- หน้าแรก
- ตื่นมาอีกทีก็กลายเป็นวายร้ายในเกม
- บทที่ 20: สัมภาษณ์ [II]
บทที่ 20: สัมภาษณ์ [II]
บทที่ 20: สัมภาษณ์ [II]
บทที่ 20: สัมภาษณ์ [II]
มวลอากาศภายในโถงไต่ถามนั้นหนักอึ้งเสียจนแทบจะหายใจไม่ออก
จากนั้น เสียงสตรีอันเคร่งขรึมเสียงหนึ่งก็กรีดแทงผ่านความเงียบสงัดขึ้นมาราวกับคมมีด
“ก่อนอื่นใด จงพึงสังวรเอาไว้ว่าในตอนนี้ พวกเจ้ากำลังยืนอยู่ต่อหน้าเจ็ดผู้ทรงเกียรติ เราจะทำการตั้งคำถามแก่เจ้าเป็นจำนวนหนึ่งร้อยเอ็ดข้อ และเจ้าจะต้องตอบกลับให้รวดเร็วและชัดเจนที่สุด”
ผมแทบไม่มีเวลาแม้แต่จะพยักหน้ารับ เสียงอีกเสียงหนึ่งก็ดังตามมาติด ๆ
เสียงในคราวนี้แหบพร่าและแห้งกรอบราวกับใบไม้แห้งในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง
“เจ้าจะต้องเรียกขานพวกเราว่า ‘ท่านผู้ทรงเกียรติ’ ห้ามเรียกใช้งานการ์ดใด ๆ ออกมาเป็นอันขาด เว้นเสียแต่ว่าจะได้รับคำสั่งอนุญาต ห้ามเอื้อนเอ่ยสิ่งใดจนกว่าจะถูกตั้งคำถาม หากมีความจำเป็นต้องถามสิ่งใด เจ้าจะต้องเอ่ยปากขออนุญาตก่อนเสนอเสมอ และประการสุดท้าย เจ้าห้ามนำเอาคำถามใด ๆ ก็ตามที่พวกเราตั้งถามในห้องนี้ไปเปิดเผยแพร่งพรายแก่ผู้คนภายนอกโดยเด็ดขาด จงเชื่อข้าเถอะ เด็กน้อย พวกเราจะรู้ได้ทันที และเมื่อนั้น เจ้าจะถูกโยนตะเพิดออกไปจากแอสเซนต์”
จากนั้น น้ำเสียงที่ฟังดูอ่อนโยนกว่าและอบอุ่นกว่า ของผู้หญิงอีกคนก็ดังแทรกขึ้นมา
น้ำเสียงนั้นสดใสราวกับแสงอาทิตย์ยามเช้าในฤดูหนาว ให้ความรู้สึกขัดแย้งเหมือนกับว่าเสียงนี้ไม่สมควรที่จะมาอยู่ในสถานที่อันมืดมนแห่งนี้เลย
“เมื่อพูดถึงเรื่องนั้นแล้ว เด็กสาวที่ยืนอยู่เคียงข้างเจ้านั่น เธอคือใครกัน?”
ผมก้มศีรษะลงเล็กน้อย คุมน้ำเสียงให้ดูสงบและระมัดระวังถ้อยคำ
“เธอคือเงาผู้ติดตามของผมครับ ท่านผู้ทรงเกียรติ”
คำถามข้อนี้เป็นเพียงแค่พิธีการเท่านั้น
พวกเขารู้อยู่แก่ใจอยู่แล้ว
รู้มาตั้งแต่ก่อนที่ผมจะก้าวเท้าก้าวแรกเข้ามาในห้องนี้ด้วยซ้ำไป
ข้อมูลทุกอย่างมันถูกระบุเขียนเอาไว้ในใบสมัครของผมเรียบร้อยแล้ว
ทุกอย่างถูกจัดแจงเป็นระเบียบเรียบร้อย
ทุกอย่างถูกจัดวางอยู่ในที่ทางของมัน
“เช่นนั้นหรือ”
เสียงอันอบอุ่นพึมพำตอบเบา ๆ
แล้วจากนั้น น้ำหนักของสายตาทุกคู่ก็เคลื่อนย้ายจากผม ไปกดทับลงบนพื้นที่บริเวณที่จูเลียนายืนอยู่
“จงแสดงตราสัญลักษณ์ให้พวกเราดูสิ”
คำสั่งนั้นดังมาจากเสียงที่ดังก้องกังวานและทรงอำนาจเสียงเดิม
จูเลียนามีท่าทีขยับเท้าขยุกขยิกอย่างไม่ค่อยสบายใจเล็กน้อย
จากนั้น เธอก็ก้าวเท้าเดินขึ้นมาข้างหน้า
ปลายนิ้วของเธอเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า ดึงรั้งคอเสื้อซีทรูลงมาเล็กน้อย แล้วปลดกระดุมส่วนบนของเสื้อเบลาส์ออก เผยให้เห็นรอยตราที่ถูกสลักฝังลึกอยู่บนผิวหนัง
มันเป็นสัญลักษณ์ลวดลายสลับซับซ้อน ที่ถูกวาดสลักเอาไว้ด้วยน้ำหมึกสีแดงเข้ม บริเวณด้านขวาของกระดูกไหปลาร้าของเธอ
รูปร่างของมันมีลักษณะคล้ายคลึงกับตัวอักษรวาย (y) แบบกลับหัว โดยมีตัวอักษรเอส (s) พันเกี่ยวซ้อนทับอยู่ตรงกลาง
มันคือตราโลหิต
ตราโลหิตของผม
ที่ถูกวาดขึ้นมาจากเลือดของผม
มันคือสิ่งพันธนาการที่มอบอำนาจเด็ดขาดเหนือชีวิตของเธอให้กับผม
เพียงแค่อาศัยความคิดเพ่งจิตเพียงครั้งเดียว ผมก็สามารถกระตุ้นปลุกไอ้หนอนโลหิตที่หลับใหลจำศีลอยู่ในอกของเธอขึ้นมา และออกคำสั่งบังคับให้มันบีบรัดหัวใจของเธอให้แน่นขึ้นเหมือนกับคีมหนีบเหล็กกล้าได้ทันที
