เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3: ระบบ

บทที่ 3: ระบบ

บทที่ 3: ระบบ


บทที่ 3: ระบบ

เคล็ดวิชาทำสมาธิขั้นพื้นฐานคือวิชาทำสมาธิที่แพร่หลายที่สุดในพันธมิตรบลูสตาร์

พอพวกนักเรียนเข้าเรียนชั้นมัธยมต้น ร่างกายและจิตใจเริ่มเติบโตเต็มวัย ทุกโรงเรียนจะจัดอาจารย์มืออาชีพมาสอนเคล็ดวิชาทำสมาธิขั้นพื้นฐานนี้

แม้แต่สถานสงเคราะห์ที่ร่างเดิมของโจวมิงเคยอาศัยอยู่ ก็ยังได้รับการศึกษาเคล็ดวิชาทำสมาธิขั้นพื้นฐานเช่นกัน

เคล็ดวิชาทำสมาธิขั้นพื้นฐานเรียนรู้ง่าย เรียบง่าย และปลอดภัย ผู้ควบคุมอสูรแทบทุกคนจึงเริ่มต้นฝึกฝนควบคุมอสูรด้วยวิชานี้

ร่างเดิมของโจวมิงเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากวิชาทำสมาธิขั้นพื้นฐาน เขาจึงทุ่มเทเรี่ยวแรงทั้งหมดให้วิชานี้

ข้อดีเพียงอย่างเดียวที่ตามมาคือ โจวมิงอาศัยสัญชาตญาณร่างกาย ดำดิ่งสู่สภาวะทำสมาธิได้ภายในไม่กี่วินาทีหลังหลับตา ความกังวลก่อนหน้านี้พลันมลายหายไปพริบตา

ห้วงจิตวิญญาณเวิ้งว้างกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตราวกับฟากฟ้าราตรี

พลังจิตในสมองของเขาเปรียบเสมือนดวงดาวระยิบระยับบนฟากฟ้า สาดประกายเจิดจรัสลึกล้ำอย่างถึงที่สุด

ทว่าเมื่อโจวมิงเข้ามาในห้วงจิตวิญญาณ ทัศนียภาพที่คุ้นเคยกลับหายไปเงียบๆ แสงดาวที่เกิดจากพลังจิตเหือดหายไปหมดสิ้น

โจวมิงรีบสำรวจห้วงจิตวิญญาณทันที ถ้ามิตินี้เกิดปัญหาขึ้นมา ด้วยสถานภาพของเขา คงทำได้เพียงใช้ชีวิตธรรมดาสามัญไปตลอดชีวิต

ส่วนเรื่องที่จะได้เจอวาสนาปาฏิหาริย์ไร้เทียมทานมาช่วยซ่อมแซมหนุนนำห้วงจิตวิญญาณ โจวมิงคิดว่าเขายังไม่ได้บ้าถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาลบ้า

"เมล็ดพันธุ์วิญญาณ?"

ก่อนที่โจวมิงจะได้ตรวจสอบอย่างละเอียด เขาพบดวงจันทร์กลมโตสว่างไสวแขวนเด่นอยู่กลางห้วงจิตวิญญาณ

"มีบางอย่างผิดปกติ"

โจวมิงไม่ได้ลิงโลดใจกับเรื่องประหลาดใจกะทันหันนี้ ถ้าเขาควบแน่นเมล็ดพันธุ์วิญญาณสำเร็จจริง ไม่ว่าจะเข้ามาในห้วงจิตวิญญาณหรือไม่ย่อมต้องสัมผัสได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องรอให้เข้ามาสำรวจเองแบบนี้

พอครุ่นคิดครู่หนึ่ง เขาพลันตระหนักถึงเหตุผลทันที นี่ไม่ใช่เมล็ดพันธุ์วิญญาณของเขา แต่น่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์วิญญาณที่ร่างเดิมควบแน่นเอาไว้

เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อบรรลุวิถี

เมื่อจ้องมองดวงจันทร์สว่างไสวตรงหน้า ความคิดสายหนึ่งก็ผุดขึ้นมาทันที

ทว่าโจวมิงกลับรู้สึกเศร้าใจอยู่บ้าง สิ่งที่บางคนเฝ้าเพียรพยายามไขว่คว้ามาทั้งชีวิต กลับเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของคนอื่นเท่านั้น

หลังทอดถอนใจสั้นๆ เขาเบนความสนใจกลับมาที่เมล็ดพันธุ์วิญญาณตรงหน้า อยากรู้ว่าคนรุ่นหลังอย่างเขาจะได้รับอานิสงส์จากต้นไม้ที่คนรุ่นก่อนปลูกไว้หรือไม่

อีกอย่างด้วยสถานการณ์ตอนนี้ โจวมิงต้องสืบหาเหตุผลให้กระจ่าง กระแสสำนึกของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเส้นสายทอดเหยียดเข้าหาเมล็ดพันธุ์วิญญาณ

"เปรี้ยะ..."

ในห้วงจิตวิญญาณย่อมไม่มีเสียงเกิดขึ้นจริง ทว่าตอนที่เห็นเมล็ดพันธุ์วิญญาณทรงดวงจันทร์เกิดรอยร้าว เสียงแตกสลายก็ดังก้องในหัวของโจวมิงโดยสัญชาตญาณ

ก่อนที่เส้นสายกระแสสำนึกจะทันแตะต้องเมล็ดพันธุ์วิญญาณ เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็อุบัติขึ้นตรงหน้า

พอรอยร้าวแรกปรากฏ รอยแตกแยกสารพัดก็เริ่มลุกลามไปทั่วพื้นผิวของเมล็ดพันธุ์วิญญาณ ราวกับกระจกเงาแตกยับที่จวนเจียนจะร่วงหล่นลงพื้น

อย่าเพิ่งพังพินาศนะ โจวมิงเฝ้าภาวนาในใจขณะจับตาดูความเปลี่ยนแปลงของเมล็ดพันธุ์วิญญาณตรงหน้า

ตอนที่กระแสสำนึกสัมผัสเข้ากับเมล็ดพันธุ์วิญญาณ เขาก็เข้าใจแจ้งถึงชนวนเหตุที่เกิดสถานการณ์แบบนี้ทันที

ต้นไม้ไร้รากค้ำชู สายน้ำไร้ต้นกำเนิด

หลังจากร่างเดิมสิ้นใจตาย เมล็ดพันธุ์วิญญาณที่ขาดสิ่งค้ำจุนย่อมต้องสลายหายไปตามธรรมชาติ

ทว่าเนื่องจากการข้ามมิติมาของโจวมิง เมล็ดพันธุ์วิญญาณนี้จึงยังฝืนคงอยู่มาได้จนถึงตอนนี้ แต่ดูจากสภาพปัจจุบัน มันคงทนต่อไปไม่ไหวแล้ว

พริบตาที่เมล็ดพันธุ์วิญญาณแตกกระจายอีกครั้ง กระแสสำนึกดวงวิญญาณของโจวมิงและเมล็ดพันธุ์วิญญาณที่กำลังจะพังทลายก็หลอมรวมเข้าด้วยกันโดยสมบูรณ์

"ตูม"

ต้นไม้ไร้รากค้ำชู สายน้ำไร้ต้นกำเนิด ตอนนี้โจวมิงได้เชื่อมต่อพวกมันเข้าด้วยกันแล้ว

ทว่าความเปลี่ยนแปลงที่ตามมาไม่ได้สร้างความยินดีให้โจวมิงเลย เศษเสี้ยวเมล็ดพันธุ์วิญญาณที่แตกสลายไม่ได้ฟื้นคืนสภาพตาม

พวกมันไม่ได้เปลี่ยนกลับไปเป็นดวงดาวเต็มฟากฟ้า แต่กลับจับตัวกลายเป็นโครงสร้างคล้ายเนบิวลา หมุนวนเป็นวงก้นหอยอย่างเชื่องช้าภายในห้วงจิตวิญญาณของโจวมิง

นี่มันยังเรียกว่าเมล็ดพันธุ์วิญญาณได้อยู่ไหม?

