งนั้น ลายพรางที่เปลี่ยนสีได้เองก็ดีกว่าเครื่องแบบทหารทั่วไป ชุดนี้เพียงพอที่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมการรบ 98% ในกาแล็กซีได้ น่าเสียดายที่เป็นรูปแบบสำหรับทหารราบ ถ้าเป็นรูปแบบสำหรับลูกเรือยานอวกาศ มันจะช่วยให้นายรอดชีวิตได้จนกว่าออกซิเจนในอวกาศจะหมด"
"จริงๆ แล้ววัสดุก็ยังพอหาได้ทั่วไป แต่กระบวนการผลิตทั้งหมดนั้นซับซ้อนมาก ผ้าต้องใช้เครื่องทอผ้านาโนและเตาหลอมของเหลว ส่วนโลหะและแผ่นคอมโพสิตต้องใช้เตาหลอมอะตอม ยิ่งไปกว่านั้นวัสดุทั้งหมดในรุ่นของนายยังได้รับพรจากคริสตจักร ดังนั้นหากนายต้องการเปลี่ยนในภายหลัง นายก็ต้องใช้เหรียญตราและใบรับรองอื่นๆ เพื่อจ่ายเงินซื้อหรือซ่อมบำรุงเอง"
เมื่อได้ยินว่าต้องจ่ายค่าซ่อมบำรุงเองในภายหลัง เจเรก็หน้ามุ่ยทันที
"อย่างน้อยนายก็ยังมีสิทธิ์ซื้อ! คนอื่นเขาไม่มีสิทธิ์ซื้อด้วยซ้ำ โดยเฉพาะวัสดุที่ได้รับพรศักดิ์สิทธิ์ การซื้อขายถือว่าผิดกฎหมายนะ" ผู้การมัวร์พูดแทรกขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด
แต่สีหน้าของเจเรก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย
"ปืนความร้อนกระบอกนี้เป็นรุ่นพกพาส่วนบุคคล RE-76D เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดในรอบหมื่นปี มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงสุดในบรรดารุ่นพกพาส่วนบุคคลทั้งหมด แต่เนื่องจากกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน จึงมักจะมีแต่นักรบอัสตาร์เตสและวัลคิรีเท่านั้นที่ได้ใช้ มันสามารถยิงเจาะเกราะรถถังที่ไม่มีเกราะพลังงานป้องกันในระยะ 800 เมตรได้ วิธีใช้ก็เหมือนกับกระบอกของผู้การมัวร์"
"และดาบพลังงานสีแดงที่นายขอมา วัสดุบางส่วนก็ดัดแปลงมาจากแผ่นกันกระสุนคอมโพสิตของนาย ในกรณีที่มีพลังงานจินตภาพหรือพลังจิต มันจะสามารถแทงทะลุเกราะของรถถังหุ้มเกราะหนักจากด้านหน้าได้แบบหวุดหวิด แต่ถ้าไม่มี มันก็จะเป็นแค่ดาบสั้นที่แข็งแกร่งมากๆ หรือมีดพกขนาดใหญ่ ซึ่งก็เพียงพอสำหรับการใช้งานในสถานการณ์ส่วนใหญ่แล้ว จริงสิ นายใช้พลังงานสองอย่างนี้เป็นไหม"
หลังจากเจเรดึงกางเกง สวมเสื้อผ้า และชุดเกราะเสร็จต่อหน้าทุกคน เขาก็หยิบดาบพลังงานขึ้นมาทันที ดาบสั้นเล่มเดิมก็กลายเป็นดาบใหญ่ด้วยใบมีดแสงสีแดง
แต่การกวัดแกว่งมั่วซั่วไร้รูปแบบของเจเร ทำให้ผู้การมัวร์และคนที่เคยรับราชการในกองทัพประจำการบางคนความดันเลือดขึ้นปรี๊ดอีกครั้ง ช่างเป็นการเอาดอกไม้ไปปักไว้บนกองขี้วัวชัดๆ เสียของจริงๆ
