- หน้าแรก
- โกงคะแนนสอบเกาเข่าหรอ งั้นขอเหมาดาวโรงเรียนพลิกชีวิตสู่มหาเศรษฐี
- บทที่ 3 - วาดไข่สร้างชาติ
บทที่ 3 - วาดไข่สร้างชาติ
บทที่ 3 - วาดไข่สร้างชาติ
ที่พักรับรองของอำเภอเป็นตึกอิฐสีเทาสองชั้น ตรงระเบียงทางเดินคลาคล่ำไปด้วยผู้เข้าสอบที่เดินทางมาจากคอมมูนต่างๆ
ผู้หญิงวัยกลางคนสวมปลอกแขนที่เคาน์เตอร์ตะโกนเสียงแหลมปรี๊ด "คนที่จะมารายงานตัวให้เข้าแถว! ทีละคน! เตรียมบัตรยืนยันตัวตนกับบัตรประจำตัวผู้เข้าสอบให้พร้อม!"
จางต้าเหว่ยทำงานคล่องแคล่วว่องไว จัดการเรื่องเอกสารให้ตัวเองและเฉินเฟิงเสร็จสรรพในเวลาไม่นาน
ทั้งคู่ได้พักห้องเดียวกัน เป็นห้องพักสำหรับสี่คน มีเตียงสองชั้น บนแผ่นไม้ปูด้านบนมีเสื่อกกบางๆ ปูรองไว้
เพื่อนร่วมห้องอีกสองคนมาถึงก่อนแล้ว
คนหนึ่งเป็นชายร่างผอมสูงสวมแว่นตา นั่งอยู่บนเตียงกำลังท่องหนังสือเรียนปากขมุบขมิบอย่างรวดเร็ว
ส่วนอีกคนเป็นชายร่างเตี้ยอ้วน ฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะ จ้องมองสมุดจดวิชาการเมืองด้วยสีหน้าอมทุกข์
จางต้าเหว่ยทิ้งตัวลงนอนบนเตียง
"เหล่าเฉิน นายตื่นเต้นไหมวะ?"
"ไม่"
"แต่ฉันตื่นเต้นว่ะ" จางต้าเหว่ยพลิกตัว "ถ้าฉันสอบไม่ติดนะ พ่อฉันเอาไม้ฟาดขาหักแน่"
เฉินเฟิงไม่ตอบ เขานั่งอยู่ริมเตียง หลับตาลงเบาๆ
สิ่งที่หมุนวนอยู่ในหัวเขาไม่ใช่ความตื่นเต้น แต่เป็นความทรงจำตลอดสี่สิบปีที่กำลังถูกจัดเรียง ปรับศูนย์ และล็อกเป้าหมายอย่างเป็นระบบ
ข้อสอบวิชาภาษาจีน เขาจำได้ทุกข้อ
ข้อสอบปรนัยสามข้อที่เขาเคยตอบผิดในชาติที่แล้ว เขากลับมาทบทวนหาสาเหตุเป็นแสนๆ ครั้ง
แปลบทความโบราณถูกหักไปสองคะแนน เพราะตีความการใช้คำว่า "以" (อี่) ผิดไป
การอ่านจับใจความเสียไปสามคะแนน เพราะตอบไม่ตรงประเด็น
ชาตินี้ เขาจะไม่ยอมเสียคะแนนไปแม้อีกแต่คะแนนเดียว
...
