- หน้าแรก
- สามีอยากแต่งหญิงสูงศักดิ์ แต่ไม่รู้ว่าภรรยาของเขาคือคุณหนูใหญ่ตัวจริง
- บทที่ 8 บิดาผู้ให้กำเนิดผู้มีบุตรดกเป็นพิเศษ
บทที่ 8 บิดาผู้ให้กำเนิดผู้มีบุตรดกเป็นพิเศษ
บทที่ 8 บิดาผู้ให้กำเนิดผู้มีบุตรดกเป็นพิเศษ
บทที่ 8 บิดาผู้ให้กำเนิดผู้มีบุตรดกเป็นพิเศษ
หลังจากทักทายกันเรียบร้อยแล้ว ทุกคนต่างก็พากันเดินเข้าไปด้านใน เมื่อผ่านประตูซุ้มโค้งเข้ามาก็ถึงลานบ้านอันกว้างขวางและสง่างาม ที่ภายนอกโถงหลักมีกลุ่มสาวใช้ หญิงรับใช้สูงวัย และเด็กรับใช้ยืนรออยู่ มีจำนวนมากกว่าสิบคน ทุกคนต่างยืนนิ่งก้มหน้า ทำให้ลานบ้านแห่งนี้เงียบสงัดจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มตก
เจียงอวี่ได้ประจักษ์ถึงกฎระเบียบของตระกูลใหญ่เป็นครั้งแรก
เมื่อเดินมาถึงทางเข้าโถงหลัก สาวใช้หน้าตาสะสวยสองคนก็ช่วยกันเลิกม่านประตูให้ เจียงอวี่เดินตามสตรีผู้มีเสน่ห์เย้ายวนเข้าไปในโถงหลัก นางเห็นชายชราผู้หนึ่งสวมชุดคลุมสีเทา ใบหน้าซูบเซียวเล็กน้อย นั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานตรงกึ่งกลางห้อง
เขาน่าจะมีอายุราวเจ็ดสิบปีแล้ว ดวงตาฝ้าฟางไปตามวัย ทว่าเจียงอวี่กลับมองเห็นความฉลาดเฉลียวและสติปัญญาประกายวาบอยู่ในนัยน์ตาที่ขุ่นมัวคูะนั้นอย่างชัดเจน ชายชราผู้นี้คงจะเป็นฉู่กั๋วกงไม่ผิดแน่
และก็เป็นเช่นนั้นจริง เมื่อนางได้ยินสตรีผู้มีเสน่ห์เย้ายวนที่อยู่ข้างกายเอ่ยขึ้นว่า "น้องหญิงใหญ่ รีบทำความเคารพท่านกั๋วกงเร็วเข้า"
เจียงอวี่คุกเข่าลงอย่างสำรวมพร้อมกับกราบสามครั้ง "เจียงอวี่คารวะท่านกั๋วกงเจ้าค่ะ"
ฉู่กั๋วกงลุกขึ้นยืนโดยใช้มือยันโต๊ะเพื่อพยุงตัว เดินตรงเข้ามาหาเจียงอวี่แล้วโน้มตัวลงช่วยพยุงให้นางลุกขึ้น พร้อมกับพินิจพิจารณานางอย่างถี่ถ้วน จากนั้นน้ำเสียงอันแหบพร่าด้วยความชราก็เอ่ยขึ้นว่า "เจ้าคือบุตรสาวคนโตสายตรงของจวนกั๋วกง ที่นี่คือบ้านของเจ้า จงพำนักอยู่ที่นี่ให้สบายใจเถิด"
ประโยคนี้แม้จะดูเรียบง่าย แต่กลับช่วยประกาศสถานะของเจียงอวี่ให้ชัดเจนว่า นางคือบุตรสาวคนโตที่เกิดจากภรรยาเอกของจวนฉู่กั๋วกง
