เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 436 - สิ้นสุด

บทที่ 436 - สิ้นสุด

บทที่ 436 - สิ้นสุด


บทที่ 436 - สิ้นสุด

ด้านนอกอาคารหนานโจว

นักพรตอวี้หลงขมวดคิ้วแน่น "หม่าอ้ายกั๋วตายแล้ว"

สิ้นคำพูดนี้ ผู้คนนับร้อยที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันแตกตื่น

แต่พวกเขาก็ไม่กล้าส่งเสียงดังเอะอะโวยวาย

เพราะเกรงว่าเสียงจะเล็ดลอดเข้าไปข้างใน

"นี่มันไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนรู้อยู่แก่ใจกันตั้งแต่แรก... อืม? อยู่แล้วหรอกเหรอ?"

"ฉันใช้คำถูกไหม พี่อวี้หลง?"

ในบรรดาคนทั้งหมด มีเพียงหม่าเต๋อคนเดียวที่ไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้

ภายในอาคาร

เด็กชายคุกเข่าดัง "ตุ้บ" ลงข้างกายพ่อแม่

เขาอยากจะร้องไห้ แต่กลับร้องไม่ออก

ต่างจากท่าทีเข้มแข็งที่แสดงออกมาก่อนหน้านี้ลิบลับ

ก่อนหน้านี้เขายังตะโกนปาวๆ ว่าจะใช้ปืนยิงซูอิงฮุย แต่ทว่าในเวลานี้ปืนพกกระบอกนั้นก็วางอยู่ข้างกายเขา

เขากลับไม่มีความกล้าอีกต่อไป

ความตายของพ่อแม่ได้ทำลายเปลือกนอกที่ดูเหมือนจะแข็งแกร่งของเขาจนแหลกละเอียด

และสิ่งที่อยู่ภายใต้เปลือกอันแข็งแกร่งนั้น ก็คือเนื้อผลไม้อันอ่อนนุ่ม

เด็กหญิงหยุดร้องไห้แล้ว แววตาของเธอแฝงไปด้วยความรู้สึกชาชิน

แววตาแบบนี้ ไม่สมควรปรากฏขึ้นบนตัวเด็กผู้หญิงที่อายุยังน้อยอย่างเธอเลย

เธอเดินเข้าไปหาผู้เป็นน้องชายอย่างระมัดระวัง แล้วจับมือเล็กๆ ของเขาเอาไว้

เมื่อมองดูท่าทีร้องไห้ของน้องชาย เด็กหญิงก็อยากจะร้องไห้ตาม

แต่ในเวลานี้เธอคือพี่สาว

เธอจะร้องไห้ออกมาไม่ได้

ซูอิงฮุยและวั่งไฉเฝ้ามองดูทุกอย่างอย่างเย็นชามาโดยตลอด

จากนั้น ซูอิงฮุยก็เอ่ยถามขึ้น "พวกเธอสองคน ใครจะอยู่ ใครจะตาย เลือกเอาเอง"

เด็กน้อยทั้งสองชะงักไปพร้อมกัน พวกเขาเงยหน้าขึ้นมองซูอิงฮุยโดยไม่ได้นัดหมาย

การออกเสียงของซูอิงฮุยชัดเจนมาก อีกทั้งน้ำเสียงยังทรงพลังทะลุทะลวง

เขามั่นใจเต็มร้อยว่าพวกเด็กๆ ได้ยิน

และเข้าใจความหมายของเขาด้วย

เด็กน้อยทั้งสองไม่ได้พูดอะไร พวกเขาไม่มีใครกล้าเอ่ยปาก

"นี่เป็นโอกาสรอดชีวิตเพียงโอกาสเดียวของพวกเธอ แต่จะรอดได้แค่คนเดียวเท่านั้น"

"แกล้งทำเป็นหูหนวกเป็นใบ้ไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกนะ"

"ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทน รีบให้คำตอบมาซะ พวกเธอมีโอกาสพูดได้แค่ประโยคเดียวเท่านั้น"

เวลาผ่านไปทีละนาที ทีละวินาที

สิ่งที่เกินความคาดหมายของซูอิงฮุยก็คือ คนที่เอ่ยปากพูดเป็นคนแรกกลับเป็นเด็กชายที่ถูกขวัญหนีดีฝ่อไปแล้วคนนั้น

"ให้... ให้พี่สาวรอดเถอะ ผมอยากไปอยู่เป็นเพื่อนพ่อกับแม่..." ตอนนี้เด็กชายราวกับคนวิญญาณหลุดออกจากร่าง น้ำเสียงของเขาเบาหวิวแทบจะไม่ได้ยิน

มุมปากของซูอิงฮุยปรากฏรอยยิ้มบางๆ จากนั้นเขาก็หันไปมองเด็กหญิง "เธอเองก็มีโอกาสพูดได้แค่ประโยคเดียวเหมือนกัน"

เด็กหญิงเอ่ยปากพูดเช่นกัน แต่เธอกลับไม่ได้ทำแบบทดสอบแบบปรนัยนั้น เธอเพียงแค่ถามกลับไปด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ "พ่อกับแม่ตายไปแล้ว ทุกอย่างมันก็น่าจะจบลงตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอคะ?"

