- หน้าแรก
- ตื่นมาอีกทีก็กลายเป็นวายร้ายในเกม
- บทที่ 5 - 5: Spirit Realm Chronicles
บทที่ 5 - 5: Spirit Realm Chronicles
บทที่ 5 - 5: Spirit Realm Chronicles
บทที่ 5 - 5: Spirit Realm Chronicles
เกม Spirit Realm Chronicles มีฉากหลังอยู่ในโลกอนาคตอีกห้าร้อยปีข้างหน้า
เป็นโลกที่แทบไม่เหลือเค้าเดิมของโลกที่โนอาห์เคยรู้จักอีกแล้ว
สงครามโลกครั้งที่สามเปลี่ยนพื้นที่ส่วนใหญ่ของดาวเคราะห์ให้กลายเป็นแดนรกร้างปนเปื้อนรังสี เมืองนับไม่ถ้วนถูกลบหาย ประเทศมหาอำนาจล่มสลาย และอารยธรรมมนุษย์ก็เกือบพังพินาศลงด้วยน้ำมือของตัวเอง
แต่หายนะที่แท้จริงไม่ได้จบลงแค่นั้น
ระหว่างการระเบิดนิวเคลียร์ครั้งใหญ่ในเอเชียเหนือ โครงสร้างของความเป็นจริงเกิดรอยร้าว
รอยร้าวนั้นฉีกเปิดออกเป็นประตูมิติ
และอีกฟากหนึ่งของประตูนั้น คือโลกอีกใบที่มนุษย์ไม่เคยรู้จักมาก่อน
แดนวิญญาณ
จากรอยแยกมิตินั้น อสูรนับไม่ถ้วนหลั่งไหลเข้าสู่โลกมนุษย์ พวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตจากความมืด เวทมนตร์ และพลังที่วิทยาศาสตร์ของมนุษย์ไม่อาจอธิบายได้
มนุษยชาติที่ก่อนหน้านั้นยังเอาแต่เข่นฆ่ากันเอง จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหันมาร่วมมือกัน
ทว่าอาวุธสมัยใหม่กลับแทบใช้ไม่ได้ผลกับพวกมัน
ปืนใหญ่ ขีปนาวุธ รถถัง หรือแม้แต่อาวุธชีวภาพ ล้วนไม่อาจจัดการอสูรจากแดนวิญญาณได้อย่างแท้จริง
เพราะพวกมันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตธรรมดา
พวกมันคือสิ่งมีชีวิตที่ถือกำเนิดจากพลังวิญญาณ
โชคดี—หรือบางทีอาจเป็นคำสาปในคราบของโชคดี—ประตูมิตินั้นไม่ได้นำมาเพียงเหล่าอสูร
แต่มันยังปลดปล่อยพลังจากต่างโลกเข้าสู่โลกมนุษย์ด้วย
พลังนั้นถูกเรียกว่า “แก่นวิญญาณ”
แก่นวิญญาณแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์บางส่วน กระตุ้นสิ่งที่หลับใหลอยู่ในจิตวิญญาณของพวกเขา และทำให้พลังเฉพาะตัวปรากฏออกมาเป็นรูปธรรม
นั่นคือจุดกำเนิดของการ์ดต้นกำเนิด
เพราะจิตวิญญาณของแต่ละคนล้วนมีเอกลักษณ์ การ์ดต้นกำเนิดและพลังที่ถูกปลุกขึ้นมาจึงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง บางคนควบคุมเปลวไฟ บางคนเสริมพลังร่างกาย บางคนเรียกอาวุธ บางคนก็มีพลังประหลาดจนแทบไม่อาจจัดหมวดหมู่ได้
และผู้ที่ใช้พลังเหล่านั้นลุกขึ้นต่อสู้กับอสูรวิญญาณ ก็ถูกเรียกว่า— ฮันเตอร์
เวลาผ่านไปห้าร้อยปี