"เจ้าค่ะ ท่านปู่" เจียงอวี่เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
ดวงตาฝ้าฟางของฉู่กั๋วกงสบประสานกับดวงตาของนางครู่หนึ่ง ก่อนจะมองเลยไปด้านหลังของเจียงอวี่ เจียงหมิงชางและเฉิงอวิ๋นซิ่วรีบประสานมือโค้งคำนับเขา ทว่าสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อฉู่กั๋วกงกลับยกมือขึ้นประสานและโค้งคำนับตอบคำนับแก่คนทั้งสองอย่างนอบน้อม พร้อมกับเอ่ยว่า "ขอบคุณท่านทั้งสองที่ช่วยดูแลเอาใจใส่ชุบเลี้ยงเจียงอวี่เป็นอย่างดี พวกท่านคือผู้มีพระคุณของจวนฉู่กั๋วกงของข้า"
การโค้งคำนับอย่างนอบน้อมและถ้อยคำของฉู่กั๋วกงทำให้ทุกคนในโถงหลักถึงกับตกตะลึง ฉู่กั๋วกงไม่เพียงแต่เป็นอัครขุนนางขั้นพิเศษเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ทรงอิทธิพลในราชสำนักอีกด้วย เขาไม่เพียงแต่แสดงคารวะอย่างสูงต่อสามัญชนสองคน แต่ยังยกย่องว่าพวกเขารวมเป็นผู้มีพระคุณของจวนฉู่กั๋วกงอีกด้วย
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะขบคิดในใจว่า เหตุใดฉู่กั๋วกงจึงให้ความสำคัญกับเจียงอวี่มากมายถึงเพียงนี้
เจียงหมิงชางและเฉิงอวิ๋นซิ่วทำตัวไม่ถูก จึงรีบคำนับตอบฉู่กั๋วกง ซึ่งฉู่กั๋วกงได้โบกมือเป็นสัญญาณให้พวกเขานั่งลง จากนั้นสตรีผู้งดงามอายุราวสี่สิบปีก็ลุกขึ้นยืน น้ำตาไหลอาบแก้มพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า "จูเอ๋อร์ของแม่ ในที่สุดเจ้าก็กลับมาเสียที"
เจียงอวี่รู้ได้ทันทีว่าสตรีผู้นี้คือมารดาผู้ให้กำเนิดตั้งแต่แรกเห็น เหตุผลไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่มารดาและบุตรสาวคู่นี้มีหน้าตาที่คล้ายคลึงกันอย่างยิ่ง
เจียงอวี่กำลังจะย่อตัวคำนับนาง ทว่าการคำนับกลับถูกขัดจังหวะไปเสียก่อนเพราะนางถูกดึงเข้าไปสวมกอด จากนั้นก็รวบรวมเสียงร่ำไห้ของอีกฝ่ายที่เอ่ยว่า "จูเอ๋อร์ของแม่ เจ้าไม่รู้หรอกว่าหลายปีที่ผ่านมาแม่ต้องใช้ชีวิตมาอย่างไร แม่เป็นห่วงกังวลทั้งวันทั้งคืน..."