เจ็ดผู้ทรงเกียรติเบนสายตากลับมามองที่ผม
น้ำหนักของสายตานั้นกดทับลงมาบนตัวผมราวกับผ้าคลุมที่หนาหนัก
“เปิดใช้งานมันซะ”
หนึ่งในพวกเขากล่าวขึ้นมา
เสียงนั้นไม่ได้แก่ชรา ไม่ได้ดูหนุ่มแน่น ไม่ใช่เสียงของผู้ชาย และไม่ใช่เสียงของผู้หญิง
มันเป็นเพียงแค่น้ำเสียงเรียบเฉยธรรมดา ไร้ซึ่งเอกลักษณ์ใด ๆ ให้สามารถจดจำได้
ผมถอนหายใจออกมาเบา ๆ
ผมรู้ดีอยู่แล้วว่าเรื่องนี้มันหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผมไม่ได้อยากจะสร้างเหตุผลเพิ่มเติมให้จูเลียนาต้องมาเกลียดชังผมมากไปกว่านี้หรอกนะ
อย่างน้อยก็ไม่อยากให้มันมากไปกว่าที่เธอกำลังรู้สึกเกลียดผมอยู่ในตอนนี้
แต่มันก็ไม่มีทางเลือกให้หนีพ้น
ผมยกมือขึ้น รวบรวมสมาธิจดจ่อไปยังตราสัญลักษณ์นั้น
ผมสามารถสัมผัสรับรู้ได้ถึงสายใยความผูกพันแห่งสายเลือดระหว่างเรา ที่กำลังเต้นกระเพื่อมตื่นตัวขึ้นมา
มันเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายดายมาก
เหมือนกับการออกแรงเกร็งกล้ามเนื้อสักส่วน
เหมือนกับการสั่งให้มือขยับได้ดั่งใจนึกด้วยความคิด
ผลลัพธ์ปรากฏให้เห็นในทันที
จูเลียนามีอาการสะดุ้งตัวโยนเพียงเล็กน้อย
เธอพยายามฝืนยืนตัวตรงให้นิ่งที่สุด
พยายามรักษาสีหน้าให้ดูสงบเรียบเฉย
แต่ผมก็ยังมองเห็นว่ามือของเธอกำลังสั่นเทา
มองเห็นจังหวะการสูดลมหายใจที่สะดุดติดขัดขึ้นมาอย่างกะทันหัน
และในท้ายที่สุด แม้ว่าจะพยายามสะกดกลั้นเอาไว้อย่างเต็มที่แล้ว เสียงครางเจ็บปวดเล็ก ๆ ก็ยังหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากของเธออยู่ดี
มันเป็นเสียงร้องแผ่วเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน
แต่มันก็เต็มเปี่ยมไปด้วยร่องรอยของความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส
หนอนโลหิต แท้จริงแล้วมันคือสัตว์วิญญาณแรกเกิดชนิดหนึ่ง
มันเป็นตัวตนที่อ่อนแอเปราะบางที่สุดในบรรดาสายพันธุ์ของมัน อาศัยอยู่ต่ำเตี้ยที่สุดบนห่วงโซ่อาหาร
มันเป็นสิ่งมีชีวิตสีแดงที่มีความเปราะบาง รูปร่างของมันบางเฉียบและแบนเรียบ มีลักษณะคล้ายกับพยาธิตัวตืด
มันดำรงชีวิตอยู่ด้วยการดูดกินเลือดเป็นอาหารเหมือนปรสิตทั่วไป
แต่มันกลับเป็นปรสิตที่สร้างประโยชน์ให้ได้อย่างมหาศาล
เมื่อทำการทำให้มันตกอยู่ในสภาวะหลับใหลจำศีลลึกด้วยโอสถแปรธาตุบางชนิด มันจะสามารถถูกนำไปฝังเข้าไปในร่างกายของมนุษย์คนหนึ่งได้
มันจะเข้าไปขดตัวพันรอบหัวใจของเหยื่อ เอาไว้เหมือนกับเป็นบ่วงรัดคอ
จากนั้น เลือดของสายเลือดขุนนาง ในกรณีนี้ก็คือเลือดของผม จะถูกนำไปใช้เป็นหมึกจารึกรอยตราสัญลักษณ์ลงบนเนื้อหนังของบุคคลผู้นั้น
เป็นรอยตราสัญลักษณ์ที่สามารถใช้กระตุ้นปลุกวิญญาณที่กำลังหลับใหลให้ตื่นขึ้น และสามารถออกคำสั่งให้มันบีบรัดหัวใจของทาสรับใช้จนแหลกสลายคามือได้
รายละเอียดเบื้องลึกมันมีมากกว่านี้
แต่ผมก็ไม่เคยคิดจะใส่ใจศึกษามันให้ลึกซึ้งหรอก
เวทมนตร์วิชาอาคมที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกระบวนการนี้มันสลับซับซ้อนเกินไป
แต่ผลลัพธ์ที่ได้มันกลับเรียบง่ายจนน่าพอใจ
มันยอมเชื่อฟังคำสั่งของผม
นั่นคือข้อมูลทั้งหมดที่ผมจำเป็นต้องรู้
สันกรามของจูเลียนาขบเกร็งเข้าหากันแน่น ขณะที่เสียงร้องครวญครางกลั้นความเจ็บปวดหลุดลอดออกจากปาก
“อึก…!”