ในวินาทีนี้ ภายในใจของหนึ่งคนหนึ่งสุนัขต่างก็มีคำตอบแล้ว

คำตอบที่ว่าใครจะไปใครจะอยู่

……

เมื่อตอนที่ซูอิงฮุยและวั่งไฉเดินออกจากอาคารหนานโจว

สายตาของทุกคนต่างก็จับจ้องไปที่พวกเขา

แต่ทว่ากลับไม่มีใครกล้าสบตากับพวกเขาเลยสักคน

แม้แต่นักพรตอวี้หลงก็ยังไม่กล้า

คนตาดีต่างก็ดูออกว่าตอนนี้อารมณ์ของทั้งสองคนกำลังย่ำแย่สุดๆ

เวลานี้ในมือของซูอิงฮุยยังคงหิ้วร่างของเด็กคนหนึ่งเอาไว้ ซึ่งเด็กคนนี้ได้สลบไสลไปแล้ว

เด็กคนนั้นก็คือเด็กชายนั่นเอง

ซูอิงฮุยโยนเด็กชายเข้าไปในฝูงชน ชายชราผู้โชคร้ายคนหนึ่งเอื้อมมือไปรับร่างนั้นเอาไว้ตามสัญชาตญาณ

"เป็นแกก็แล้วกัน ต่อไปเด็กคนนี้ฝากแกเลี้ยงดูด้วย ให้เขากลายเป็นคนธรรมดาสามัญ ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขก็พอ"

"จะเลี้ยงแบบอดๆ อยากๆ หรือเลี้ยงแบบคุณหนู ก็สุดแล้วแต่แกจะจัดการ"

"ห้ามให้เข้ารับราชการ ห้ามสอนเขาฝึกตน หากฝ่าฝืนกฎข้อใดข้อหนึ่ง รับผิดชอบผลที่ตามมาเอาเอง"

เมื่อได้ยินดังนั้น ชายชราที่รับเด็กเอาไว้ก็รู้สึกว่าความดันเลือดพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที อาการหน้ามืดตาลายจู่โจมเข้าใส่อย่างกะทันหัน

ชายชรารีบพูดขึ้น "ผู้อาวุโสซู แบบนี้คงไม่เหมาะมั้งครับ ชายชราตัวคนเดียวอย่างผม จะไปเลี้ยงเด็กเป็นได้ยังไงล่ะครับ!"

ทว่าซูอิงฮุยกลับแค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา "ถ้าไม่อยากเลี้ยง ก็หาที่ฝังมันไปซะสิ ข้าไม่ได้บังคับแกสักหน่อย!"

ชายชราทำหน้าเหมือนเพิ่งกินขี้เข้าไป

ไม่ได้บังคับงั้นเหรอ?

ถ้าแบบนี้แม่งยังไม่เรียกว่าบังคับ แล้วอะไรถึงจะเรียกว่าบังคับฟะ?!

"ซู..."

"หืม?!"

ซูอิงฮุยจงใจเน้นเสียงหนัก ทำเอาชายชราตกใจจนต้องรีบหุบปาก

ผู้คนรอบข้างมองชายชราด้วยสายตาเห็นใจ

แต่จากนั้น พวกเขาก็มองไปที่เด็กชายในอ้อมกอดของชายชราด้วยสายตาที่เห็นใจมากยิ่งกว่า

เรื่องที่เกิดขึ้นข้างใน ทุกคนต่างก็รู้อยู่แก่ใจดี

ผู้บัญชาการใหญ่แห่งหนานโจวผู้สง่างาม จู่ๆ จะตายก็ตายไปเสียอย่างนั้น

แถมยังไม่มีใครกล้าเสนอหน้าออกมาพูดอะไรสักคำ

แม้แต่คนระดับสูงกว่า ก็ยังไม่มีใครออกมาตอบโต้การกระทำของซูอิงฮุยเลย ทำให้หลายคนเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี

คนบางส่วนในฝูงชน ถึงกับวางแผนเตรียมตัวจะถอนตัวออกจากยุทธภพในอีกไม่ช้า

ขืนยังอยู่ที่หนานโจวต่อไป ก็ไม่รู้ว่าหายนะจะตกลงมาใส่หัวพวกเขาวันไหน

สำหรับความคิดของคนพวกนี้ แน่นอนว่าซูอิงฮุยไม่มีทางล่วงรู้

ต่อให้รู้ เขาก็ไม่ใส่ใจหรอก

และเขาก็ยิ่งไม่สนด้วยซ้ำ มันกงการอะไรของเขาล่ะ!