ดวงตาของเจียงอวี่เริ่มรื้นไปด้วยน้ำตาจากเสียงร่ำไห้ของนาง เจียงอวี่เข้าใจดีถึงความวิตกกังวลและความห่วงใยของมารดาที่บุตรสาวถูกลักพาตัวไป นางจึงลูบหลังของอีกฝ่ายเบาๆ พลางเอ่ยว่า "ท่านแม่ ลูกกลับมาแล้วเจ้าค่ะ จากนี้ไปลูกจะอยู่เป็นเพื่อนท่านแม่บ่อยๆ นะเจ้าค่ะ"
คำพูดเหล่านี้ไม่ได้ช่วยบรรเทาอารมณ์ของลู่ยี่ฟาง ผู้เป็นภรรยาเอกของซื่อจื่อแห่งจวนฉู่กั๋วกงลงได้เลย นางยังคงโอบกอดเจียงอวี่ไว้แน่นและร่ำไห้ไม่หยุด จนกระทั่ง บรรดาญาติสตรีในห้องเข้ามาช่วยกันปลอบโยน นางจึงยอมหยุดร้องไห้ในที่สุด
นางปล่อยมือจากเจียงอวี่ แล้วจึงโค้งคำนับอย่างนอบน้อมให้แก่เจียงหมิงชางและเฉิงอวิ๋นซิ่ว "ขอบคุณท่านทั้งสองที่ช่วยดูแลจูเอ๋อร์ พวกท่านคือผู้มีพระคุณของข้า ข้าจะทำทุกวิถีทางเพื่อตอบแทนความเมตตาของพวกท่าน"
แววตาและท่าทางของนางเปี่ยมไปด้วยความจริงใจและไม่อาจปฏิเสธได้ เจียงหมิงชางและเฉิงอวิ๋นซิ่วต่างรู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างยิ่ง ทั้งสองคนคำนับตอบ และเฉิงอวิ๋นซิ่วก็รีบเข้าไปกุมมือของลู่ยี่ฟางพร้อมกับเอ่ยว่า
"อวี่เอ๋อร์เฉลียวฉลาดมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วเจ้าค่ะ เพื่อนบ้านต่างก็พากันบอกว่า การได้เด็กอย่างอวี่เอ๋อร์มาเป็นลูก ถือเป็นวาสนาของพวกเรา"
"ใช่แล้ว จูเอ๋อร์ของข้าแตกต่างจากเด็กคนอื่นตั้งแต่เพิ่งลืมตาดูโลก นางไม่ร้องไห้โยเยเลย เวลาหิวก็จะส่งเสียงครางเครือเครือเบาๆ เท่านั้นเอง"
ขณะที่ลู่ยี่ฟางเอ่ย นางก็มองไปที่เจียงอวี่ด้วยใบหน้าที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรักของความเป็นแม่ จากนั้นนางก็เอ่ยต่อด้วยความภาคภูมิใจว่า "จูเอ๋อร์พูดได้ตั้งแต่ยังอายุไม่ถึงขวบเลยด้วยซ้ำ และตอนที่นางเรียก ท่านแม่ และ ท่านปู่ ท่านจะไม่เชื่อเลยว่านางออกเสียงได้ชัดเจนเพียงใด พออายุได้สามขวบ นางก็ท่องจำคัมภีร์พันอักษรได้เกือบทั้งหมดแล้ว"
เมื่อได้ยินนางเอ่ยเช่นนี้ เจียงอวี่ก็แทบจะมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่านางได้มาเกิดใหม่ในครรภ์มารดา เป็นความจริงที่ว่าเด็กบางคนอาจจะพูดได้เร็ว แม้จะอายุยังไม่ถึงขวบก็ตาม แต่มีน้อยคนนักที่จะสามารถเรียก ท่านแม่ และ ท่านปู่ ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการออกเสียงคำว่า ท่านปู่ นั้น ถือเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่งสำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่าหนึ่งขวบ