เช้าวันรุ่งขึ้น
การสอบเกาเข่าวิชาแรก ภาษาจีน
สนามสอบจัดขึ้นในอาคารเรียนของโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งประจำอำเภอ
ผนังอิฐสีแดง พื้นปูนซีเมนต์ หน้าต่างเปิดกว้าง ลมร้อนพัดกรรโชกเข้ามาเป็นระลอก
เฉินเฟิงนั่งอยู่แถวที่สามริมหน้าต่าง บัตรประจำตัวผู้เข้าสอบถูกวางทับไว้ที่มุมโต๊ะ ดินสอ ปากกาหมึกซึม และยางลบถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
กรรมการคุมสอบมีสองคน เป็นชายและหญิง
ฝ่ายชายอายุราวสี่สิบกว่า ส่วนฝ่ายหญิงดูอายุน้อยกว่า ในมือเธอถือซองกระดาษข้อสอบที่ปิดผนึกอย่างแน่นหนา
"ตอนนี้จะเริ่มแกะซองและแจกข้อสอบ ทุกคนห้ามจับปากกาเด็ดขาด รอจนกว่าจะได้ยินเสียงกริ่งถึงจะเริ่มทำข้อสอบได้"
ข้อสอบถูกแจกจ่ายลงมา
เฉินเฟิงกวาดสายตามองผ่านๆ มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อยแทบมองไม่เห็น
เหมือนในความทรงจำเป๊ะ
เสียงกริ่งดังขึ้น
เขาหยิบปากกา เริ่มลงมือทำตั้งแต่ข้อแรก
ข้อสอบปรนัย... เขาฝนคำตอบไปทีละข้อโดยไม่ต้องหยุดคิด
สามข้อที่เคยทำผิดในชาติที่แล้ว คราวนี้ปลายปากกาไม่ได้ชะงักเลยแม้แต่วินาทีเดียว เขาเขียนคำตอบที่ถูกต้องลงไปทันที
แปลบทความโบราณ... แม่นยำทุกตัวอักษร
การอ่านจับใจความ... วิเคราะห์แยกแยะอย่างเป็นระบบ เจาะลึกถึงทุกประเด็นที่ต้องตอบเพื่อให้ได้คะแนน
สี่สิบนาทีผ่านไป เขาทำข้อสอบพื้นฐานเสร็จทั้งหมด
เฉินเฟิงวางปากกาลง ขยับนิ้วมือคลายความเมื่อยล้า แล้วพลิกไปที่หน้าสุดท้าย
โจทย์เรียงความ: ความรู้สึกหลังจากอ่านเรื่อง "วาดไข่"
เฉินเฟิงดึงปลอกปากกาหมึกซึมออก แล้วจรดปากกาเขียนชื่อเรื่องลงบนหัวกระดาษคำตอบทันที — "ฝ่าทะลวงกรอบ: มองการทลายเปลือกยุคสมัยในการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ ผ่านภาพวาดไข่ของดาวินชี"
การวาดไข่ของดาวินชี คือรากฐานในการทำลายพันธนาการทางศิลปะแบบเก่า
แล้วถ้ามองกลับมาในยุคปัจจุบัน ปี 1980 ล่ะ "วิชาพื้นฐาน" ของประเทศชาติคืออะไร?
มันคือประกายไฟของระบบเหมาจ่ายผลผลิต! คือความกล้าหาญดุจสายฟ้าฟาดในการก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งสี่แห่ง! คือการทุบทำลายระบบชามข้าวเหล็ก เพื่อเปิดทางให้คนกลุ่มหนึ่งได้ร่ำรวยขึ้นมาก่อน!
"ยุคสมัยที่ยิ่งใหญ่ใดๆ ล้วนก่อเกิดจากการสั่งสมจากจุดเล็กๆ ทว่าการสั่งสมแบบยึดติดกับของเก่า ก็เป็นได้แค่น้ำนิ่งที่เน่าเสีย"
"มีเพียงการใช้สัจธรรมความจริงเป็นพู่กัน ใช้การปลดปล่อยความคิดเป็นน้ำหมึก จึงจะสามารถวาด 'ไข่แห่งยุคสมัย' ที่จะกะเทาะเปลือกเก่า สร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาบนแผ่นดินกว้างใหญ่นี้ได้!"
ปากกาหมึกซึมในมือของเฉินเฟิงตวัดไปมาราวกับดาบคมกริบ
ประสบการณ์การคลุกฝุ่นอยู่ใต้ก้นบึ้งของสังคมมาถึงสี่สิบปี ความทรงจำจากการนั่งฟังข่าวและอ่านหนังสือพิมพ์หน้าในมานับคืนไม่ถ้วน กลั่นตัวเป็นคลื่นยักษ์แห่งความบ้าคลั่งในอก ที่พรั่งพรูผ่านปลายปากกาออกมาอย่างดุเดือด
ไม่มีการพรรณนาความรู้สึกแบบเพ้อเจ้อไร้สาระ มีเพียงการพุ่งชนจุดเจ็บปวดของยุคสมัย และวิสัยทัศน์ที่มองไปข้างหน้าอย่างแม่นยำ
"อยากรวยต้องสร้างถนนก่อน อยากพัฒนาต้องฝ่าทะลวงกรอบก่อน จุดจบของการกอดชามข้าวเหล็กไว้แน่น มีแต่จะถูกเกลียวคลื่นแห่งยุคสมัยซัดจนแหลกละเอียดอยู่บนชายหาด..."