โลกในปัจจุบันถือว่าสงบสุขกว่ายุคแรกเริ่มมาก มนุษย์สร้างเขตปลอดภัยขึ้นมา ปกครองโดยจักรพรรดิราชันและเหล่าดยุก ประชากรเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะมีพลังเหนือมนุษย์จากการ์ดต้นกำเนิด และฮันเตอร์ก็กลายเป็นทั้งทหาร นักล่า นักสำรวจ รวมถึงวีรบุรุษของยุคสมัย
แต่แก่นวิญญาณไม่ได้เป็นเพียงแค่พร
มันคือคำสาปด้วย
พลังจากต่างโลกค่อย ๆ กัดกร่อนม่านความจริงของโลกใบนี้ ทำให้แดนวิญญาณซึมเข้ามาในมิติของมนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ
ทุกวันนี้ ประตูมิตินับสิบปรากฏขึ้นทั่วโลกแทบทุกวัน แต่ละบานล้วนเชื่อมต่อกับแดนวิญญาณ และแต่ละบานก็อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะครั้งใหม่ได้เสมอ
ถึงอย่างนั้น มนุษย์ก็ยังไม่ถึงขั้นสิ้นหวัง
เพราะคราวนี้พวกเรามีพลังที่จะสู้กลับ
อย่างน้อยก็ในตอนนี้น่ะนะ
แต่ผมรู้ดีว่า “ตอนนี้” จะอยู่ได้อีกไม่นาน
ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป
ไม่สิ… บางทีความเปลี่ยนแปลงอาจจะเริ่มขึ้นแล้ว เพียงแต่เหล่าราชันจงใจปิดข่าวเอาไว้ ไม่ให้คนทั่วไปล่วงรู้เท่านั้น
เนื้อเรื่องหลักของเกมเริ่มต้นขึ้นที่สถาบันเอเพ็กซ์
สถานที่ที่ ไมเคิล ก็อดสวิลล์ พระเอกของเกม ได้รับการตอบรับเข้าเรียนหลังทำคะแนนสอบเข้าได้สูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง
ที่นั่น เขาจะได้พบทั้งศัตรูและพันธมิตร ได้สร้างมิตรภาพ ได้ผูกพันกับผู้คนมากมาย และได้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของเหตุการณ์สำคัญแทบทั้งหมดในอนาคต
ฟังดูเหมือนจุดเริ่มต้นของพล็อตเรื่องฮีโร่ทั่วไปใช่ไหม?
น่าเสียดายที่เกมนี้มันไม่ได้ใจดีขนาดนั้น
เพราะเพื่อนจำนวนมากของไมเคิล ถ้าไม่ตาย ก็หันไปทรยศมนุษยชาติในช่วงท้ายเกม
ปัญหาของ Spirit Realm Chronicles ไม่ใช่แค่มันยาก
แต่มันโหดหินจนแม้แต่ตัวละครหลักก็ไม่มีเกราะพล็อตคุ้มกัน
ในบางรูต แม้แต่ตัวพระเอกเองก็ยังตาย
ถามจริงเถอะ เกมบ้าอะไรฆ่าพระเอกตัวเองได้หน้าตาเฉยแบบนั้น?
และแน่นอน หากแม้แต่ตัวเอกยังไม่ปลอดภัย แล้วตัวร้ายอย่างผมจะเหลืออะไร
“ฮ้า…” ผมถอนหายใจยาวพลางยกมือขึ้นกุมขมับ
อาร์กสถาบันกินเวลาครอบคลุมสามช่วงแรกของเกม หรือประมาณสามปีเต็ม
สามปีที่ฉากหน้าดูเหมือนชีวิตนักเรียนแฟนตาซี
แต่ความจริงคือหายนะต่อเนื่องที่ปลอมตัวมาในคราบวัยเรียน
การสังหารหมู่ในทริปทัศนศึกษา
การอุบัติของการ์ดอัญเชิญแอสโมเดอุส
การลอบสังหารฝาแฝดราชวงศ์
การรุกรานหมู่เกาะแอสเซนต์
