- หน้าแรก
- ไลฟ์สดทั่วโลก อาณาจักรฉินของฉันถูกเปิดโปง
- บทที่ 27 ขุนนางอาลักษณ์หลี่ไป๋
บทที่ 27 ขุนนางอาลักษณ์หลี่ไป๋
บทที่ 27 ขุนนางอาลักษณ์หลี่ไป๋
บทที่ 27 ขุนนางอาลักษณ์หลี่ไป๋แห่งสำนักฮั่นหลิน มหาปราชญ์ครึ่งก้าว
เมื่ออาหารถูกนำมาเสิร์ฟจานแล้วจานเล่า เพียงไม่นานบนโต๊ะก็เต็มไปด้วยอาหารเลิศรสหลากชนิด
สิ่งนี้ทำให้สมาชิกทีมสำรวจที่เคยเต็มไปด้วยความมั่นใจ กลับกลายเป็นสงบเสงี่ยมเจียมตัวขึ้นมาอย่างเหลือเชื่อ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวแทนจากเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ สีหน้าของพวกเขาราวกับมีคำว่า 'ฉันไม่เคยเห็นโลกกว้าง' แปะหราอยู่บนหน้าก็ไม่ปาน
แม้แต่ตัวแทนจากมหาอำนาจอย่างประเทศมังกรและสหรัฐอเมริกา ก็ยังมองซ้ายมองขวาด้วยความหวาดหวั่น เกรงว่าจะทำอะไรผิดพลาดจนกลายเป็นตัวตลก
เมื่อเห็นเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ในท้องพระโรงนั่งตัวตรงอย่างสง่าผ่าเผย พวกเขาก็รีบทำตามอย่างลุกลี้ลุกลน
ทว่ากลิ่นหอมหวนชวนสอที่โชยมาจากอาหารตรงหน้า ก็ทำให้พวกเขายากที่จะข่มใจเอาไว้ได้
ความรู้สึกนั้นราวกับมีมดนับร้อยนับพันตัวไต่ยั้วเยี้ยอยู่ตามร่างกาย
โชคดีที่ในจังหวะนั้น จักรพรรดิฉินเทียนซึ่งประทับอยู่บนพระที่นั่งสูงสุด ได้ทรงยกจอกสุราขึ้น
"ทุกท่าน ที่ข้าจัดงานเลี้ยงในวังวันนี้ ส่วนหนึ่งเพื่อชื่นชมผลงานของเหล่าขุนนางที่รักยิ่งในช่วงหลายวันที่ผ่านมา และอีกส่วนหนึ่งเพื่อต้อนรับคณะทูตจากนานาประเทศบนดาวสีน้ำเงิน"
"ขอจงอย่ารังเกียจอาหารอันเรียบง่ายเหล่านี้เลย"
"ข้าขอเชิญทุกท่านร่วมดื่มหมดจดจอกนี้ไปพร้อมกัน!"
สิ้นพระกระแสรับสั่ง จักรพรรดิฉินเทียนก็ทรงชูจอกสุราขึ้นสูง
เมื่อเห็นดังนั้น เหล่าขุนนางที่อยู่ในงานก็รีบลุกขึ้นยืน ยกจอกสุราขึ้น แล้วกราบทูลพร้อมกันว่า
"ขอบพระทัยฝ่าบาทในพระมหากรุณาธิคุณ!"
กล่าวจบ เหล่าขุนนางบุ๋นบู๊รวมถึงสมาชิกทีมสำรวจต่างก็ดื่มสุราในจอกรวดเดียวจนหมด
เมื่อสุราไหลล่วงลงคอ สมาชิกทีมสำรวจก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมกรุ่นที่ระเบิดกระจายในโพรงปาก ตามมาด้วยความรู้สึกดั่งลูกไฟอุ่นๆ ที่ไหลผ่านลำคอลงสู่กระเพาะอาหาร
จากนั้น ความรู้สึกก็แปรเปลี่ยนราวกับมีสายน้ำพุใสเย็นไหลรินเข้าสู่ลำคลองที่แห้งผากมาเนิ่นนาน
ในชั่วพริบตา รูขุมขนทุกเส้นบนร่างกายต่างเปิดรับสัมผัส แม้กระทั่งจิตวิญญาณก็ยังได้รับการเติมเต็มด้วยความรื่นรมย์อย่างที่ไม่เคยพานพบมาก่อน
หลังจากลิ้มรสชาติอย่างถี่ถ้วน ดวงตาของทุกคนก็เปล่งประกายขึ้นทันที
"สุราชั้นเลิศ! บนโลกนี้มีสุราที่รสชาติดีเลิศขนาดนี้อยู่ด้วยหรือ"
"จริงด้วย สุรานี้หมักจากสิ่งใดกัน เหตุใดจึงมีรสชาติซับซ้อนและล้ำลึกถึงเพียงนี้"
"ถ้าเอามาเทียบกันแล้ว เหมาไถที่ดีที่สุดของประเทศมังกรเราก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำปัสสาวะเลย..."