ใบหน้าที่ซีดเผือดอยู่แล้วของเธอบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดทรมาน
แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของผมไปได้มากที่สุด ก็คือดวงตาของเธอ
ภายใต้ความเจ็บปวดทรมานนั้น ผมมองเห็นมัน
ผมมองเห็น ‘ความหวาดกลัว’ ซ่อนอยู่ในดวงตาของเธอ
มันถูกเก็บซ่อนฝังเอาไว้ลึกสุดใจ เป็นเพียงประกายวูบไหวเล็ก ๆ ที่เธอพยายามจะปกปิดเอาไว้
แต่มันก็ยังอยู่ที่ตรงนั้น
เธอกำลังกลัว
และเธอก็มีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะต้องกลัวมัน
ความรู้สึกของการมีสิ่งแปลกปลอมบางอย่างกำลังบีบรัดหัวใจของตัวเองอยู่
บีบรัดแน่นขึ้น
เริ่มจากบีบเบา ๆ อย่างช้า ๆ
แล้วค่อย ๆ บีบให้แน่นขึ้นจนเจ็บจุก จนให้ความรู้สึกเหมือนหัวใจกำลังจะระเบิดทะลุออกมา
ความรู้สึกแค่นั้น มันก็เพียงพอที่จะทำให้ใครก็ตามต้องรู้สึกหวาดกลัวจนสติหลุดได้แล้ว
และเมื่อต้องมาตระหนักรู้ว่า ไม่สามารถทำอะไรขัดขืนเพื่อช่วยเหลือตัวเองได้เลยสักนิดล่ะ?
ความรู้สึกไร้ซึ่งอำนาจในการควบคุมแบบนั้น สามารถหว่านเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความหวาดกลัวให้ฝังรากลึกลงไปในจิตใจของใครก็ได้ทั้งนั้น
และมันคือความกลัว ที่ในท้ายที่สุดจะแตปกกิ่งก้านสาขางอกเงยกลายสภาพไปเป็นความเกลียดชัง
ทุกครั้งที่ซามาเอลคนเก่าเคยหยิบยกเอาหนอนโลหิตขึ้นมาใช้ลงโทษเธอในอดีต ผมสามารถมองเห็นได้เลยว่าความเคียดแค้นชิงชังที่จูเลียนามีต่อผมมันเพิ่มระดับพูนทวีสูงขึ้น
ทีละนิด
ทีละนิด
แม้ในเวลานี้ เธอจะรู้ดีแก่ใจว่าผมไม่ได้มีทางเลือกอื่น และต้องยอมทำเพื่อพิสูจน์ความแท้จริงของตราสัญลักษณ์ต่อหน้าท่านผู้ทรงเกียรติ แต่ความเกลียดชังนั้นก็ยังคงเดือดพล่านหล่อเลี้ยงอยู่ใต้ผิวหนังของเธออยู่ดี
ร่างของเธอโค้งงอคุดคู้ไปข้างหน้า ลมหายใจขาดห้วงหอบกระชั้น ดวงตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความเจ็บปวดและความหวาดกลัว
และเบื้องหลังอารมณ์ทั้งหมดนั้น เธอกำลังเดือดพล่านระอุไปด้วยโทสะอันบริสุทธิ์อย่างไม่มีสิ่งใดมาเจือปน
ผมจะไม่โกหกหรอกนะ
ผมเกลียดสายตาแบบนั้นของเธอ
เกลียดสิ่งที่ตัวเองกำลังลงมือทำกับเธอ
แต่ผมก็มีความจำเป็นที่จะต้องทำให้เธอเกลียดชังผมให้มากขึ้น
จำเป็นอย่างยิ่งยวด
เพราะมีเพียงหนทางนี้ทางเดียวเท่านั้น เธอถึงจะยอมลนลานรีบร้อนเดินหน้าไขว่คว้าไปสู่เป้าหมายของตัวเอง
มีเพียงแค่ความรู้สึกสิ้นหวังดำดิ่งเท่านั้น เธอถึงจะเปิดช่องโหว่และทำพลาด
และความผิดพลาดเหล่านั้น…
ผมจะคอยตามลงโทษเหยียบย่ำมันอย่างไร้ความปรานี
“พอได้แล้ว”
เสียงสตรีอันเคร่งขรึมดังขึ้นขัดจังหวะ
ผมคลายสมาธิถอนการควบคุมออกจากตราโลหิต และแรงกดดันบีบรัดนั้นก็ถอยร่นจางหายไป
จูเลียนาสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ มือสองข้างสั่นระริกขณะที่ยกขึ้นมากุมหน้าอกของตัวเอง
หยาดเหงื่อเย็นเยียบผุดซึมเต็มหน้าผาก ริมฝีปากสั่นเทาเล็กน้อย ขณะที่เธอพยายามอย่างหนักที่จะปรับจังหวะควบคุมลมหายใจให้กลับมาสงบตามเดิม
เธอต้องใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่ง กว่าจะสามารถจัดการจัดระเบียบตัวเองให้เข้าที่เข้าทางได้อีกครั้ง
เธอติดกระดุมเสื้อกลับคืนให้เรียบร้อย ยกมือขึ้นปัดรอยยับบนเนื้อผ้าราวกับต้องการจะปัดเป่าเอาความเจ็บปวดทิ้งออกไปให้พ้นตัวด้วย
ใบหน้าของเธอกลับมาสงบนิ่งเรียบเฉยอีกครั้ง
แต่ดวงตาคู่นั้น…
ดวงตาของเธอมันมืดมิดดำดิ่ง ราวกับเป็นศูนย์กลางพายุที่กำลังก่อตัวขึ้นในมหาสมุทรอันคลุ้มคลั่ง
ความเงียบงันภายในโถงถูกทำลายลงอีกครั้งด้วยเสียงก้องกังวานเสียงเดิม
“เมื่อจัดการพิสูจน์เรื่องนั้นเสร็จสิ้นแล้ว เราก็มาเริ่มต้นกันเถอะ ข้าจะขอเป็นผู้ประเดิมเริ่มถามคนแรก โดยจะเริ่มตั้งคำถามจากพื้นฐานยุทธศาสตร์การสงครามและการเมือง”
เขาไม่ยอมเปิดโอกาสให้ผมได้มีเวลาพักตั้งหลักเลยแม้แต่น้อย
เสียงนั้นเอ่ยคำถามต่อมาในทันที ยังคงเปี่ยมล้นไปด้วยอำนาจและไม่เปิดช่องว่างให้ใครกล้าเอ่ยขัดแย้ง
“จงจินตนาการสมมติสถานการณ์ดูสิว่า เจ้าเป็นผู้ว่าการรัฐที่ครอบครองกำลังทหารและเสบียงอาหารอยู่อย่างจำกัด พื้นที่ทางตอนเหนือในความดูแลกำลังประสบกับภัยแล้งและวิกฤตความอดอยาก ในขณะเดียวกัน พื้นที่ทางตอนใต้ของอาณาเขตก็กำลังจะเผชิญหน้ากับการถูกรุกราน เจ้าจะหาทางรับมือเช่นไร?”