กระดาษคำตอบสามหน้ากระดาษเต็มๆ ถูกเขียนจนจบในรวดเดียว
สำนวนการเขียนนั้นเฉียบขาดเหนือชั้น ตัวอักษรยิ่งดูพลิ้วไหวทรงพลังราวกับภาพอักษรวิจิตร ซึ่งเป็นผลพวงจากการฝึกลงลายมือชื่อในเอกสารต่างๆ นับครั้งไม่ถ้วนในชาติก่อน
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป เฉินเฟิงปิดปลอกปากกา เงยหน้ามองนาฬิกาแขวนผนัง
ยังเหลือเวลาอีกสี่สิบห้านาทีกว่าจะหมดเวลาสอบ
ภายในห้องสอบยังคงมีแต่เสียงขีดเขียนดังสวบสาบ บางคนกัดปลายปากกาหน้าดำคร่ำเครียด บางคนเหงื่อแตกพลั่กเต็มหน้าผาก
เฉินเฟิงตรวจทานข้อสอบตั้งแต่ต้นจนจบอีกรอบ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีข้อผิดพลาด
จากนั้นก็นั่งรอเสียงกริ่งหมดเวลาอย่างเงียบๆ
...
เสียงกริ่งดังขึ้น
กลุ่มนักเรียนเดินทะลักออกจากอาคารเรียน บางคนมีสีหน้าโล่งอกราวกับยกภูเขาออกจากอก บางคนหน้าซีดเผือด
เฉินเฟิงเดินพ้นประตูสนามสอบ ก็เห็นจางต้าเหว่ยรออยู่ข้างนอกแล้ว หมอนั่นนั่งยองๆ อยู่บนบันได สีหน้าบ่งบอกถึงความหมดสภาพแบบคนเพิ่งสอบเสร็จหมาดๆ
"เป็นไงบ้าง?"
"ก็พอได้"
"พอได้อีกแล้ว! นายเปลี่ยนคำอื่นบ้างไม่ได้หรือไงวะ?"
จางต้าเหว่ยลุกขึ้นชกไหล่เขาเบาๆ "เรียงความนายเขียนแนวไหนวะ?"
"วาดไข่"
"โธ่เอ๊ย! ใครๆ เขาก็เขียนเรื่องวาดไข่กันทั้งนั้นแหละ! ฉันหมายถึงมุมมองโว้ย!"
ตอนที่เฉินเฟิงกำลังจะตอบ สายตากลับสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่าง
ริมถนนหน้าประตูสนามสอบ มีรถจี๊ปทหารสีเขียวจอดอยู่ใต้ร่มไม้
ประตูรถเปิดอ้าไว้ ชายวัยกลางคนในชุดเสื้อคอจีนยืนค้อมหลังอยู่ข้างรถ ในมือถือกระเป๋านักเรียนกับกระติกน้ำ ท่าทางพินอบพิเทาเหมือนเป็นลูกน้อง
และคนที่เดินแหวกฝูงชนออกมาจากสนามสอบ ก็คือเด็กหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาว
ใบหน้ากลม ดวงตาตี่เล็ก มุมปากมีรอยยิ้มหยิ่งผยองที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
ชายวัยกลางคนรีบปรี่เข้าไปรับกล่องดินสอจากมือเด็กหนุ่ม แล้วรีบเปิดประตูรถให้อย่างประจบประแจง
แต่เด็กหนุ่มคนนั้นไม่ได้แม้แต่จะปรายตามอง เขามุดตัวเข้าไปนั่งเบาะหลังทันที
หวังเหล่ย
หวังเหล่ยในวัยสิบแปดปี
ใบหน้านั้นดูอ่อนเยาว์ลงไปถึงสี่สิบปี แต่สีหน้านั้น... เฉินเฟิงจำได้แม่น ไม่มีทางลืมไปชั่วชีวิต
ไอ้ความโง่เขลาที่ฝังรากลึกถึงกระดูก คิดว่า 'ข้าเจ๋งที่สุดในโลก' แบบนั้น ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยสักนิด
ชาติที่แล้ว ก็ไอ้หมอนี่แหละ ที่กระซิบข้างหูเขาทีละคำๆ พร้อมรอยยิ้ม พิพากษาโทษจำคุกตลอดชีวิตสี่สิบปีให้กับเขา
มือในกระเป๋ากางเกงของเฉินเฟิงค่อยๆ กำแน่นขึ้น
จางต้าเหว่ยตามสายตาเขาไป มองแล้วก็เบะปาก
"คนรู้จักเหรอ?"