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโศกนาฏกรรมที่รออยู่ในอาร์กสถาบันเท่านั้น
ใช่ แค่ “ส่วนหนึ่ง” เท่านั้น
หลังจากนั้นยังมีการตื่นขึ้นของราชินีเน่าดำ ปรากฏการณ์เมล็ดพันธุ์แห่งโรคาพินาศชั่วนิรันดร์ วันสวรรค์ร่วงหล่น การเสื่อมสลายของเขตปลอดภัยทิศเหนือ มหาสงครามห้าราชัน และเหตุการณ์ระดับฝันร้ายอีกมากมายที่ผมแทบไม่อยากจะนึกถึง
และสุดท้าย จุดจบของเกมก็จะมาถึงพร้อมกับการหวนคืนของราชาวิญญาณ
ราชาวิญญาณในร่างสมบูรณ์
พร้อมกองทัพของมัน
พร้อมพลังอัปมงคลที่เคยทำให้ผู้เล่นทั่วโลกหัวร้อนจนแทบเขวี้ยงจอยทิ้ง
ในฐานะตัวร้ายรองของช่วงแรก บทบาทของผมเดิมทีไม่มีอะไรมาก
เป็นแค่บันไดให้ตัวเอกเหยียบข้าม
เป็นศัตรูใช้แล้วทิ้งที่ถูกโค่น เพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวละครหลักเติบโตขึ้น
จากนั้นในช่วงที่สอง ผมจะกลับมาอีกครั้งในฐานะผู้ถือครองการ์ดอัญเชิญแอสโมเดอุส พยายามจะฆ่าพระเอกเพื่อชำระความอับอายของตัวเอง
แล้วสุดท้ายก็ถูกฆ่าตาย
นั่นคือชะตาของซามาเอลในรูตส่วนใหญ่
ส่วนรูตอื่น ๆ เขาก็ไม่ได้มีจุดจบที่ดีกว่ากันเท่าไร
“อึก…” ผมอยากตะโกนออกมาให้สุดเสียง แต่ทำไม่ได้
ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาโวยวาย
ผมต้องคิด
อย่างแรก ผมต้องหาทางรอดจากอาร์กสถาบันให้ได้ก่อน
การพยายามหลบเลี่ยงตัวละครหลักทั้งหมดเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว เนื้อเรื่องของเกมมันถักทอผูกปมกันแน่นเกินไป ทุกคนเชื่อมโยงกันเป็นทอด ๆ ต่อให้พยายามหนี ก็ไม่ต่างจากความพยายามที่จะวิ่งหลบเม็ดฝนกลางพายุ
อีกอย่าง ผมต้องการไมเคิล
ไม่ว่าผมจะเกลียดหมอนั่นแค่ไหน ความจริงก็คือพลังของเขาจำเป็นต่อการโค่นราชาวิญญาณ
เขาได้เป็นพระเอกของเกมก็เพราะมีเหตุผลของเขา
หากไม่มีเขา การจะไปถึงฉากจบที่ดีที่สุดก็แทบจะเป็นไปไม่ได้
ดังนั้น สิ่งที่ผมต้องทำไม่ใช่การหนีจากพวกตัวเอก
แต่คือการอยู่ร่วมกับพวกเขาให้ได้
ต้องใช้ประโยชน์จากความรู้เรื่องเนื้อเรื่อง เปลี่ยนเหตุการณ์บางอย่างให้มาเป็นผลพลอยได้กับตัวเอง และต้องทำให้ตัวเองแข็งแกร่งพอ ก่อนที่จะถึงเวลาต้องกลายเป็นฮันเตอร์เต็มตัว
หลังจากนั้น เป้าหมายก็ชัดเจน
หยุดยั้งการตื่นขึ้นของราชินีเน่าดำ
ทำลายเมล็ดพันธุ์แห่งโรคาพินาศชั่วนิรันดร์
ยับยั้งมหาสงครามห้าราชันก่อนที่มันจะเปิดฉาก
บั่นทอนกำลังกองทัพของราชาวิญญาณก่อนการหวนกลับมาของมัน
และสุดท้าย…
ฆ่าราชาวิญญาณด้วยสองมือของตัวเอง!
ฟังดูง่ายใช่ไหม?