การสัมภาษณ์แบบสายฟ้าแลบได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
คำตอบของผมพรั่งพรูหลุดออกมาอย่างรวดเร็ว แทบจะกลายเป็นสัญชาตญาณไปแล้ว
“ผมจะสั่งการให้เสริมกำลังแนวป้องกันทางทิศใต้ให้แน่นหนาที่สุด และส่งเสบียงธัญพืชไปช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ทางตอนเหนือครับ พร้อมกันนั้น ก็จะทำการเปิดเจรจากับเหล่าขุนนางท้องถิ่น เสนอมอบผลประโยชน์แลกเปลี่ยน เพื่อเป็นการรับประกันให้แน่ใจว่าพวกเขาจะให้การสนับสนุน”
คำถามต้อนกลับพุ่งตามมาติด ๆ ทันที
“แล้วเจ้าจะมีวิธีป้องกันไม่ให้พวกขุนนางลุกฮือขึ้นมาก่อกบฏได้อย่างไร?”
“ก็จงใช้ความโลภโมโทสันของพวกเขาให้กลายมาเป็นเครื่องมือสร้างประโยชน์สิครับ”
ผมตอบกลับไปอย่างฉะฉาน เหมือนกับว่ามันเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว
“ยื่นข้อเสนอเรื่องการปรับลดอัตราภาษี และมอบสิทธิ์การครอบครองที่ดิน เพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนกับความร่วมมือ”
มีช่วงเวลาแห่งความเงียบงันสั้น ๆ ตามมา ราวกับว่าคำตอบที่ผมเพิ่งจะตอบไป กำลังถูกนำไปชั่งน้ำหนักและวิเคราะห์อย่างละเอียด
“คำถามต่อไป”
เสียงที่ดังตามมานั้นแหบหยาบและแข็งกระด้าง กล่าวด้วยความมั่นคง
“เจ้ากำลังสวมบทบาทเป็นผู้บัญชาการกองกำลังทหารขนาดเล็กตั้งรับอยู่ที่บริเวณช่องเขา กองทัพศัตรูที่กำลังบุกมามีกำลังพลมากกว่าเจ้าถึงสามต่อหนึ่ง เจ้าจะสามารถรักษาตำแหน่งฐานที่มั่นเอาไว้ได้อย่างไร?”
ผมหยุดคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง เรียบเรียงคำตอบในหัวอย่างรวดเร็ว
“ผมจะสั่งให้วางกำลังพลพลซุ่มยิงกระจายกำลังเอาไว้บนหน้าผาสูง และลอบวางกับดักเอาไว้เพื่อช่วยชะลอการบุกทะลวงของศัตรู และเนื่องจากผมกุมความได้เปรียบของการอยู่บนพื้นที่ที่สูงกว่า ผมก็จะใช้ประโยชน์จากภูมิประเทศของภูเขานั่นแหละ เป็นตัวช่วยบดขยี้พวกเขา บีบบังคับให้กองทัพศัตรูต้องเคลื่อนทัพไหลบ่าเข้าไปในช่องทางเดินที่แคบที่สุด แล้วค่อยสั่งโจมตีถล่มลงมาจากด้านบนครับ”
“แล้วถ้าหากพวกเขามีกองกำลังสนับสนุนทางอากาศล่ะ?”
คำถามไล่ต้อนสวนกลับมาแทบจะในทันที
ผมหยุดคิดเล็กน้อย เร่งสมองค้นหาทางแก้เกม
“ผมจะสั่งให้ใช้หน้าไม้บัลลิสตาและปืนใหญ่เรลกันยิงสกัดจัดการ หรือไม่ก็พยายามใช้นกต่อหลอกล่อให้พวกมันบินโฉบเข้าสู่เขตพื้นที่จำกัดที่คับแคบ เพื่อให้สามารถเล็งเป้าโจมตีได้ง่ายขึ้นครับ”
ความเงียบทอดยาวทิ้งช่วงออกไปอีกครั้ง
ผมสามารถรู้สึกได้เลยว่าคำตอบของตัวเองกำลังถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด
“ยอมรับได้ คำถามต่อไป”
คนสุดท้ายในบรรดาเจ็ดผู้ทรงเกียรติเป็นฝ่ายเอ่ยพูดขึ้น น้ำเสียงของเขาฟังดูบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนเกือบจะเหมือนเสียงเครื่องจักรกล
“ในใบสมัครของเจ้าระบุเอาไว้ว่า เจ้าเคยศึกษาร่ำเรียนภาษาซาห์ลีมาก่อน ข้อมูลนี้ถูกต้องหรือไม่?”