"อยู่คอมมูนเดียวกัน" เฉินเฟิงดึงสายตากลับ น้ำเสียงราบเรียบราวกับน้ำเปล่า
"โห ดูบารมีมันสิ มีรถจี๊ปมารับมาส่ง แถมมีลูกน้องคอยถือของให้อีก? ที่บ้านคงเป็นข้าราชการใหญ่โตรึไง?"
จางต้าเหว่ยแค่นเสียงเหอะอย่างหมั่นไส้ "วางท่าซะขนาดนี้ สอบออกมาคงโง่เป็นควายแหงๆ"
เฉินเฟิงไม่ตอบ
ฝั่งรถจี๊ปคันนั้น หวังเหล่ยลดกระจกลง สายตาตวัดมาทางนี้แวบหนึ่ง ไม่รู้ว่าจงใจหรือบังเอิญ
คนสองคนสบตากันจากระยะห่างสิบกว่าเมตร
สายตาของหวังเหล่ยหยุดอยู่ที่ใบหน้าเฉินเฟิงไม่ถึงหนึ่งวินาทีด้วยซ้ำ ไม่มีคลื่นอารมณ์ใดๆ ก่อนจะชักสายตากลับไป
แล้วเลื่อนกระจกปิด
รถจี๊ปสตาร์ทเครื่อง เสียงคำรามดังก้องก่อนจะแล่นฉิวออกไป ทิ้งไว้เพียงฝุ่นสีเหลืองตลบหลัง
มันไม่ได้เห็นเฉินเฟิงอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
ในความคิดของหวังเหล่ย เฉินเฟิงก็เป็นแค่ไอ้บ้านนอกคอกนาที่จนกรอบ ไม่มีทางที่เส้นทางชีวิตจะมาบรรจบกับเขาได้
เวลาเดียวกันนั้นเอง
ณ คอมมูนหงฉี บ้านของหวังเต๋อฟา
นี่คือบ้านที่ใหญ่โตโอ่อ่าที่สุดในคอมมูน
บ้านอิฐสีเทาหลังคาโค้ง ในลานบ้านมีรถจักรยานยี่ห้อหย่งจิ่วจอดอยู่ ซึ่งมีแต่ระดับผู้บริหารคอมมูนเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ขี่
ในห้องโถง หวังเต๋อฟานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่พนักพิงสูง บนโต๊ะแปดเหลี่ยมตรงหน้ามีกาน้ำชาหนึ่งใบ และบุหรี่ต้าเฉียนเหมินอีกสองซอง
เขาอายุห้าสิบต้นๆ หน้าเหลี่ยม จมูกใหญ่ ดูแลตัวเองอย่างดี
สวมเสื้อคอจีนสีเทา ติดกระดุมเม็ดบนสุด เผยให้เห็นรัศมีของข้าราชการระดับสูง
ฝั่งตรงข้ามคือภรรยาของเขา หลิวซิ่วฟาง
"เรื่องทั้งหมดผมจัดการเรียบร้อยแล้ว" หวังเต๋อฟากดเสียงต่ำ ยกถ้วยชาขึ้นจิบ
"เส้นสายในมณฑล สายของเหล่าเจิ้งนั่นแหละ เดือนก่อนผมเข้าไปเจอเขาที่เมืองเอกมาแล้ว"
"ตอนนี้เขารับผิดชอบเรื่องการลงทะเบียนแฟ้มประวัติที่สำนักงานรับเข้าศึกษาของมณฑล ขอแค่ผลสอบออกมา ก่อนที่เขาจะเก็บเข้าแฟ้ม เขาก็สามารถแกะซองกระดาษคำตอบ สลับชื่อกับรหัสประจำตัวผู้เข้าสอบได้สบายๆ"
หลิวซิ่วฟางถูมือไปมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นระคนประหม่า
"จะทำได้จริงๆ เหรอ? จะไม่มีใครจับได้ใช่ไหม?"