จ้องมองเนบิวลาที่ประกอบด้วยดวงดาวขนาดจิ๋วนับร้อยนับพันดวง โจวมิงเต็มไปด้วยความสับสนงุนงงเต็มอก

หลังจากเฝ้าตรวจสอบและสัมผัสรับรู้อยู่หลายครั้ง ผนวกกับความรู้ที่ร่างเดิมเคยร่ำเรียนมา โจวมิงมั่นใจเต็มร้อยว่าเนบิวลาตรงหน้าคือเมล็ดพันธุ์วิญญาณที่เขาได้รับมรดกมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ร่างเดิมเอาชีวิตเข้าแลกมานั่นเอง

"บัดซบเอ๊ย"

โจวมิงไม่สนแล้วว่าจะมีพระเจ้าอยู่จริงไหม โชคชะตาของเขาดิ่งลงเหวไปเรียบร้อย จากเดิมที่คิดว่าจุดเริ่มต้นยากลำบากแค่นิดหน่อย ตอนนี้มันกลายเป็นมหาโหดไปแล้ว

ถ้าคนที่ไร้ความรู้เรื่องการควบคุมอสูรมาเห็นภาพนี้ คงคิดว่าตัวเองได้รับวาสนาปาฏิหาริย์ครั้งใหญ่ เมล็ดพันธุ์วิญญาณนับร้อยนับพันชิ้น ไม่ได้หมายความว่าจะบงการสัตว์อสูรได้นับร้อยนับพันตัวหรอกรึ?

มีสมุนห้อมล้อมหน้าหลัง สะบัดมือทีเดียวก็เรียกคลื่นสัตว์ร้ายขนาดย่อมออกมาถล่มเมือง กลายเป็นแขกผู้มีเกียรติที่ขุมอำนาจสารพัดต้องการตัว

ทว่าความทรงจำของร่างเดิมกลับบดขยี้จินตนาการสวยหรูนั้นพังยับเยินในพริบตา

ในโลกเหนือธรรมชาติ คุณภาพบดขยี้ได้ทุกสิ่ง ส่วนจำนวนเป็นเพียงแค่ของประดับตกแต่งเท่านั้น

การจะบงการสัตว์ร้ายคือการฝังเมล็ดพันธุ์วิญญาณลงสู่จิตสำนึกของมัน และคุณภาพของเมล็ดพันธุ์วิญญาณจะเป็นตัวกำหนดเกรดของสัตว์ร้ายที่ถูกควบคุม

ถ้าคุณภาพของเมล็ดพันธุ์วิญญาณอยู่แค่ระดับทั่วไป โอกาสที่จะควบคุมสัตว์ร้ายเกรดสูงให้สำเร็จก็ยิ่งริบหรี่ต่ำเตี้ยเลี่ยดิน

ด้วยสถานการณ์ของโจวมิงในตอนนี้ อย่างมากที่สุดเขาก็บงการได้เพียงสัตว์ธรรมดาชั้นต่ำสุดอย่างพวกหนูและนกกระจอกเท่านั้น

แต่ฝูงหนูหรือฝูงนกกระจอกนับร้อยตัวมันจะมีประโยชน์อะไร? พวกมันจะไปสู้เสือโคร่งหรือพญางูยักษ์ของคนอื่นได้รึไง?

