เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 - แหวนวิเศษ

บทที่ 2 - แหวนวิเศษ

บทที่ 2 - แหวนวิเศษ


บทที่ 2 - แหวนวิเศษ

ลู่ผิงอันถูกส่งตัวไปรับการรักษาเบื้องต้นที่สถานีอนามัยอย่างลวกๆ แล้วก็ถูกขังไว้ เนื่องจากระบุตัวตนไม่ได้ บวกกับลู่ผิงอันถูกพบตัวในอารามเต๋า ปัญหาของเขาจึงใหญ่หลวงนัก ทำได้เพียงแกล้งโง่ แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว เพื่อหวังจะรอดตัวไปให้ได้

อย่ามาพูดเลยว่าเดิมทีบนตัวมีบาดแผล หรือจะอ้างว่าจำอะไรไม่ได้เลย มันจะรอดตัวไปได้ง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ? รู้จักเวทมนตร์ฟื้นความจำชุดใหญ่ไหมล่ะ?

โชคดีที่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตอนข้ามมิติมา ร่างกายของลู่ผิงอันได้รับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งมาด้วยหรือเปล่า เขาถึงได้ทนทายาดนัก

พวกปลอกแขนแดงหลายคนสลับสับเปลี่ยนกันเข้ามาสอบสวน แต่จนแล้วจนรอดก็เค้นเอาข้อมูลที่น่าสนใจออกมาไม่ได้เลย ท้ายที่สุดจึงทำได้เพียงพิจารณาจากสถานการณ์ตอนที่พบตัวเขา แล้วฟันธงว่าเขาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับไอ้แก่นักพรตจมูกวัวนั่น ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มคนที่ต้องได้รับการใช้แรงงานดัดสันดานเช่นเดียวกัน

ในใจลู่ผิงอันไม่พอใจอย่างมาก แต่ทว่ากระแสสังคมมันเป็นแบบนี้ พลังของคนตัวเล็กๆ มันช่างไร้ค่านัก เมื่อมองดูพวกปลอกแขนแดงที่ลงไม้ลงมือแบบไม่ยั้งมือ เขาก็ทำได้เพียงหดหัวยอมรับสภาพไป

เช้าตรู่วันนี้ ท้องฟ้ายังไม่ทันสาง ลู่ผิงอันกับกลุ่มคนที่ถูกตรวจสอบเช่นเดียวกันก็ได้รับแจกจดหมายแนะนำตัวและเอกสารยืนยันตัวตนเรียงตามลำดับ

พวกปลอกแขนแดงที่จิตใจยังไม่ถึงกับเลวร้ายจนเกินไปคนหนึ่ง ไปหาเสื้อหนาวเก่าๆ มาให้ลู่ผิงอันชุดหนึ่ง ไม่รู้ว่าไปลอกมาจากไหน แม้เสื้อหนาวตัวนี้จะทั้งสกปรกและขาดวิ่น แต่มันก็หนาดี ดีกว่าเสื้อหนาวที่ถูกเฆี่ยนจนขาดวิ่นของลู่ผิงอันตั้งเยอะ ลู่ผิงอันไม่ได้เล่นตัว รับเสื้อมาก็เปลี่ยนใส่ทันที

จากนั้นพวกเขาก็ถูกสั่งให้ขึ้นรถบรรทุกคันหนึ่ง นั่งรถมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟเมืองหลวง

รถวิ่งกระแทกกระทั้น ลมหนาวพัดกรรโชก พระอาทิตย์ยามเช้าที่ปลายฟ้ายังไม่ทันโผล่พ้นขอบฟ้า แต่แสงเงินแสงทองก็สาดส่องเป็นสีแดงฉานแล้ว

โบราณว่าไว้ เมฆแดงยามเย็นอย่าเพิ่งออกจากบ้าน เมฆแดงยามเช้าเดินทางไกลเป็นพันลี้ ดูท่าแล้วการเดินทางของพวกเขาในครั้งนี้คงจะไม่ใกล้เสียแล้ว

ตลอดทาง คนบนรถต่างพากันร้องห่มร้องไห้ แต่ลู่ผิงอันไม่ได้ร้อง เขากลับรู้สึกสนใจเมืองหลวงในยุคสมัยนี้มากกว่า