"ที่สำคัญที่สุดคือ พอดื่มเข้าไปแล้ว ฉันรู้สึกอบอุ่นไปทั้งตัว ร่างกายเบาสบายอย่างบอกไม่ถูก"
"ความเหนื่อยล้าสะสมตลอดช่วงที่ผ่านมาปลิวหายไปในพริบตาเดียว"
ในขณะที่ตัวแทนจากประเทศมังกรกำลังแบ่งปันความรู้สึกกันอยู่นั้น ตัวแทนจากเกาหลีใต้ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาแล้ว
"โฮๆๆ สุรานี่มันรสชาติดีเกินไปแล้ว ฉันเกิดมายังไม่เคยลิ้มรสสุราแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต"
อาการของตัวแทนจากรัสเซียนั้นยิ่งดูเกินจริงเข้าไปใหญ่
"วอดก้าคืออะไรกัน เมื่อนำมาเทียบกับสุราชั้นเลิศของต้าฉิน มันก็เป็นแค่น้ำเปล่าดีๆ นี่เอง ทันทีที่กลับถึงประเทศ ฉันจะเสนอให้รัสเซียและต้าฉินสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตทันที"
"ฉันจะใช้ทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศของเราเพื่อแลกกับสุราชั้นเลิศของพวกเขา ฉันเชื่อมั่นว่าท่านประธานาธิบดีจะต้องเห็นด้วยกับข้อเสนอของฉันอย่างแน่นอน"
กล่าวจบ เขาก็คว้ากาสุราที่อยู่ข้างๆ มารินใส่จอกจนเต็มเปี่ยม แล้วยกดื่มรวดเดียวโดยไม่แตะต้องอาหารเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นดังนั้น สมาชิกของคณะทูตจากประเทศอื่นๆ จึงลอบมองขุนนางบุ๋นบู๊ที่อยู่รอบๆ และเมื่อเห็นว่าพวกเขาเริ่มลงมือรับประทานอาหารกันแล้ว คณะทูตก็ไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไป
พวกเขาหยิบตะเกียบขึ้นมาและเริ่มสวาปามอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย โดยไม่สนใจภาพลักษณ์ความเป็นตัวแทนจากดาวสีน้ำเงินเลยสักนิด
มีเพียงตัวแทนจากอินเดียเท่านั้นที่มีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ในที่สุดเขาก็ต้องข่มใจระงับความอยากที่จะใช้มือเปิบอาหาร และพยายามหัดใช้ตะเกียบโดยเลียนแบบตัวแทนจากประเทศมังกรที่อยู่ข้างๆ
ทว่ามือของเขานั้นงุ่มง่ามเกินไป เขาพยายามอยู่นานก็คีบอะไรไม่ได้เลย ทำได้เพียงเบิกตาตาดูกับข้าวบนโต๊ะที่ค่อยๆ หายวับไปทีละอย่าง
ในขณะที่องค์จักรพรรดิและเหล่าขุนนางกำลังเพลิดเพลินกับงานเลี้ยง ท่ามกลางหมู่ขุนนางฝ่ายบุ๋น ชายหนุ่มอายุราวๆ ยี่สิบปี ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาหมดจดดั่งหยกและเหน็บกระบี่ยาวไว้ที่เอว ก็ลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหัน
"วันนี้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากฝ่าบาท กระหม่อม ขุนนางอาลักษณ์หลี่ไป๋แห่งสำนักฮั่นหลินที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง ขออนุญาตขับขานบทกวีเพื่อสร้างความสำราญแด่ฝ่าบาทและทุกท่าน ณ ที่นี้พ่ะย่ะค่ะ"