ไม่เพียงแค่เรื่องพลังรบเท่านั้น แต่ศักยภาพของสัตว์ร้ายเกรดสูงยังช่วยหนุนนำให้ผู้เป็นนายมีโอกาสทะลวงผ่านคอขวดเลื่อนขั้นได้ง่ายขึ้นด้วย

ยิ่งกว่านั้น ด้วยระบบควบคุมอสูรในปัจจุบัน สภาพร่างกายของเขาจะปรับตัวให้เข้ากับระบบได้หรือเปล่ายังไม่รู้เลย

การสยบควบคุมสัตว์ร้ายสำเร็จเป็นเพียงแค่การก้าวข้ามธรณีประตูระดับผู้ฝึกหัดขั้นต้นเท่านั้น

และในหมู่ผู้ฝึกหัด มีเพียงประมาณหนึ่งในร้อยคนเท่านั้นที่จะทะลวงขั้นเป็นมืออาชีพอย่างเป็นทางการได้ ซึ่งนี่เป็นแค่ตัวเลขคร่าวๆ

การจะทะลวงขั้นสู่ระดับมืออาชีพอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่แค่เรื่องการยกระดับพลังจิตอีกต่อไป เพราะพลังจิตของมนุษย์ย่อมมีขีดจำกัดสูงสุดของมันอยู่

วิธีทลายขีดจำกัดพลังจิต ทำได้เพียงพึ่งพาพิธีกรรมเหนือธรรมชาติเท่านั้น

นี่คือระบบที่มนุษย์บลูสตาร์สร้างขึ้นจากการหยิบยืมเรียนรู้ความรู้เหนือธรรมชาติของเผ่าพันธุ์ต่างมิติ จุดประสงค์เพื่อทลายขีดจำกัดพลังจิตและครอบครองพลังเหนือมนุษย์อย่างแท้จริง

อย่างเช่น จ้าวอสูรมายา ที่แปรสภาพสัตว์อสูรของตัวเองให้กลายเป็นสัตว์อสูรควบคุมธาตุผ่านพิธีกรรม

พวกเขาใช้พลังของสัตว์อสูรมาทลายขีดจำกัดพลังจิต ส่งผลให้ขัดเกลาพลังต่อไปได้ ในขณะที่สัตว์อสูรก็อาศัยพลังจิตของผู้ควบคุมอสูรมาเติบโตไปพร้อมกัน

สัตว์อสูรมีสามรูปแบบ รูปแบบแรกคือเหมือนสัตว์ร้ายทั่วไป อาศัยอยู่ภายนอกและปฏิบัติตามคำสั่งจู่โจมหรือป้องกันของผู้ควบคุมอสูร

รูปแบบที่สองคือเมื่อสัตว์อสูรแปรสภาพเป็นเกราะสงคราม ผู้ควบคุมอสูรจะใช้สัตว์อสูรมาบงการพลังธาตุสารพัดชนิด

รูปแบบที่สามคือเมื่อสัตว์อสูรผสานเข้าสู่ร่างกายของผู้ควบคุมอสูร แปรเปลี่ยนเป็นรอยสักคอยสูบฉีดพลังจิตหล่อเลี้ยงเพื่อเติบโต หรือเพื่อฟื้นฟูอาการบาดเจ็บอย่างรวดเร็ว

พูดได้ว่าหลังจากทะลวงขั้นสู่ระดับมืออาชีพอย่างเป็นทางการ ผู้ควบคุมอสูรถึงจะครอบครองพลังเหนือมนุษย์แท้ๆ

นอกจากจ้าวอสูรมายาแล้ว ยังมีเส้นทางเลื่อนขั้นแยกย่อยอีกสารพัด เช่น อัศวินอสูร ผู้เลี้ยงอสูร และจ้าววิญญาณอสูร

ทว่าการแยกสายเฉพาะทางพวกนี้มีเงื่อนไขเบื้องต้นว่าต้องเป็นผู้ควบคุมอสูรปกติถึงจะทะลวงขั้นได้ แล้วสภาพร่างกายของโจวมิงในตอนนี้จะปรับตัวให้เข้ากับระบบที่วางรากฐานแน่นหนาได้รึเปล่า?

หรือว่าเขาต้องมานั่งเบิกเนตรสร้างระบบใหม่ขึ้นมาด้วยตัวเอง?

โจวมิงลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แววตาของเขาเหม่อลอยไร้ประกายชีวิตไปเรียบร้อย

จบบทที่ บทที่ 3: ระบบ

คัดลอกลิงก์แล้ว