ในเวลานี้ สถาปัตยกรรมโบราณมากมายในเมืองหลวงยังไม่ถูกรื้อถอนจนหมดสิ้น แม้แต่ซุ้มประตูเมือง ซุ้มประตูที่ระลึก หอระฆังและหอกลอง ตลอดจนลานบ้านเก่าแก่ขนาดใหญ่ก็ยังมีให้เห็นอยู่ทั่วไป

ผู้คนที่ตื่นเช้าไปทำงานปั่นจักรยานกันราวกับกองทัพทหาร ยิ่งใหญ่ตระการตา รถรางไฟฟ้าไร้ร่องลากสายไฟสองเส้นอยู่ด้านบน ภายในรถอัดแน่นไปด้วยผู้โดยสาร พนักงานเก็บตั๋วถือธงแดงเล็กๆ ในมือ เคาะเสียงดังป๊อกๆๆ พร้อมกับตะโกนร้องบอก

"คนที่เพิ่งขึ้นมาใหม่จ่ายค่าตั๋วด้วยนะ ใครมีตั๋วเดือนก็แสดงตั๋วเดือนด้วย ขอทางหน่อย ไม่เห็นหรือไงว่าคุณป้าข้างๆ อุ้มเด็กอยู่? ลุกให้นั่งหน่อยสิ!"

ลู่ผิงอันถึงขนาดเห็นรถลากด้วยลาและรถม้าบนถนนสายใหญ่ บรรทุกงานฝีมือหรือพืชผัก ไม่รู้ว่าจะเอาไปส่งที่ไหน รถม้าลากไม่ทำตามกฎจราจร ขวางทางรถรางโดยสาร รถบรรทุกที่พวกลู่ผิงอันนั่งมาก็โดนขวางไปด้วย

พนักงานเก็บตั๋วชะโงกครึ่งตัวออกมาจากหน้าต่างรถ ตะโกนเสียงดังบอกให้ชาวนาแก่ๆ ที่กำลังบังคับรถม้าพาสัตว์หลบไปข้างๆ หน่อย

"ลุง ขวางทางแล้วนะ เอาเกวียนของลุงหลบไปข้างๆ หน่อยสิ"

"ถนนตั้งกว้าง เอ็งก็เดินส่วนของเอ็ง ข้าก็เดินส่วนของข้า ทำไมข้าต้องหลบให้เอ็งด้วย?"

"ลุง ตอนนี้ในเมืองเขาไม่อนุญาตให้รถม้าลากเข้ามาแล้วนะ ลุงทำผิดแล้วยังจะมากำแหงอีกหรือ?"

"นี่ข้าเอาผักมาส่งให้พวกเอ็งนะเว้ย ผิดก็เพราะพวกเอ็งนั่นแหละ ถ้าไม่มีพวกชาวบ้านนอกอย่างข้าเอาผักมาส่ง ดูซิว่าพวกเอ็งจะมีอะไรกิน!"

พนักงานเก็บตั๋วกับชาวนาแก่ต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลของตัวเอง ไม่มีใครยอมใคร คนอื่นอาจจะยอมหลบให้พนักงานเก็บตั๋วซึ่งเป็นหนึ่งในแปดอาชีพหลัก แต่ลุงแกไม่ยอมหรอก สุดท้ายรถม้าก็ต้องเลี้ยวไปทางอื่นตรงทางแยก เรื่องวุ่นวายนี้จึงจบลง

ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ล้วนเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับลู่ผิงอัน เพียงแต่มันถูกกำหนดไว้แล้วว่าไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับลู่ผิงอัน เขาเป็นเพียงแค่ผู้สัญจรผ่านทางเท่านั้น

ไม่นานนัก รถบรรทุกก็พาผู้คนมาถึงสถานีรถไฟ คนบนรถลงมาตั้งแถว ไม่ต้องซื้อตั๋ว มีปลอกแขนแดงสองคนพาพวกเขาไปต่อแถวขึ้นรถไฟขบวนหนึ่ง