ผมพยักหน้ารับ
“ผมเคยเรียนพื้นฐานมาเล็กน้อยตอนอยู่มัธยมครับ ท่านผู้ทรงเกียรติ แต่ก็ไม่ได้คล่องแคล่วอะไรขนาดนั้น”
เสียงนั้นเอ่ยสั่งต่อ
“จงแปลความหมายของประโยคนี้เสีย Kalbi kathub ‘ala ramal.”
ผมลังเลไปนิด สมองรีบขุดค้นหาคำแปลที่ถูกต้องอย่างรวดเร็ว
“หัวใจ… เป็นจริง… ต่อผืนทราย… ใช่ไหมครับ?”
“ผิด คำถามต่อไป”
เสียงนั้นตะโกนตัดบทอย่างไร้เยื่อใย
เสียงอันอ่อนโยนและอบอุ่นรับช่วงต่อ เปลี่ยนไปถามหัวข้ออื่น
“วิชาประวัติศาสตร์ ตระกูลใดคือผู้ที่ก่อการทรยศหักหลังราชันแห่งทิศตะวันตกลำดับที่ห้า จนกลายเป็นชนวนเหตุที่นำไปสู่การล่มสลายของพระองค์?”
“ตระกูลเรมิสครับ” ผมตอบ
“ด้วยเหตุผลอะไร?” เธอถามรุกต่อ
“เพราะความทะเยอทะยานส่วนตัวของผู้นำตระกูลครับ” ผมเดาคำตอบ “พวกเขาต้องการที่จะก้าวขึ้นสู่อำนาจ จึงแอบลักลอบไปร่วมมือกับชนเผ่าทางใต้”
“คำถามต่อไป”
เสียงราบเรียบไร้เอกลักษณ์หวนกลับมาทำหน้าที่อีกครั้ง
“จงอธิบายคำนิยามของแก่นวิญญาณมาให้เร็วที่สุด”
ผมอ้าปากตอบโดยไม่ลังเลชักช้า
“มันคือพลังงานพื้นฐานที่มีสถิตอยู่ในสิ่งมีชีวิตทั้งหมด เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเราสามารถเสริมสร้างยกระดับจิตวิญญาณได้อย่างมหาศาล และทำให้สามารถกระทำสิ่งที่เป็นระดับเหนือมนุษย์ได้ครับ”
“จงไล่เรียงชื่อวิญญาณทั้งสามตน ที่มวลมนุษยชาติยังไม่อาจปราบปรามลงได้ และยังคงเป็นภัยคุกคามอันยิ่งใหญ่ที่สุดต่อพวกเรามา? พลังความสามารถของพวกมันคืออะไร? แรงก์ของพวกมันคือระดับใด และอาณาเขตถิ่นฐานของมันที่รู้จักกันในปัจจุบันตั้งอยู่ที่ไหน?”
เป็นชุดคำถามที่เฉียบคมและแทงตรงประเด็นมาก
ผมพิจารณาคัดกรองคำตอบอย่างระมัดระวัง
“ตนแรกคือ เรธแห่งเนินหม่นหมอง มีชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือในด้านพลังการเข้าสิงสู่ ตนต่อมาคือ อสรพิษแห่งกรงเล็บอีเธอร์ ซึ่งมีความสามารถในการควบคุมพายุ และตนสุดท้ายคือ ภูตมายาแห่งเวลาริส มีความสามารถพิเศษในการเคลื่อนย้ายข้ามมิติระหว่างพิภพได้”
ผมหยุดพักหายใจไปนิดหนึ่ง แล้วเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“และวิญญาณร้ายทั้งสามตนที่กล่าวมานั้น ล้วนถูกจัดอยู่ในระดับเอลเดอร์สปิริตครับ”
เสียงราบเรียบเอ่ยตอบกลับมาทันควัน
“อาชญากรรมที่ถือว่าร้ายแรงที่สุดของอสรพิษคืออะไร?”
ผมพยายามนึกย้อนกลับไปถึงข้อมูลที่เคยอ่านผ่านตาในบทความข่าวจากสักแห่ง
“มันเคยก่อเรื่องใช้พายุหมุนเข้าทำลายเมืองชายฝั่งเจ็ดแห่งทางตอนใต้จนย่อยยับครับ?”
“เก้าเมืองต่างหาก” เสียงนั้นช่วยแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง “แต่นอกเหนือจากรายละเอียดตรงนั้นก็ถือว่าตอบได้ถูกต้อง คำถามต่อไป”
เสียงสตรีเคร่งขรึมกลับมาเริ่มสอบสวนอีกครั้ง
“ใบสมัครของเจ้าระบุเอาไว้ว่า เจ้าเคยผ่านการเรียนหลักวิชาแปรธาตุขั้นพื้นฐานมาแล้ว ส่วนผสมที่ต้องใช้ในการปรุงยาชงเร็กเซิร์ดมีอะไรบ้าง?”