สิ้นประโยคนั้น สายตาของเหล่าขุนนางในท้องพระโรงก็พุ่งเป้าไปที่ชายหนุ่มผู้แผ่ซ่านกลิ่นอายอันเฉียบคมผู้นี้ในทันที
"คนผู้นี้คือขุนนางอาลักษณ์หลี่ไป๋งั้นหรือ ข้าได้ยินมาว่าเขามาจากสถานศึกษาจี้เซี่ย แม้อายุยังน้อยแต่ก็บรรลุเป็นมหาปราชญ์แล้ว อีกทั้งยังเป็นที่โปรดปรานของสามปราชญ์เมธีอย่างมาก"
"จริงด้วย ไม่นึกเลยว่าเขาจะเข้ามารับราชการในราชสำนักแล้วเช่นกัน"
"น่าเสียดายที่ต้าฉินในยามนี้เปี่ยมไปด้วยผู้มีความสามารถมากมาย ลำพังมหาปราชญ์เช่นเขาคงไม่โดดเด่นอะไรนัก"
"ถูกต้อง สิ่งที่ต้าฉินขาดแคลนน้อยที่สุดในตอนนี้ก็คือบุคลากรผู้มีความสามารถนี่แหละ"
"เลิกพูดเรื่องนี้เถอะ รอดูการตัดสินพระทัยของฝ่าบาทดีกว่า"
เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เพียงแค่ขุนนางบุ๋นบู๊แห่งต้าฉินเท่านั้นที่สงสัย สมาชิกทีมสำรวจเองก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความใคร่รู้เมื่อได้เห็นภาพเหตุการณ์นี้
พวกเขาอยากรู้จริงๆ ว่าชายหนุ่มตรงหน้านี้ตั้งใจจะทำสิ่งใด
"ขุนนางอาลักษณ์สำนักฮั่นหลินงั้นเหรอ ตำแหน่งนั้นคืออะไรกัน ใหญ่โตมากไหม"
"คงจะไม่ใหญ่เท่าไหร่หรอก ดูจากตำแหน่งที่เขานั่งแล้ว ไม่น่าจะเกินขุนนางระดับหก"
"ดูเหมือนเขาอยากจะแสดงผลงานเพื่อเรียกร้องความสนใจจากจักรพรรดิต้าฉินนะ"
"ก็แค่ท่องกวี ฉันว่าคงไม่มีอะไรน่าสนใจหรอก สู้กินต่อดีกว่า ฉันรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้นนิดหน่อยด้วยหลังจากกินอาหารเลิศรสพวกนี้เข้าไป"
ในขณะที่ความสนใจของทุกคนจับจ้องไปที่ขุนนางอาลักษณ์หลี่ไป๋ จักรพรรดิฉินเทียนบนบัลลังก์มังกรก็เอียงพระเศียรเล็กน้อยแล้วตรัสว่า
"ในเมื่อขุนนางอาลักษณ์หลี่ไป๋มีความตั้งใจเช่นนี้ ข้าก็จะตั้งใจรับฟัง"
สิ้นพระกระแสรับสั่ง ความตื่นเต้นยินดีก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหลี่ไป๋ทันที
"ขอบพระทัยฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ"
กล่าวจบ เขาก็เดินออกไปยังลานกว้างใจกลางตำหนักวิหคเพลิงอย่างมาดมั่น หลังจากรวบรวมอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ชักกระบี่ล้ำค่าที่เอวออกมาโดยพลัน
วินาทีต่อมา ประกายกระบี่อันเย็นเยียบก็สว่างวาบขึ้นภายในตำหนักวิหคเพลิง
ในเวลาเดียวกัน น้ำเสียงอันทุ้มต่ำและเปี่ยมเสน่ห์ของหลี่ไป๋ก็ดังกังวานขึ้น
"ท่านมิเห็นหรือ สายธาราแห่งแม่น้ำฮวงโหร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า ไหลทะลักลงสู่มหาสมุทรและไม่หวนคืน"
"ท่านมิเห็นหรือ คันฉ่องบานใสบนตำหนักสูงคร่ำครวญถึงเรือนผมสีขาว ยามรุ่งสางยังดำขลับดุจเส้นไหม ยามพลบค่ำกลับกลายเป็นสีขาวโพลนดั่งหิมะ"
...