ยิ่งไปกว่านั้น การท่องจำคัมภีร์พันอักษรได้เกือบทั้งหมดเมื่ออายุสามขวบ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่เด็กธรรมดาทั่วไปจะทำได้อย่างแน่นอน ดังนั้นคำถามจึงเกิดขึ้นว่า หากนางมาเกิดใหม่ในครรภ์จริง ด้วยนิสัยของนางแล้ว นางย่อมไม่มีทางเปิดเผย ความฉลาดเฉลียว ของตนเองออกมาเร็วขนาดนี้แน่ จะต้องมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้นางจำเป็นต้องทำเช่นนั้น
แล้วเหตุใดนางถึงทำเช่นนั้นเล่า
แม้ว่านางจะเป็นเด็กอายุสามขวบตอนที่ถูกลักพาตัวไป ทว่าจิตวิญญาณภายในกลับเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง นางถูกลักพาตัวไปภายใต้สถานการณ์เช่นนั้นได้อย่างไรกัน และนางสูญเสียความทรงจำก่อนอายุสามขวบไปได้อย่างไร มีแผนการสมรู้ร่วมคิดอันใดซ่อนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้กันแน่
ชั่วขณะหนึ่ง เจียงอวี่คิดถึงเรื่องราวต่างๆ มากมาย
ทันใดนั้นเอง ชายวัยกลางคนคนหนึ่งก็เดินเข้ามาแล้วเอ่ยว่า "ฮูหยิน จูเอ๋อร์ก็กลับมาแล้ว วันข้างหน้ายังมีเวลาพูดคุยกับนางอีกมากมาย ให้จูเอ๋อร์ได้ทำความรู้จักกับคนอื่นๆ ในครอบครัวก่อนเถิด"
เจียงอวี่มองไปทางชายผู้นั้น นางเห็นเขา สวมชุดคลุมสีม่วง รูปร่างสูงโปร่งและหล่อเหลา มีส่วนคล้ายคลึงกับพี่ชายร่วมอุทรของนางอยู่ถึงห้าส่วน ชายผู้นี้คงจะเป็นบิดาผู้ให้กำเนิดของนางไม่ผิดแน่
และก็เป็นจริงตามคาด ชายผู้นั้นตบไหล่นางเบาๆ พลางเอ่ยด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความยินดีว่า "จูเอ๋อร์ พ่อเอง"
เจียงอวี่คำนับเขา "ท่านพ่อ"
เจียงเฉิงเยี่ยตบไหล่นางอีกครั้ง "หลายปีมานี้เจ้าต้องลำบากมากแล้ว"
เจียงอวี่หลุบตาลงแล้วเอ่ยว่า "ท่านพ่อและท่านแม่บุญธรรมปฏิบัติต่อลูกเป็นอย่างดีตลอดหลายปีที่ผ่านมา ลูกไม่ได้ลำบากเลยแม้แต่น้อยเจ้าค่ะ"
น้ำเสียงของนางจริงจังเป็นอย่างยิ่ง นางต้องการให้ทุกคนในจวนฉู่กั๋วกงเข้าใจอย่างชัดเจนว่า บิดามารดาบุญธรรมของนางปฏิบัติต่อนางอย่างดีเยี่ยม และนางยังได้ใช้ชีวิตอย่างมีอิสระเสรี ซึ่งเป็นสิ่งที่บุตรสาวตระกูลสูงศักดิ์และทรงอิทธิพลไม่อาจมีโอกาสได้รับ
คำพูดของนางทำให้เจียงเฉิงเยี่ย ผู้เป็นซื่อจื่อแห่งจวนฉู่กั๋วกง รู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย และสีหน้าของเขาก็มืดมนลงไปเล็กน้อย ในตอนนี้เอง ลู่ยี่ฟางได้กุมมือของเจียงอวี่ไว้แล้วเอ่ยว่า "เพียงแค่ดูจากรูปร่างหน้าตาและกิริยาท่าทางของเจ้า แม่ก็รู้แล้วว่าเจ้าไม่ได้ตกระกำลำบากเลย"