เจอคำถามยากเข้าให้แล้ว
ผมเคยเข้าร่วมเข้าค่ายเวิร์กช็อปวิชาแปรธาตุแค่ครั้งเดียวเมื่อช่วงฤดูร้อนปีที่แล้ว เพื่อหาอะไรทำฆ่าเวลาไปงั้น ๆ เอง
ความรู้หางอึ่งที่ผมมีมันไม่พอที่จะเอามาใช้ตอบคำถามเฉพาะทางด้านนี้หรอกนะ
แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังอยากจะขอลองพยายามตอบดู
“ผงหินสกัดจากโกเลมซิเลียน กลีบดอกไนต์เชด และ— เอ่อ—”
“ผิด”
เธอพูดตัดบทอย่างเฉียบขาดไร้เยื่อใย
“คำถามต่อไป”
เสียงอบอุ่นดังตามมา เปลี่ยนหัวข้ออีกครั้ง
“วิชาชีววิทยา จงอธิบายกระบวนการฟื้นฟูรักษาระดับเซลล์”
คำถามหมู ๆ
ผมตอบกลับไปอย่างมั่นใจ
“เซลล์ในร่างกายจะทำการแบ่งตัวผ่านกระบวนการไมโทซิส เพื่อเข้าไปทดแทนเซลล์ส่วนที่ได้รับความเสียหายครับ”
“คำถามต่อไป”
เสียงก้องกังวานดังกึกก้องกลับมา
“วิชาวาทศิลป์ เจ้าจะมีวิธีการพูดโน้มน้าวผู้ฟังที่กำลังตั้งตัวเป็นศัตรู ให้ยอมรับข้อเสนอนโยบายที่ขัดแย้งกันได้อย่างไร?”
ผมตอบออกไปโดยไม่เว้นจังหวะให้ขาดตอน
“ผมจะนำเสนอชี้แจงให้เห็นว่า นโยบายดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการรักษาเสถียรภาพในระยะยาว เน้นย้ำให้พวกเขาเห็นถึงคุณค่าของผลประโยชน์ร่วมกัน และพยายามบริหารจัดการลบล้างความกลัวของพวกเขา เพื่อลดทอนความเสี่ยงที่จะเกิดการลุกฮือก่อกบฏขึ้นมาครับ”
“ควบคุมพวกเขาด้วยการใช้ความกลัวเป็นเครื่องมืองั้นหรือ?”
เขาพึมพำเสียงต่ำ แต่ก็ดังพอที่จะให้ได้ยิน
“เอาเถอะ คำถามต่อไป”
เสียงสตรีเคร่งขรึมดังแทรกขึ้นมาอีกครั้ง
“วิชาคณิตศาสตร์ จงหาคำตอบของโจทย์ข้อนี้ พ่อค้าคนหนึ่งมีสินค้าอยู่จำนวน 120 หน่วย เขาขายสินค้าออกไป 30% โดยได้กำไร 20% ส่วนสินค้าที่เหลือเขาต้องยอมขายขาดทุนไป 15% สรุปแล้ว เขาได้กำไรหรือขาดทุนสุทธิเท่าไร?”
ผมยืนตัวแข็งทื่อ
สมองหมุนติ้วพยายามคำนวณตัวเลขอย่างรวดเร็ว
แต่ประเด็นคือ ผมไม่เก่งเลขเอาซะเลย!
“เขา… เอ่อ—”
“คำถามต่อไป”
เธอตัดบทด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
นี่ผมคิดไปเองหรือเปล่าเนี่ย?
ทำไมผมถึงรู้สึกว่ายัยป้านี่ดูจะเข้มงวดกับผมเป็นพิเศษเลยล่ะ?
เสียงก้องกังวานเอ่ยถามต่อ
“ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างวิญญาณชั้นสูงกับวิญญาณชั้นล่างคืออะไร?”
ผมพยายามอ้าปากตอบกลับให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
“วิญญาณชั้นสูงจะทรงอิทธิพลและสามารถส่งผลกระทบต่อความเป็นจริงได้ในวงกว้างกว่า และมีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกับแก่นวิญญาณที่แข็งแกร่งล้ำลึกกว่าวิญญาณชั้นล่างครับ”
เขาครางรับในลำคอเบา ๆ
ผมได้แต่หวังว่านั่นจะเป็นเสียงที่แสดงความพึงพอใจนะ
“แล้ววิญญาณชั้นสูงตนใด ที่ยังมีชีวิตอยู่และถูกจัดให้เป็นตัวที่อันตรายที่สุด?”
ผมเบ้หน้า
ผมจำรายละเอียดเรื่องพวกนี้จากตัวเกมได้แค่ลาง ๆ เท่านั้น
“ฝันร้ายแห่งซีริธ ใช่ไหมครับ? วิญญาณร้ายที่ดำรงชีวิตด้วยการกินความสิ้นหวังเป็นอาหาร และสามารถก่อให้เกิดอาการฮิสทีเรียหมู่อุปาทานหมู่ได้”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวในเชิงกึ่งเห็นด้วย
“ใช่ แต่คราวหลังจงตอบออกมาด้วยรูปประโยคบอกเล่า อย่าทำทีมาพูดเหมือนเป็นการตั้งคำถามกลับ คำถามต่อไป”
เสียงชายชราเอ่ยขึ้นมาเป็นเสียงกระซิบแหบพร่า ท่าทางราวกับกำลังให้ความสนใจอย่างยิ่ง
“ใบสมัครของเจ้าระบุเอาไว้ว่า การ์ดต้นกำเนิดของเจ้าสามารถทำให้เจ้าควบคุมสสารได้”
ลำคอของผมเริ่มจะแห้งผากเป็นผุยผงแล้ว
“ถูกต้องตามนั้นครับ ท่านผู้ทรงเกียรติ ในแรงก์ระดับปัจจุบันของผม มันมอบความสามารถในการควบคุมแทรกแซงสสารในระดับพื้นฐานให้กับผม”
“แล้วเจ้าสามารถมองทะลุลงไปถึงระดับอะตอมได้ด้วยหรือไม่?”
“ยังไม่ถึงขั้นนั้นครับ” ผมยอมรับตามตรง “ผมสามารถมองเห็นเพียงแค่โครงสร้างโมเลกุลพื้นฐานของสิ่งต่าง ๆ ได้ ก็ต่อเมื่อผมเพ่งสมาธิจดจ่ออย่างหนักเท่านั้น แต่มันก็ทำได้แค่นั้นแหละครับ และการทำแบบนั้นมันก็มักจะทำให้ผมมีอาการตาล้าและปวดหัวอย่างรุนแรงตามมาด้วยครับ”
“แล้วเจ้าคิดว่าพลังของเจ้า จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์กับวิชาโลหวิทยาในแง่มุมใดได้อย่างไรบ้าง?”