สอดประสานไปกับท่วงทำนองของบทกวี กระบี่ในมือของเขาก็ตวัดร่ายรำไปในอากาศ ทิ้งร่องรอยของตัวอักษรที่ก่อตัวขึ้นจากปราณกระบี่สลักไว้กลางความว่างเปล่า
เมื่อตัวอักษรเรียงร้อยจนเต็มพื้นที่ในท้องพระโรง ปรากฏการณ์อัศจรรย์ก็พลันอุบัติขึ้นบนท้องฟ้า
เหนือหลังคาของตำหนักวิหคเพลิง ภาพมายาของแม่น้ำฮวงโหได้ก่อตัวขึ้นจากความว่างเปล่า พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้อง สายน้ำเชี่ยวกรากไหลทะลักมุ่งหน้าลงสู่มหาสมุทร
เมื่อมองในระยะประชิด มันดูไม่ต่างจากของจริงเลยแม้แต่น้อย สมาชิกทีมสำรวจถึงกับสัมผัสได้ถึงสายลมทะเลที่พัดโชยมาและมวลน้ำที่ซัดกระหน่ำ
ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าทำเอาสมาชิกทีมสำรวจและผู้ชมจากนานาประเทศในห้องถ่ายทอดสดถึงกับตกตะลึงอ้าปากค้างอยู่กับที่
พวกเขาไม่เข้าใจเลยว่า เพียงแค่การท่องบทกวี เหตุใดสิ่งต่างๆ ถึงได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นความมหัศจรรย์เช่นนี้ไปได้
เนื้อหาในบทกวีได้กลายเป็นความจริงขึ้นมาเสียแล้ว
หากไม่ใช่เพราะขุนนางบุ๋นบู๊ในท้องพระโรงยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย พวกเขาคงหวาดกลัวจนวิ่งหนีเตลิดออกจากตำหนักไปตั้งนานแล้ว
ทว่าในจังหวะที่พวกเขาคิดว่านี่คือขีดสุดแล้ว ปรากฏการณ์อัศจรรย์ระลอกใหม่ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
เมื่อหลี่ไป๋ท่องบทกวีท่อนสุดท้ายจบ ท้องฟ้าที่ประดับประดาไปด้วยหมู่ดาวเหนือตำหนักก็พลันส่องประกายเจิดจรัสอย่างเหลือเชื่อ
โดยเฉพาะดาวดวงหนึ่งที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสาดแสงสว่างวาบจนแสบตา
เมื่อความสว่างของมันไต่ระดับถึงขีดสุด ลำแสงแห่งดวงดาราก็สาดส่องลงมาอาบไล้ร่างของหลี่ไป๋โดยตรง
ในชั่วพริบตา ร่างของขุนนางอาลักษณ์หลี่ไป๋ก็ถูกอาบชโลมไปด้วยแสงดาราอย่างสมบูรณ์
สอดประสานไปกับปรากฏการณ์เหนือธรรมชาตินี้ กลิ่นอายอันทรงพลังอย่างไม่อาจหาคำอธิบายได้ก็ก่อตัวขึ้นจากร่างของหลี่ไป๋
ในขณะเดียวกัน เหล่าขุนนางแห่งต้าฉินในท้องพระโรงก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง
"ดาวเหวินชวี่ชำระล้างร่างกาย ไม่คิดเลยว่าเขาจะก้าวหน้าทะลวงขึ้นเป็นมหาปราชญ์ครึ่งก้าวได้แล้ว!"
"แถมยังไม่ใช่มหาปราชญ์ครึ่งก้าวธรรมดาด้วย เขาสามารถบรรลุเจตจำนงกระบี่อันเป็นเอกลักษณ์ของตนเองได้สำเร็จแล้ว!"
"อัจฉริยะ เขาคืออัจฉริยะที่แท้จริง!"
เมื่อได้ยินเสียงอื้ออึงของเหล่าขุนนางต้าฉินดังก้องอยู่ในหู ใบหน้าของสมาชิกทีมสำรวจต่างก็เต็มไปด้วยความสับสนงุนงงไปหมดแล้ว