"หม่าเต๋อ!" ซูอิงฮุยร้องเรียก

"นายท่าน ผมอยู่นี่ครับ!" หม่าเต๋อวิ่งเหยาะๆ เข้ามาจากด้านข้าง

"นายจะกลับไปกับฉัน หรือว่าจะรั้งอยู่ที่นี่ต่อล่ะ?" ซูอิงฮุยเอ่ยถาม

สำหรับคนอย่างหม่าเต๋อ เขายังถือว่าค่อนข้างถูกใจอยู่บ้าง

ทำงานเก่ง มีหัวคิด และรู้จักแยกแยะหนักเบา

หม่าเต๋อหัวเราะร่วนทันที "นายท่าน ผมขอรั้งอยู่ที่นี่ก่อนดีกว่าครับ ผมกับพี่อวี้หลงนี่เรียกว่าคุยกันถูกคอ รู้สึกเสียดายที่ได้รู้จักกันช้าไปเลยล่ะครับ!"

เมื่อซูอิงฮุยได้ยินดังนั้นก็พยักหน้ารับ คาดว่าหม่าเต๋อคงจะคิดคำตอบสำหรับคำถามนี้เอาไว้ตั้งนานแล้ว

แต่พอลองคิดดูมันก็จริง

ตอนนี้หนานโจวขาดผู้นำ หากไม่มีอะไรผิดพลาด นักพรตอวี้หลงก็คงต้องขึ้นมารับตำแหน่งแทน

การที่หม่าเต๋อรั้งอยู่ที่นี่ ในยามจำเป็น เขาก็สามารถช่วยซูอิงฮุยจัดการกับปัญหาบางอย่างได้

ถ้าไม่มีหม่าเต๋อ คาดว่าซูอิงฮุยก็คงไม่มีทางรู้เรื่อง 《แผนการกำจัดมาร》 เลยด้วยซ้ำ

ใช้ก้นคิดก็ยังรู้เลยว่า ตาเฒ่าอวี้หลงนี่ ไม่มีทางปริปากบอกเขาเด็ดขาด

ตาเฒ่าคนนี้ก็เหมือนกับหลี่ชิงอวี้นั่นแหละ เป็นพวกชอบประนีประนอมยอมความ

พูดอีกอย่างก็คือ ผลประโยชน์ของชาติต้องมาเป็นอันดับหนึ่งในใจของพวกเขาเสมอ

เพราะฉะนั้น ตั้งแต่ต้นจนจบ นักพรตอวี้หลงจึงไม่ยอมก้าวเท้าเข้าไปในอาคารเลย

แต่เลือกที่จะยืนดูอยู่ห่างๆ จากด้านนอก

"แบบนั้นก็ดี งั้นนายก็อยู่ที่นี่ต่อไปเถอะ" ซูอิงฮุยบอกกับหม่าเต๋อ

ซูอิงฮุยปรายตามองนักพรตอวี้หลงด้วยสายตาที่มีความหมายแอบแฝง ก่อนจะหันไปพูดกับวั่งไฉ "ไปกันเถอะ วั่งไฉ"

จากนั้นซูอิงฮุยก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ร่างของเขาหายวับไปในหมู่เมฆอย่างรวดเร็ว

วั่งไฉแสยะยิ้มกว้างให้นักพรตอวี้หลง "ตาเฒ่า ว่างๆ ก็แวะไปหาพวกเราบ้างนะ"

จากนั้นมันก็ทะยานร่างขึ้นสู่ท้องฟ้า ทะยานตามทิศทางที่ซูอิงฮุยจากไป

หลังจากร่างของหนึ่งคนหนึ่งสุนัขหายลับไปแล้ว

นักพรตอวี้หลงก็หันหลังเดินกลับเข้าไปในอาคารหนานโจวอย่างเงียบๆ

เมื่อเดินเข้าไปในอาคาร

เขาก็จ้องมองดูครอบครัวสามคนที่นอนเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ

นักพรตอวี้หลงทอดถอนใจยาว

หม่าอ้ายกั๋วอยู่ฝั่งซ้าย ภรรยาหลินฟางอยู่ฝั่งขวา

ส่วนเด็กผู้หญิงที่ชื่อผิงผิงคนนั้น

กลับนอนอยู่ตรงกลางระหว่างพวกเขาทั้งสองคน...

……

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 436 - สิ้นสุด

คัดลอกลิงก์แล้ว