เขาตั้งคำถาม
“หมายถึงในระดับความสามารถตอนนี้น่ะหรือครับ?”
ผมขยับหมุนหัวไหล่เล็กน้อย
“สามารถนำไปใช้กลั่นแยกแร่ธาตุให้มีประสิทธิภาพบริสุทธิ์มากขึ้น และสามารถสร้างสูตรผสมโลหะผสมได้อย่างแม่นยำไร้ที่ติครับ”
“คำถามต่อไป”
เสียงก้องกังวานดังขึ้นอีกครั้ง
“เจ้าได้รับคำสั่งที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงจากผู้บังคับบัญชาทั้งสองคน และผู้บังคับบัญชาทั้งสองฝ่ายก็จะลงโทษเจ้า หากเจ้าไม่ยอมทำตามคำสั่งของพวกเขา เจ้าจะมีวิธีรับมือจัดการกับสถานการณ์เช่นนี้อย่างไร?”
ผมสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามคิดหาคำตอบอย่างระมัดระวัง
“ผมจะทำการประเมินวิเคราะห์สถานการณ์ เลือกกระทำตามคำสั่งที่สอดคล้องและเป็นประโยชน์ต่อเป้าหมายรวมในภาพใหญ่มากที่สุด และใช้กลยุทธ์ทางการทูตเพื่อเจรจาถ่วงเวลาอีกฝ่ายเอาไว้ก่อนครับ”
เมื่อเขาเอ่ยพูดอีกครั้ง น้ำเสียงของเขาก็มีความขบขันเจือปนอยู่เล็กน้อย
“ฮ่า! คำถามต่อไป”
น้ำเสียงของสตรีเคร่งขรึมไม่ได้ดูอ่อนลงเลยแม้แต่น้อย
“สมมติว่ากองทัพศัตรูมีจำนวนกำลังพลที่เหนือกว่าเจ้ามากในการทำศึก แต่เจ้ากุมความได้เปรียบของการตั้งรับอยู่บนภูมิประเทศที่เจ้าคุ้นเคยดี เจ้าจะใช้วิธีใดเพื่อคว้าชัยชนะมา?”
ผมยกมือขึ้นโบกวาดเป็นวงกว้าง
“ผมจะใช้ความได้เปรียบทางภูมิประเทศนั้นวางกับดักซุ่มโจมตี ใช้กลยุทธ์แบ่งแยกแล้วพิชิต พยายามลากศัตรูเข้าสู่เกมสงครามบั่นทอนกำลัง ค่อย ๆ บดขยี้ตัดกำลังพวกเขาลงไปเรื่อย ๆ ครับ”
“คำถามต่อไป”
เสียงอ่อนโยนอันอบอุ่นกลับมาอีกครั้ง
“วิชาเหตุการณ์ปัจจุบัน ด้วยเหตุผลอันใด การแข่งขันชิงแชมป์ลีกผู้ตื่นรู้เมื่อสัปดาห์ก่อนจึงถูกประกาศเลื่อนออกไป?”
ผมยกมือขึ้นแตะปลายคาง
“ถ้าผมจำข่าวไม่ผิด ดูเหมือนว่าจะมีการละเมิดลักลอบเจาะระบบรักษาความปลอดภัยครั้งใหญ่เกิดขึ้นภายในสนามกีฬา ซึ่งนั่นถือเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมแข่งขันครับ”
คำถามข้อใหม่พุ่งตามมาติด ๆ ทันที
“วิชาเคมี จงอธิบายหลักการว่า ทฤษฎีออร์บิทัลโมเลกุลถูกนำมาปรับใช้กับพันธะในสารเบนซีนและเสถียรภาพแบบอะโรมาติกได้อย่างไร”
ผมชะงักไปเล็กน้อย
ระดับความยากของคำถามกำลังถูกยกระดับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ
โชคยังดีที่วิชาเคมีกับฟิสิกส์เป็นวิชาที่ผมถนัด
ผมจึงรีบขยับปากตอบ
“ในสารเบนซีน อะตอมคาร์บอนแต่ละตัวจะทำการสร้างพันธะซิกมาเชื่อมกับคาร์บอนข้างเคียงสองตัวและไฮโดรเจนอีกหนึ่งตัว จากนั้น—”
แต่ผมก็ถูกขัดจังหวะอย่างหยาบคาย
“คำถามต่อไป”
เสียงเรียบเฉยไร้เอกลักษณ์รับช่วงต่อ
“จงอธิบายหลักการทำลายล้างที่เกิดขึ้นระหว่างอนุภาคกับปฏิอนุภาค และจงบอกถึงความสำคัญของมันในแง่ของกฎการอนุรักษ์พลังงาน”
ผมกลืนน้ำลายดังเอื้อก
“มันเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่ออนุภาคพุ่งชนเข้ากับปฏิอนุภาคที่เป็นคู่ตรงข้ามของมัน ทั้งสองจะถูกทำลายล้าง และมวลรวมทั้งหมดของพวกมันก็จะถูกแปรรูปแปรสภาพไปเป็นพลังงาน โดยทั่วไปแล้ว—”
และผมก็โดนสั่งตัดบทอีกครั้ง
“คำถามต่อไป”
คำถามเริ่มทวีความยากซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ
และเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
ผมต้องคอยงัดคำตอบออกมาพูดอย่างต่อเนื่องโดยแทบจะไม่มีเวลาให้พักหายใจ
คำตอบของข้อหนึ่งไหลลื่นเชื่อมโยงเข้าสู่คำถามของข้อถัดไป โดยแทบจะไม่เหลือจังหวะให้เว้นวรรคพักหายใจ
มันกลายสภาพเป็นพายุคำถามที่กระหน่ำซัดมาอย่างรัวเร็ว
“คำถามต่อไป”
ไม่ใช่ว่าคำตอบทุกข้อที่ผมพ่นออกไปมันจะถูกต้องสมบูรณ์แบบหรอกนะ
มีหลายข้อเลยด้วยซ้ำที่ตอบผิดไปคนละเรื่อง
แต่ส่วนใหญ่มันก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ
“คำถามต่อไป!”