บนรถไฟ ผู้โดยสารทุกคนต่างพากันหลีกหนีพวกลู่ผิงอัน ราวกับว่าพวกเขาเป็นโรคติดต่อร้ายแรงอะไรสักอย่าง

ตอนที่ลู่ผิงอันกำลังสำรวจตู้โดยสารที่เป็นม้านั่งไม้ระแนง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของยุคนี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เสียงกระซิบกระซาบก็ดังเข้าหูเขาไม่หยุด

"ซวยชะมัด ทำไมถึงต้องมานั่งตู้เดียวกับพวกนี้ด้วยเนี่ย? ฉันรู้สึกเหมือนจะติดเชื้อเหม็นๆ ไปด้วยเลย ถุย... น่าขยะแขยง"

"โอ๊ย แกก็พูดให้น้อยๆ ลงหน่อยเถอะ ฉันก็รำคาญเหมือนกันแหละ ใครใช้ให้ตอนซื้อตั๋วโดนจัดมาตู้รี้ล่ะ?"

"แหวะ... ถุย!"

ลู่ผิงอันไม่ได้สนใจคนพวกนั้น เขาพิงหน้าต่างรถไฟ หลับตาแสร้งทำเป็นหลับ แล้วเริ่มศึกษาของเล่นชิ้นใหม่ที่เพิ่งค้นพบ

ตอนที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเมื่อเช้า เขาพบว่าของล้ำค่าประจำตำแหน่งเจ้าสำนักที่เสินซวีจื่อมอบให้ แหวนสีดำทะมึนวงนั้นหายไปแล้ว เหลือเพียงเชือกเปล่าๆ คล้องอยู่ที่คอ

ตอนนั้นเขาทำเอาร้อนรนจนกระทืบเท้า นึกว่าเชือกขาดตอนโดนซ้อม แล้วเผลอทำตกไปเสียอีก ที่ไหนได้ พออาศัยแสงไฟสลัวๆ จากตะเกียงน้ำมัน ถึงได้พบว่าแหวนวงนั้นกลายเป็นสิ่งที่คล้ายกับรอยสัก หลอมรวมเข้ากับหน้าอกของเขาไปแล้ว

ในฐานะโอตาคุคนหนึ่ง ลู่ผิงอันเคยอ่านนิยายมาไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นทะลุมิติ เกิดใหม่ มิติวิเศษ หรือวิชาบำเพ็ญเพียร วิญญาณยุทธ์ คุณปู่ในแหวน อะไรพวกนี้เขาก็เคยผ่านตามาบ้าง

แม้ว่าเขาจะยังศึกษาไม่เข้าใจว่าแหวนของเขามีความมหัศจรรย์อย่างไร แต่จากร่องรอยหลายๆ อย่าง บ่งบอกชัดเจนว่ามันไม่ใช่แค่แหวนธรรมดาๆ แน่นอน

แหวนบ้านไหนมันหลอมรวมเข้ากับผิวหนังได้บ้างล่ะ?

ลู่ผิงอันลองหยั่งเชิงเรียกนิ้วทองคำของตัวเอง "นี่ คุณปู่ในแหวน? อยู่ไหม? อยู่หรือเปล่า ฮัลโหล? ส่งเสียงหน่อยสิ?"

คนที่นั่งอยู่ข้างๆ ลู่ผิงอันเป็นผู้ชายร่างใหญ่ที่มาจากครอบครัวเจ้าที่ดิน เจ้านี่ไม่รู้ว่าโดนซ้อมจนโง่ไปแล้วหรือเปล่า ถึงได้มองอะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมด

"แกมัวแต่พึมพำบ่นหาพระแสงอะไรวะ? น่ารำคาญชิบเป๋ง! ถ้ากล้ามากวนฉันอีก เชื่อไหมว่าพอถึงที่หมาย ฉันจะอัดแกให้ฉี่ราดกางเกงเลย?"