"จะบ้าเรอะ ใครมันจะไปจับได้" หวังเต๋อฟาแค่นเสียงเย็นชา
"แต่ละปีมณฑลเรามีกระดาษคำตอบตั้งหลายแสนแผ่น กองเป็นภูเขาอยู่ในโกดัง ใครมันจะบ้ามานั่งตรวจดูทีละแผ่น? ยิ่งไปกว่านั้น เหล่าเจิ้งก็เป็นคนดูแลเรื่องนี้เอง ถ้าเขาไม่หลุดปาก ใครมันจะไปรู้?"
"จุดสำคัญคือ พอเหล่ยเหล่ยของเราสอบเสร็จ เราต้องเล็งเป้าไปที่ใครสักคน"
"ใครล่ะ?"
"คนที่คะแนนสูงๆ ไง"
หวังเต๋อฟาใช้ปลายนิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ
"พอผลคะแนนออกมา เหล่าเจิ้งจะดึงรายชื่ออันดับคะแนนของทั้งมณฑลออกมาก่อน"
"เราจะเปลี่ยนคะแนนสูงปรี๊ดไม่ได้ อันดับหนึ่งไม่ได้ อันดับสองก็สะดุดตาเกินไป"
"ต้องเปลี่ยนคะแนนของคนที่อันดับรองลงมา แต่คะแนนยังสูงพอให้ใช้งานได้ ทางที่ดีที่สุดต้องเป็นเด็กบ้านนอก ไม่มีเส้นสาย ไม่มีเบื้องหลัง พวกที่ต่อให้คะแนนหายก็ไม่มีปัญญาไปตามสืบที่ไหนได้นั่นแหละ"
"คุณเล็งใครไว้ในใจแล้วใช่ไหม?"
หวังเต๋อฟาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ หรี่ตาลง
"ยังไม่ได้ตัดสินใจ รอผลสอบออกมาก่อนค่อยว่ากัน แต่พวกเด็กยากจนในคอมมูนของเราก็อยู่ในข่ายตัวเลือกทั้งนั้น"
เขายกถ้วยชาขึ้นจิบอีกครั้ง
"โดยเฉพาะไอ้เด็กบ้านตระกูลเฉิน เฉินเฟิงนั่นแหละ มันเรียนเก่งเป็นบ้า ใครในคอมมูนก็รู้กันทั่ว"
"แต่บ้านมันจนแทบไม่มีข้าวกิน แม่มันก็เป็นแม่ม่าย มันจะเอาปัญญาที่ไหนไปตามสืบคะแนน? จะเอาปัญญาที่ไหนไปฟ้องร้องใครได้?"
หลิวซิ่วฟางตบหน้าขาฉาดใหญ่
"งั้นก็เอาไอนี่แหละ!"
"อย่าเพิ่งใจร้อน" หวังเต๋อฟายกมือปราม
"ต้องรอผลสอบออกมาก่อน เกิดมันทำข้อสอบพลาด คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ เปลี่ยนมาก็ไร้ประโยชน์ รอไปก่อน"
เขาลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่าง
"เรื่องนี้ ถ้าทำสำเร็จ เหล่ยเหล่ยของเราก็จะได้เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย พอเรียนจบถูกส่งตัวไปทำงานในหน่วยงานรัฐ เส้นทางของตระกูลหวังสามชั่วอายุคนก็จะเปิดกว้างอย่างสมบูรณ์"
ทว่า หวังเต๋อฟาหารู้ไม่ ว่าไอ้เด็กยากจนที่เขาเล็งเอาไว้อย่างดิบดี...
เพิ่งจะส่งกระดาษคำตอบที่ทรงพลังพอจะสะเทือนไปถึงกรมการศึกษามณฑล หรือกระทั่งเมืองหลวงเลยทีเดียว