ท้ายที่สุด เสียงบิดเบี้ยวคล้ายเครื่องจักรกลก็เอ่ยถามคำถามข้อสุดท้ายออกมา
คำถามข้อที่หนึ่งร้อยเอ็ด
“แดนวิญญาณ จงอธิบายแนวคิดทฤษฎีของการเกิดประตูมิติมาให้ฟังหน่อยสิ?”
“…ม-มันคือขอบเขตประตูทางผ่าน ที่เชื่อมต่อระหว่างโลกทางกายภาพกับแดนวิญญาณครับ”
เสียงของผมแหบแห้งเป็นผุยผง ลิ้นชาหนึบจนแทบจะขยับพูดไม่คล่อง และหัวก็ปวดตุบ ๆ เหมือนจะระเบิด
แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ผมก็ยังอดไม่ได้ที่จะต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสับสน
แปลกแฮะ
หลังจากที่ต้องเจอกับพายุคำถามอันแสนยากเย็นและเจ้าเล่ห์มาทั้งหมดนั่น ทำไมคำถามปิดท้ายข้อสุดท้ายนี้มันถึงได้…
ดูง่ายดายขนาดนี้ล่ะ?
และในตอนนั้นเอง พวกเขาก็เอ่ยประโยคคำถามส่วนต่อมา
“และประตูมิติพวกนั้น มันอุบัติเกิดขึ้นมาได้อย่างไรล่ะ?”
…อ้อ
นั่นไงล่ะ
ลูกเล่นสับขาหลอกมันมาแล้ว
เป็นคำถามโลกแตกที่ไม่มีใครรู้คำตอบ
ผมสามารถสัมผัสได้ถึงรังสีของการท้าทายที่ไม่ได้ถูกพูดออกมาตรง ๆ
พวกเขากำลังต้องการที่จะทดสอบผม
อยากจะดูว่าผมจะมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างไร เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคำถามที่หลุดกรอบพ้นออกไปจากสามัญสำนึกการรับรู้ทั้งหมดของคนทั่วไป
ผมขอใช้เวลาครู่หนึ่งเพื่อรวบรวมความคิด ก่อนจะฉีกยิ้มออกมาอย่างสุภาพ
“ยังไม่มีใครบนโลกที่ล่วงรู้ได้อย่างแน่ชัดว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไรครับ แต่ท่านคงไม่ได้ตั้งคำถามนี้ขึ้นมา เพียงเพื่ออยากจะทนฟังคำตอบแบบสูตรสำเร็จธรรมดาทั่วไปใช่ไหมล่ะครับ ท่านผู้ทรงเกียรติ?”
เงามืดทั้งเจ็ดบนแท่นยกพื้นต่างพากันนิ่งเงียบงัน
ความไร้ซึ่งเสียงตอบรับใด ๆ กลับมา มันช่างดังกึกก้องอื้ออึงอยู่ในหู
เห็นได้ชัดเจนแล้วล่ะ ว่าพวกเขาสังเกตเห็นแล้วว่าผมกำลังเล่นตุกติกอะไรอยู่
นับตั้งแต่เริ่มการสัมภาษณ์มาจนถึงตอนนี้ ผมเลือกที่จะเพลย์เซฟเล่นอย่างปลอดภัยมาโดยตลอด
ผมเลือกที่จะให้คำตอบตามมาตรฐานตำราเรียนเป๊ะ ๆ ไม่กล้าสอดแทรกใส่ความคิดเห็นหรือความเชื่อส่วนตัวลงไปปะปน
ผมเอาแต่ตอบแบบท่องจำตามตำราเป๊ะ ๆ
เหมือนกับนกแก้วนกขุนทองนั่นแหละ
แต่พวกเขาต้องการเห็นอะไรที่มันมากไปกว่านั้น
บางสิ่งบางอย่างที่จะสามารถสะท้อนเผยให้เห็นถึงกระบวนการคิดวิเคราะห์ของผมได้
ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจที่จะมอบสิ่งนั้นให้เป็นของขวัญ
“แม้เหตุผลที่แท้จริงซึ่งซ่อนอยู่เบื้องหลังการปรากฏตัวของประตูมิติจะยังคงเป็นปริศนาดำมืด แต่ก็มีทฤษฎีสมมติฐานถูกตั้งขึ้นมาอยู่มากมายครับ”
ผมเอ่ยกล่าว น้ำเสียงถูกควบคุมมาเป็นอย่างดี ขณะที่รอยยิ้มบนมุมปากเริ่มขยายกว้างขึ้นเล็กน้อย
“และทฤษฎีที่ผมขอเลือกสนับสนุนก็คือ…”
ผมจงใจหยุดพูดทิ้งช่วง
ปล่อยให้ถ้อยคำเหล่านั้นค้างคาลอยเคว้งอยู่ในอากาศ
ปล่อยให้ความเงียบยืดยาวออกไปอย่างมีลูกเล่นจังหวะละคร
จากนั้น เมื่อผมตัดสินใจเอ่ยคำตอบออกไปในที่สุด บรรยากาศภายในโถงไต่ถามทั้งโถงก็ระเบิดแตกดังอื้ออึงกลายเป็นความโกลาหล
“ประตูมิติจะอุบัติเปิดออก ก็ต่อเมื่อเกิดเหตุการณ์ ‘การตายหมู่’ เท่านั้นครับ”