- หน้าแรก
- ตื่นมาอีกทีก็กลายเป็นวายร้ายในเกม
- บทที่ 4 - 4: ความทรงจำอันห่างไกล
บทที่ 4 - 4: ความทรงจำอันห่างไกล
บทที่ 4 - 4: ความทรงจำอันห่างไกล
บทที่ 4 - 4: ความทรงจำอันห่างไกล
“เวรเอ๊ย… บ้าเอ๊ย!”
ผมนั่งขดตัวอยู่บนเตียงผู้ป่วย แขนที่ยังสั่นไม่หยุดกอดเข่าไว้แน่น ขณะสบถด่าโชคชะตาเฮงซวยของตัวเองซ้ำไปซ้ำมา
ไม่มีใครเป็นเป้าหมายของคำด่าเหล่านั้นหรอก
ผมแค่ไม่รู้จะด่าอะไร นอกจากชีวิตบัดซบของตัวเอง
“เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไง… มันต้องไม่ใช่เรื่องจริงสิ!”
ผมกำผมตัวเองแน่นจนหนังศีรษะเจ็บ แต่ความเจ็บเล็กน้อยนั้นกลับช่วยอะไรไม่ได้เลย เมื่อเทียบกับความจริงที่เพิ่งถาโถมเข้ามาในหัว
ใช่ ผมอาจกำลังพยายามปฏิเสธความจริง
แต่ใครมันจะไม่ปฏิเสธบ้างล่ะ?
ไม่ใช่ทุกวันที่คนเราจะตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าโลกทั้งใบที่ตัวเองใช้ชีวิตอยู่ แท้จริงแล้วคือโลกในวิดีโอเกม แถมตัวเองยังดันเป็นวายร้ายเกรดต่ำที่ถูกกำหนดให้ตายอย่างอนาถในทุกเส้นทางเนื้อเรื่องอีกต่างหาก!
ให้ตายเถอะ!
ผมส่ายหน้าแรง ๆ ราวกับจะสลัดความคิดบ้า ๆ เหล่านั้นออกไป
“บางทีตอนใกล้ตาย ผมอาจแค่หลอนเห็นอีกชีวิตหนึ่งก็ได้… ใช่ไหม? บางทีทั้งหมดอาจเป็นแค่ฝันเพ้อเพราะพิษไข้ หรือไม่ก็ผมกำลังเสียสติไปเอง…”
พูดออกไปแล้วก็รู้ตัวทันทีว่ามันฟังดูงี่เง่าแค่ไหน
ความทรงจำของโนอาห์ไม่ได้เลือนรางเหมือนความฝัน
ผมจำได้ทุกอย่าง
กลิ่นห้องเช่าอับ ๆ ในชีวิตก่อน ความเหนื่อยล้าหลังเลิกงาน รสชาติข้าวกล่องราคาถูก ความสิ้นหวัง ความเจ็บปวด ความโดดเดี่ยว… ทุกอย่างมันชัดเจนราวกับผมเพิ่งใช้ชีวิตนั้นมาเมื่อวาน
มันสมจริงเกินกว่าจะเป็นภาพหลอน
และเกมที่โนอาห์เคยเล่นอย่าง Spirit Realm Chronicles ก็มีอยู่จริง
เพียงแต่ตอนนี้ มันไม่ได้เป็นแค่เกมอีกต่อไปแล้ว
แต่มันคือโลกที่ผมกำลังหายใจอยู่
“แล้วมันเป็นไปได้ยังไงกัน…” ผมสูดลมหายใจลึก พยายามกดความคิดที่กำลังแตกกระเจิงให้สงบลง
ในชีวิตก่อน ผมอ่านนิยายแนวต่างโลกมาไม่น้อย จะเรียกว่าเป็นโอตาคุคนหนึ่งก็ได้ แต่การอ่านเรื่องคนอื่นทะลุมิติกับการที่ตัวเองต้องมาเจอเข้าจริง ๆ มันคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิงโว้ย
และที่แย่กว่านั้นคือ ผมไม่ได้มาเกิดเป็นตัวเอก
ไม่ได้เป็นบอสใหญ่สุดเท่
ไม่ได้เป็นตัวประกอบไร้บทบาทที่สามารถใช้ชีวิตเงียบ ๆ แล้วรวยได้จากความรู้อนาคต
ไม่เลย
ผมดันมาเกิดเป็น “ซามาเอล ไคเซอร์ ธีออสเบน” ตัวร้ายรองที่โผล่มาก่อเรื่องในช่วงต้นเกม ก่อนจะค่อย ๆ ถูกอัปเกรดให้กลายเป็นวายร้ายตัวสำคัญในช่วงกลางเรื่อง
และที่เลวร้ายที่สุดก็คือ… ซามาเอลตายเรียบในทุกเส้นทาง
ใช่ ทุกเส้นทาง
ทั้งสี่สิบเอ็ดรูต ไม่มีรูตไหนที่ไอ้หมอนี่รอดชีวิตเลยสักรูตเดียว!