วันนี้ช่างเทคนิคจากลัทธิเครื่องจักรกลประจำกองทัพได้เห็นอุปกรณ์ดีๆ จึงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เขาพูดกับเจเรอย่างสนใจว่า "อืม การปรับตัวเข้ากับมิติจินตภาพอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนพลังจิตไม่ต้องทดสอบหรอก ถ้านายเป็นผู้หญิงหรือคนไร้เพศ นายก็คงเป็นผู้สมัครรับคัดเลือกเป็นวัลคิรีที่ดีคนหนึ่งเลยล่ะ"
"วัลคิรียังเป็นแบบนี้ได้ด้วยเหรอ!" เจเรได้ยินแล้วก็ถามกลับด้วยความประหลาดใจ
ช่างเทคนิคจากลัทธิเครื่องจักรกลประจำกองทัพอธิบายให้คนอื่นฟังที่นี่เป็นครั้งแรก: "ดูเหมือนว่านายจะไม่ใช่ทายาทของวัลคิรีที่ตกต่ำสินะ ความจริงแล้ว ถ้านายเพิ่งเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ และร่างกายแข็งแรงกว่านี้สักสองเท่า นายก็สามารถผ่านการประเมินการเปลี่ยนเพศและการทดสอบภาคปฏิบัติ 5 ปีได้"
"หลังจากนั้นก็เข้ารับการผ่าตัดดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อกลายเป็นคนไร้เพศหรือผู้หญิง แบบนี้ก็เข้าร่วมกับวัลคิรีได้เหมือนกัน นักรบอัสตาร์เตสก็มีกระบวนการที่คล้ายกัน แต่พวกเขาต้องการสมรรถภาพร่างกายที่สูงกว่า ร่างกายของนายนอกเสียจากจะแข็งแรงกว่านี้สักสองเท่า ไม่อย่างนั้นก็คงผ่านไม่ได้เด็ดขาด"
เจเรแสดงท่าทีว่าไม่ค่อยเข้าใจแต่ก็ตกใจมาก
หลังจากเห็นสีหน้าของเจเร ช่างเทคนิคก็อดถอนหายใจไม่ได้: "ดูเหมือนว่านายจะเป็นพวกนิยมเพศแต่กำเนิดที่หาได้ยากนะ เพศก็เป็นแค่รูปแบบการแสดงออกและคำเรียกที่เป็นกลางเพื่ออธิบายข้อมูลเฉพาะเท่านั้น จำเป็นต้องใส่ใจขนาดนั้นเลยเหรอ"
เจเรกระแอมแก้เขินสองสามครั้งแล้วพูดว่า "แต่ผมจำได้ว่า ของความโกลาหลนั่น เอ่อ นั่นน่ะ"
ช่างเทคนิคก็ถึงบางอ้อทันที: "อย่างนี้นี่เอง แต่สาเหตุที่การเปลี่ยนเพศต้องรอให้โตเป็นผู้ใหญ่ และต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบที่ยาวนาน รวมถึงกระบวนการทดสอบภาคปฏิบัติ 5 ปี ก็เพื่อป้องกันเรื่องแบบนั้นแหละ"
"เพราะคนส่วนใหญ่แค่คิด ก็เข้าใจผิดไปว่าการเปลี่ยนเพศหรือแม้กระทั่งเปลี่ยนเผ่าพันธุ์ จะสามารถเปลี่ยนชีวิตตัวเองได้ในทันที แต่กระบวนการทั้งหมดที่กล่าวมาก็เพียงพอที่จะคัดกรองคนที่อยากเปลี่ยนเพศออกไปได้ถึง 94% แล้ว"
"นอกจากคนที่มีปัญหาแต่กำเนิดจนต้องเปลี่ยนเพศ และคนที่มีความตั้งใจแน่วแน่จริงๆ คนอื่นๆ หากไม่มีแม้แต่ความเข้าใจขั้นพื้นฐาน การเตรียมใจ และประสบการณ์จากการทดสอบภาคปฏิบัติอย่างน้อย 5 ปี สถานการณ์แบบนั้นก็มักจะเกิดขึ้นได้ง่าย...ถ้านายว่างๆ ก็ลองไปหาคลีฟัสให้เขาเล่าความรู้รอบตัวทางสังคมที่ไม่ค่อยสำคัญให้ฟังเยอะๆ หรือจะเอาของมาแลกกับฉันก็ได้นะ"