ใช่
มันง่ายแค่ตอนพูดนั่นแหละ
“ฉิบหายเอ๊ย…”
แค่คิดถึงสิ่งที่ต้องทำทั้งหมด น้ำตาก็แทบไหลออกมาเอง
พูดตามตรง สิ่งที่ผมอยากทำที่สุดตอนนี้คือหนี
หนีไปให้ไกลจากสถาบันเอเพ็กซ์ หนีไปให้ไกลจากพวกตัวเอก หนีไปซ่อนตัวที่ไหนสักแห่งจนกว่าเนื้อเรื่องจะจบ
แต่ถ้าทำแบบนั้น ก็เท่ากับผมฝากชะตาชีวิตของตัวเองไว้ในมือพระเอก
และจากที่ผมรู้มา ในเกม ราชาวิญญาณไม่เคยพ่ายแพ้อย่างแท้จริง
บางรูตมันถูกจองจำในห้วงความว่างเปล่า
บางรูตมันถูกฆ่าหลังการทำสงครามยืดเยื้อนานหลายสิบปี
แต่ไม่ว่าจะรูตไหน ก่อนที่มันจะล้มลง มันก็ทำลายโลกไปแล้วกว่าครึ่ง
เพราะฉะนั้น ต่อให้ผมหนี ก็ไม่มีที่ไหนปลอดภัยจริง ๆ
ถ้าอยากรอด ผมต้องควบคุมชะตาชีวิตของตัวเอง
ผมต้อง…
“สู้”
และผมก็จะสู้
ตอนที่ตายในชีวิตก่อน ผมมีแต่ความเสียใจ
เสียใจที่ยอมแพ้ง่ายเกินไป
เสียใจที่ไม่เคยพยายามให้มากพอ
เสียใจที่ปล่อยให้ชีวิตของตัวเองไหลไปตามความสิ้นหวัง จนสุดท้ายไม่เหลืออะไรเลย
แต่ครั้งนี้จะไม่เหมือนเดิม
ผมจะไม่ยอมแพ้อีก
ผมจะไม่ยอมเดินไปสู่จุดจบน่าสมเพชแบบซามาเอลในเกม
ผมจะไม่ปล่อยให้ใครมาเขียนตอนจบให้ผม
“…คราวนี้ ผมจะไม่มีวันเสียใจภายหลังอีกแล้ว”
ตึง! ตึง! ตึง!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นกะทันหัน ดึงผมออกจากห้วงความคิด
ผมหันขวับไปทางประตูด้วยความหงุดหงิด แต่ยังไม่ทันได้อ้าปากถามว่าใคร บานประตูก็เปิดออกช้า ๆ พร้อมเสียงบานพับครางเบา ๆ
แสงสลัวจากทางเดินด้านนอกทอดเข้ามาในห้อง
และท่ามกลางแสงนั้น มีร่างของหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่
ทันทีที่เห็นเธอ ผมก็จำได้ทันที
การปรากฏตัวของเธอสะดุดตาราวกับพายุฟ้าผ่ากลางฤดูร้อน
เส้นผมสั้นสีบลอนด์แพลตินัมยาวระต้นคอ เปล่งประกายวาววับในแสงไฟราวกับเส้นไหมเงิน ดึงดูดสายตาด้วยความงามอันเย็นชา ดวงตาสีฟ้าคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยขณะจับจ้องมาที่ผมอย่างนิ่งสงบ
เธอสวมแจ็กเก็ตสีขาวตัดเย็บประณีต สวมทับชุดเดรสรัดรูปสีเดียวกันที่ขับให้รูปร่างเพรียวระหงดูสง่างามยิ่งขึ้น รองเท้าบูตส้นสูงสีดำช่วยเติมเต็มความเฉียบคมให้ภาพลักษณ์ของเธออย่างสมบูรณ์แบบ
บนอกซ้ายของแจ็กเก็ต มีตราปักรูปดาบพันเถาวัลย์
มันคือตราสัญลักษณ์ของสายเลือดขุนนาง
ตราแห่งตระกูลเบลดที่ล่มสลาย
“สวัสดียามเย็นค่ะ นายน้อย”
หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบลื่นและเยือกเย็น ขณะก้าวเท้าเข้ามาในห้อง
“ดูเหมือนในที่สุดท่านก็ฟื้นแล้วสินะคะ”
เธอหยุดรอให้ผมตอบ
แต่ผมพูดไม่ออก
เสียงของผมเหมือนจุกติดอยู่ในลำคอ หัวใจเต้นกระแทกซี่โครงรัวแรงจนเหมือนสัตว์ป่าที่ถูกขังอยู่ในกรง
ผู้หญิงคนนี้…
เธอคือองครักษ์เงาของผม
ผู้ติดตามที่อุทิศตนรับใช้ผมและตระกูลของผมมาตั้งแต่พวกเรายังเป็นเด็ก
เธอมีชื่อว่า จูเลียนา ว็อกซ์ เบลด
และในเกม เธอถูกขนานนามในอีกชื่อหนึ่งว่า—
เพชฌฆาตมรณะแห่งตระกูลธีออสเบน!