ผมพอเดาได้ว่าถ้าเป็นคนนอก คงพูดง่าย ๆ ว่า “ก็แค่หลีกเลี่ยงเนื้อเรื่องหลักสิ อย่าไปยุ่งกับตัวเอกก็พอ”
ฟังดูง่ายใช่ไหมล่ะ?
ปัญหาคือผมดันไปยุ่งแล้วน่ะสิ! ไม่ใช่แค่ยุ่งด้วย แต่ผมสร้างศัตรูกับตัวเอกถึงสองคนเรียบร้อยแล้ว
คนแรกคือ ไมเคิล ก็อดส์วิลล์ พระเอกของเกม
อีกคนคือ ลิลี่ เอลเดอร์วิง นางเอกของเกม
อึก!
แค่คิดถึงสองชื่อนั้น รสขมขื่นก็แผ่ซ่านขึ้นมาในปากทันที
ตอนนี้ผมไม่ได้ยืนอยู่ข้างสนามอีกต่อไป ผมเดินเข้าไปอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพวกฝ่ายคนดีเต็มตัวแล้ว เวทีถูกจัดไว้เรียบร้อย ฟันเฟืองของเนื้อเรื่องเริ่มหมุน และเนื้อเรื่องหลักกำลังจะเริ่มในอีกไม่กี่วัน
ไม่สิ อาจจะน้อยกว่านั้นด้วยซ้ำ
“ถ้าได้ความทรงจำกลับมาเร็วกว่านี้สักหน่อย…” ผมหัวเราะแห้ง ๆ กับตัวเอง
ใช่สิ ฝันไปเถอะ
เหมือนคนธรรมดาทั่วไป ผมเองก็เคยมีจินตนาการบ้า ๆ ว่าอยากเกิดใหม่ในโลกนิยายหรือเกมที่ชอบ ได้ใช้ชีวิตใหม่ ได้เป็นตัวเอกสุดโกง หรืออย่างน้อยก็เป็นตัวประกอบที่รู้อนาคตและเอาตัวรอดได้สบาย ๆ
แต่ในความฝันสนองตัณหาพวกนั้น ตัวละครมันมักจะเกิดใหม่พร้อมความทรงจำตั้งแต่แรกเกิดเสมอ!
เพราะถ้าไม่มีความทรงจำตั้งแต่ต้น แล้วจะใช้ความรู้อนาคตได้ยังไง?
จะวางแผนเปลี่ยนเนื้อเรื่องยังไง?
จะหลีกเลี่ยงธงตายยังไง?
แต่ความจริงไม่เคยใจดีกับใคร ผมกลับชาติมาเกิดในโลกของเกมนี้จริง แต่กลับเติบโตขึ้นมาโดยไม่มีความทรงจำจากชีวิตก่อนเลยสักนิด แล้วจู่ ๆ ก็เพิ่งจะได้มันกลับคืนมาเอาป่านนี้ ในวันที่ตัวเองเดินลงเส้นทางวายร้ายไปไกลเกินกว่าจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้แล้ว!