ลู่ผิงอันลืมตาขึ้นโพลง สายตาเย็นเยียบ เขาแสยะยิ้มเย้ยหยันให้อีกฝ่าย

"เหอะๆ ก็คนหัวอกเดียวกันทั้งนั้น แกจะมาทำกร่างหาพ่อแกหรือไง? ลูกผู้ชายอย่างข้าไม่เคยกลัวโดนซ้อมหรอกเว้ย ถ้าถึงตอนแบ่งกลุ่มแล้วเราได้อยู่ด้วยกัน ถ้าแกมีชีวิตรอดเกินสามวัน ต่อไปข้าจะเรียกแกเป็นบรรพบุรุษเลยเอ้า"

ชายร่างใหญ่ถูกสายตาเย็นชาของลู่ผิงอันทำให้ตกใจกลัว เมื่อก่อนเจ้านี่ก็ไม่ใช่นักเรียนหัวดีอะไร เป็นแค่พวกอันธพาลข้างถนน ตีรันฟันแทงเป็นเรื่องปกติ ด้วยเหตุนี้แหละ เขาถึงได้รู้ว่าคนแบบไหนแตะต้องได้ คนแบบไหนเป็นพวกโหดเหี้ยมที่เขาไม่ควรไปแหยม

อย่างเช่นลู่ผิงอันที่อยู่ตรงหน้านี้ ภายใต้แววตาเย็นชานั่นเต็มไปด้วยความโกรธที่ถูกกดทับเอาไว้อย่างรุนแรง ราวกับภูเขาไฟที่รอวันปะทุ หากได้ระเบิดออกมาเมื่อไหร่ ก็พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งทุกอย่างให้มอดไหม้จนกว่าจะพอใจ

ชายร่างใหญ่ตกใจจนรีบหันหน้าหนี ไม่กล้าสบตากับลู่ผิงอันอีก เขาคิดว่าลู่ผิงอันก็คือคนบ้า คนบ้าที่ไม่เห็นชีวิตคนเป็นเรื่องสำคัญ น่ากลัวกว่าพวกปลอกแขนแดงเสียอีก

เขายังอยากจะมีชีวิตรอดกลับเมืองหลวงไปหาพ่อแม่สักวันนะ เกิดวันดีคืนดีไอ้หมอนี่มันบ้าคลั่ง ลอบทำร้ายเขาขึ้นมาจะทำยังไง?

ลู่ผิงอันหลับตาลงอีกครั้ง รวบรวมสมาธิไปที่หน้าอก...

ในจิตสำนึก ลู่ผิงอันสัมผัสได้ถึงพื้นที่แห่งความโกลาหล ความรู้สึกนั้น ราวกับเอกภพยังไม่เปิดออก ฟ้าดินยังรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ในพื้นที่แห่งความโกลาหลนั้น มีคัมภีร์โบราณสีทองอร่ามลอยอยู่ตรงกลาง ลู่ผิงอันอยากจะมองให้ชัดว่ามันคืออะไร แต่พอจิตสำนึกไปสัมผัสโดน กลับเหมือนชนเข้ากับสปริง ถูกเด้งกระเด็นออกมาฟิ้วเลย

ลู่ผิงอันที่พิงหัวกับหน้าต่างรถไฟแสร้งทำเป็นหลับสะดุ้งเฮือก หัวกระแทกหน้าต่างรถไฟดังปัง

พวกปลอกแขนแดงรู้สึกไม่พอใจกับการกระทำของลู่ผิงอันมาก จึงเดินมาที่แถวที่นั่งของลู่ผิงอัน แล้วเริ่มอบรมลู่ผิงอันทันที

"หยุดนะ เจ้านี่มันน่ารังเกียจจริงๆ! อยู่ดีๆ ไปกระแทกหน้าต่างทำไม? แกคิดจะทำอะไร? ไม่ว่าจะเป็นนอตเกลียวสักตัว หรือล้อรถไฟสักล้อ หรือหน้าต่างสักบาน ล้วนเป็นสิ่งที่ชนชั้นกรรมาชีพดิ้นรนต่อสู้ผลิตขึ้นมา เป็นทรัพย์สินของรัฐทั้งนั้น ทำไมแกถึงไม่รู้จักทะนุถนอมเอาซะเลย? จิตสำนึกทำไมมันถึงได้ต่ำต้อยขนาดนี้!?"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 2 - แหวนวิเศษ

คัดลอกลิงก์แล้ว