นางมองไปที่เฉิงอวิ๋นซิ่วและเจียงหมิงชางด้วยความซาบซึ้งใจ "ขอบคุณพวกท่านมากจริงๆ"
เฉิงอวิ๋นซิ่วรีบเอ่ยตอบว่ามันเป็นหน้าที่ของพวกตนอยู่แล้ว
ความกระอักกระอ่วนใจเล็กๆ น้อยๆ จึงผ่านพ้นไปเช่นนั้น ต่อมา ลู่ยี่ฟางได้จูงมือเจียงอวี่เพื่อแนะนำให้รู้จักกับผู้คนในห้อง หลังจากแนะนำตัวเสร็จสิ้น เจียงอวี่ก็เข้าใจโครงสร้างบุคคลของจวนฉู่กั๋วกงโดยสังเขป
ฉู่กั๋วกงมีบุตรชายหนึ่งคนและบุตรสาวสองคน บุตรชายก็คือเจียงเฉิงเยี่ย บิดาผู้ให้กำเนิดของเจียงอวี่ ส่วนบุตรสาวสองคนนั้น คนหนึ่งเป็นบุตรสาวที่เกิดจากภรรยาเอก และอีกคนเป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุภรรยา บุตรสาวที่เกิดจากภรรยาเอกแต่งงานเข้าสู่จวนฉินกั๋วกงในเมืองซ่างจิง และเป็นภรรยาเอกของซื่อจื่อแห่งจวนฉินกั๋วกง ส่วนสามีของบุตรสาวที่เกิดจากอนุภรรยานั้น ดำรงตำแหน่งเป็นรองเสนาบดีกรมขุนนาง ซึ่งเป็นขุนนางขั้นสี่
เจียงเฉิงเยี่ย ผู้เป็นซื่อจื่อแห่งจวนฉู่กั๋วกง แต่งงานกับบุตรสาวคนโตสายตรงของหนิงหยวนโหว พวกเขามีบุตรชายสองคน คนหนึ่งเกิดจากภรรยาเอกและอีกคนเกิดจากอนุภรรยา บุตรชายที่เกิดจากภรรยาเอกคือเจียงเจียหรง ชายหนุ่มที่ไปรับเจียงอวี่ที่หน้าประตูเขาแต่งงานกับจางเซียงหลิง บุตรสาวคนโตสายตรงของจวนเจียงหลิงโหว ซึ่งก็คือสตรีผู้มีเสน่ห์เย้ายวนที่ต้อนรับเจียงอวี่ที่หน้าประตูนั่นเอง
พวกเขามีบุตรสาวหนึ่งคน นามว่าเจียงหยวน เจียงเจียหรงยังมีอนุภรรยาอีกหลายคน แต่พวกนางให้กำเนิดเพียงบุตรสาวที่เกิดจากอนุเท่านั้น เจียงอวี่ไม่ได้ใส่ใจนับจำนวนที่แน่นอน
เจียงเฉิงเยี่ยมีอนุภรรยาคนโปรดผู้หนึ่ง ซึ่งให้กำเนิดบุตรชายแก่เขา นามว่าเจียงเจียมู่ ทว่าเจียงเจียมู่มีสุขภาพร่างกายที่ไม่สู้ดีนัก และในวันนี้เขาก็กำลังฝืนร่างกายเพื่อมาร่วมพิธีรับรองฐานะของเจียงอวี่ เขาแต่งงานกับอู๋เจิ้งเหยียน บุตรสาวคนโตสายตรงของหัวหน้าศาลต้าหลี่ขั้นห้า ซึ่งก็คือสตรีผู้แต่งกายเรียบง่ายและสง่างามที่ต้อนรับเจียงอวี่ที่หน้าประตูนั่นเอง
สามีภรรยาคู่นี้มีบุตรชายหนึ่งคน ปีนี้อายุได้สี่ขวบ นามว่าเจียงวิ่นคัง ซึ่งเป็นเหลนชายเพียงคนเดียวของฉู่กั๋วกง
บุตรสาวที่เกิดจากภรรยาเอกเพียงคนเดียวของเจียงเฉิงเยี่ยก็คือเจียงอวี่ ส่วนจำนวนของบุตรสาวที่เกิดจากอนุภรรยานั้นยังไม่แน่ชัดนัก เจียงอวี่นับคร่าวๆ ได้อย่างน้อยเจ็ดหรือแปดคนในระหว่างที่ทำความรู้จักกัน ได้ยินมาว่ายังมีอีกหลายคนที่ยังอยู่ในวัยแบเบาะ ซึ่งไม่สะดวกที่จะพามาในวันนี้
บิดาผู้ให้กำเนิดคนนี้ ช่างมีบุตรดกเป็นพิเศษจริงๆ