“ฮ้า…” ผมถอนหายใจยาว พยายามบังคับตัวเองให้สงบลง “ใจเย็นไว้ ซามาเอล คิดสิ”
ถูกแล้ว
คร่ำครวญไปก็ไม่ช่วยอะไร
ต่อให้สถานการณ์นี้จะบ้าบอจนเหมือนเอาตรรกะสามัญสำนึกไปโยนทิ้ง ผมก็ยังต้องรับมือกับมันอย่างเป็นระบบ
ก่อนอื่น ต้องจัดการสิ่งตรงหน้าก่อน
ผมดึงสายน้ำเกลือออกจากแขน แล้วปลดสายรัดข้อมือที่ใช้ตรวจวัดชีพจรออก
ทันทีที่ขยับตัวลุกจากเตียง ความเจ็บแปลบก็แล่นปลาบผ่านซี่โครงจนต้องกัดฟันแน่น เท้าเปล่าสัมผัสพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ ทำให้ผมสะดุ้งเล็กน้อย
พอยืนตรงได้ คลื่นเวียนศีรษะก็ถาโถมเข้ามา ราวกับเพิ่งตื่นจากไข้หนักที่ลากยาวมาหลายวัน
ร่างกายเบาหวิวและอ่อนแรงผิดปกติ
ถึงจะไม่มีกระดูกชิ้นไหนหักแล้ว—คงเพราะได้รับการรักษาจากฮีลเลอร์ระดับสูง—แต่ความเหนื่อยล้าทางกายกับทางใจยังคงถ่วงอยู่ทุกอณู
น่าเสียดายที่ผมไม่มีเวลาให้มานั่งพัก
ผมเดินโซเซไปทีละก้าว จนถึงหน้าต่างข้างเตียง แล้วเลื่อนบานกระจกเปิดออก
สายลมเย็นพัดเข้ามากระทบผิวทันที ทำให้หัวที่ร้อนวูบวาบของผมเย็นลงเล็กน้อย
เบื้องนอกหน้าต่าง เมืองทั้งเมืองถูกปกคลุมด้วยหิมะสีขาวบริสุทธิ์
ตึกระฟ้าสูงตระหง่านเสียดขึ้นไปในท้องฟ้าสีเทาครึ้ม ยอดของมันหายลับเข้าไปในกลุ่มเมฆ เกล็ดหิมะโปรยปรายลงมาอย่างเงียบงัน ปกคลุมถนน อาคาร และหลังคาบ้านเรือนด้วยผืนขาวนุ่มตา
มันคือหิมะแรกของเดือนธันวาคมที่งดงาม สวยจนแทบไม่เหมือนโลกจริง
บนท้องถนนเบื้องล่าง ผู้คนเดินกันขวักไขว่ ส่วนบนท้องฟ้า ผมเห็นผู้ตื่นรู้หลายคนบินผ่านอากาศไปมาอย่างอิสระ ราวกับท้องฟ้าเป็นเพียงถนนอีกเส้นหนึ่งสำหรับพวกเขา
แต่สิ่งที่ดึงสายตาผมไว้จริง ๆ ไม่ใช่หิมะ ไม่ใช่ตึกระฟ้า และไม่ใช่ผู้ตื่นรู้เหล่านั้น
มันคือกำแพงมหึมาบนเส้นขอบฟ้าไกลลิบ
กำแพงที่สูงตระหง่านเสียจนตึกระฟ้าทั้งหลายดูเล็กจ้อย กำแพงที่ทอดยาวออกไปไกลสุดสายตา และพุ่งขึ้นสูงหลายไมล์ราวกับต้องการแบ่งแยกฟ้ากับดินออกจากกัน
นั่นคือเขตแดนของเขตปลอดภัยฝั่งตะวันตก
กำแพงนั้นโอบล้อมทวีปนี้เอาไว้ทั้งทวีป—หรืออย่างน้อยก็ส่วนที่ยังเหลือรอดอยู่—ไม่ยอมให้สิ่งใดเข้าออก เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากจักรพรรดิราชันหรือเหล่าดยุก
แม้แต่ท้องฟ้าก็ถูกปิดผนึกด้วยม่านพลังล่องหนที่มีเพียงตัวตนระดับสูงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถทะลวงผ่านได้
หิมะที่กำลังโปรยปรายอยู่ในโดมแห่งนี้ ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มันตกลงมาเพียงเพราะราชันตะวันตกต้องการให้มันตก
ระหว่างจุดที่ผมยืนอยู่กับกำแพงยักษ์นั่น น่าจะมีเมืองคั่นอยู่อีกสามหรือสี่เมือง แต่ถึงอย่างนั้น ความใหญ่โตมโหฬารของมันก็ยังมองเห็นได้ชัดเจนราวกับตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า
“สุดยอดจริง ๆ…” ผมพึมพำเบา ๆ
และภาพตรงหน้านั่นเองที่ย้ำเตือนผมอย่างโหดร้าย
ผมอยู่ในเกมบัดซบนี่จริง ๆ ไม่ว่าจะดูเหนือจริงแค่ไหน ความจริงข้อนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้อีกแล้ว
ผมถอนหายใจยาวอีกครั้ง
ก่อนจะเหลือบไปเห็นเงาสะท้อนของตัวเองบนกระจกหน้าต่าง
เส้นผมสีบลอนด์ยาวสลวยตกลงระไหล่กว้าง รับกับใบหน้าหล่อเหลาคมคายจนแทบไม่สมเหตุสมผล ดวงตาสีทองสว่างจ้า ร่างกายสูงโปร่งสมส่วนแบบนักกีฬา กล้ามเนื้อชัดพอดี ไม่หนาเทอะทะและไม่ผอมบางเกินไป
หูทั้งสองข้างเจาะรู ส่วนท่อนแขนขวามีรอยสักลวดลายเท่ ๆ ประดับอยู่
ผมจำได้ลาง ๆ ว่ารอยสักนั่นมาจากไหน วันหนึ่งซามาเอลคนเดิมแค่เดินเข้าร้านสักกับเพื่อน ๆ แบบไม่มีเหตุผล แล้วชี้เอาลายแรกที่คิดว่าเท่
“ตอนนั้นคิดบ้าอะไรอยู่เนี่ย…” ผมพึมพำพลางกดขมับ โง่บัดซบ
ตอนนี้ผมสวมแค่ชุดผู้ป่วยสีขาวจืดชืด ดวงตาดูอ่อนล้า แก้มก็ตอบลงเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งอย่างช่วยไม่ได้ว่า…
ผมหล่อฉิบหาย
หล่อแบบไร้เหตุผล หล่อแบบต่อให้ใส่ชุดผู้ป่วยน่าเกลียดนี่ก็ยังดูดี
เอาจริง ๆ ถ้ามีใครเอาผ้าขี้ริ้วมาพันเอวผม แล้วบอกว่าเป็นแฟชั่นโชว์ ผมก็อาจจะทำให้มันดูแพงได้ด้วยซ้ำ
น่าหงุดหงิดชะมัด!
ในชีวิตก่อน ตอนเป็นโนอาห์ ผมหน้าตาธรรมดาค่อนไปทางแย่ ผอมโทรม ใต้ตาคล้ำเหมือนคนไม่ได้นอนมาหลายปี
พอได้มาเห็นหน้าตัวเองในชาตินี้อีกครั้งหลังความทรงจำกลับมา ผมจึงอดรู้สึกประหลาดไม่ได้
ของที่ซามาเอลเคยมองว่าเป็นเรื่องปกติ สำหรับโนอาห์แล้วมันคือพรจากสวรรค์ชัด ๆ!
แล้วผมก็ยังถูกนอกใจ
“เฮ้อ…” พูดไปก็ใช่ว่าจะโทษใครได้เต็มปาก
ผมทำตัวระยำกับลิลี่ เมินเธอ เอาแต่พูดเรื่องตัวเอง ไม่เคารพความรู้สึกของเธอ แถมนิสัยโดยรวมก็เข้าขั้นขยะ
แต่ถึงอย่างนั้น… ใครมันจะกล้านอกใจผู้ชายที่หน้าตาหล่อขนาดนี้ได้ลงคอ? ถ้าผมเป็นผู้หญิง ผมไม่มีวันทิ้งผู้ชายที่เบ้าหน้าหล่อทะลุฟ้าแบบผมเด็ดขาด—
“เดี๋ยว” ผมหยุดความคิดตัวเองทันที “นี่ผมกำลังคิดบ้าอะไรอยู่เนี่ย?”
ผมส่ายหน้าแรง ๆ ไล่เรื่องไร้สาระออกไปจากสมอง
ไม่มีเวลามามัวหลงหน้าตัวเองแล้ว ต้องโฟกัส
ผมเริ่มจัดเรียงข้อมูลในหัวอย่างจริงจัง
“วันนี้วันที่ 24 ธันวาคม”
อีกเจ็ดวันจะถึงปีใหม่
และที่สำคัญกว่านั้น อีกเจ็ดวันคือวันสอบประเมินเข้าเรียนของสถาบันเอเพ็กซ์ สถาบันฮันเตอร์อันดับต้น ๆ ที่ผมยื่นสมัครไว้ตั้งแต่เดือนก่อน
การสอบผ่านไม่ใช่ปัญหา
ด้วยทักษะของซามาเอล บวกกับความทรงจำของโนอาห์เกี่ยวกับเนื้อหาในเกม ผมมั่นใจว่าตัวเองสามารถผ่านมันได้ไม่ยาก
ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่การสอบ
แต่เป็นสิ่งบรรลัยที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นต่างหาก