- หน้าแรก
- ไลฟ์สดทั่วโลก อาณาจักรฉินของฉันถูกเปิดโปง
- บทที่ 19: สิบสองมนุษย์โลหะ
บทที่ 19: สิบสองมนุษย์โลหะ
บทที่ 19: สิบสองมนุษย์โลหะ
บทที่ 19: สิบสองมนุษย์โลหะ กองทัพทหารดินเผานับล้าน
ภายนอกสถานีพักม้าแห่งนครเสียนหยาง สมาชิกทีมสำรวจที่เพิ่งก้าวลงจากเรือเหาะเวหาต่างเบิกตากว้างมองไปรอบๆ ราวกับคนบ้านนอกเข้ากรุง
ไม่ใช่ว่าพวกเขาอ่อนด้อยประสบการณ์ เพราะใครก็ตามที่สามารถเข้าร่วมทีมสำรวจได้ ล้วนแต่เป็นชนชั้นหัวกะทิจากประเทศของตนทั้งสิ้น
เพียงแต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ประจักษ์แก่สายตาในเวลานี้นั้น มันช่างน่าตกตะลึงเกินไปจริงๆ
แม้จะได้เห็นความมั่งคั่งรุ่งเรืองของเมืองหยางโจว รวมถึงความยิ่งใหญ่อลังการของเมืองอวี้โจวมาแล้ว ทว่าพวกเขาก็ยังคงถูกดึงดูดด้วยภาพเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างจัง
เมื่อทอดสายตามองออกไป พื้นที่ด้านหน้านครเสียนหยางซึ่งทอดยาวนับสิบกิโลเมตรนั้นเปิดโล่งอย่างเหลือเชื่อ พื้นดินถูกปูด้วยแผ่นหินสีครามอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ลานกว้างแห่งนี้ดูราวกับจัตุรัสขนาดยักษ์
และบริเวณใกล้กับประตูเมืองเสียนหยาง มีรูปปั้นยักษ์สำริดสิบสองตัวตั้งตระหง่านอยู่ แต่ละตัวมีความสูงนับร้อยเมตร
หกตัวอยู่ทางซ้าย และอีกหกตัวอยู่ทางขวา
แต่ละตัวล้วนดูน่าเกรงขามหาใดเปรียบ บางตัวถือกระบี่ บางตัวถือหอก และบางตัวก็สะพายธนูขนาดใหญ่
แม้จะอยู่ห่างออกไปกว่าสิบกิโลเมตร แต่ทุกคนก็ยังสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
เมื่อภาพของยักษ์เหล่านี้ถูกถ่ายทอดสดผ่านกล้องไปยังผู้ชมทั่วโลก พวกเขาก็ไม่อาจเก็บอาการได้อีกต่อไป
"รูปปั้นพวกนี้ใหญ่ขนาดนี้ได้ยังไงเนี่ย ตัวเดียวน่าจะสูงสักห้าร้อยเมตรได้ นี่มันปาฏิหาริย์ชัดๆ"
"แปดสิ่งมหัศจรรย์ของดาวสีน้ำเงินเทียบไม่ติดเลยกับรูปปั้นสำริดยักษ์พวกนี้"
"จริงด้วย ความสูงรวมของเทพีเสรีภาพในอเมริกายังไม่ถึงร้อยเมตรเลย ถ้าเอามาวางเทียบกับรูปปั้นสำริดยักษ์พวกนี้ ก็คงเหมือนเด็กน้อยไปเลย IP: รัสเซีย"
"แม้แต่รูปปั้นแห่งเอกภาพในอินเดียของเราก็ยังสูงไม่ถึงครึ่งของพวกนี้เลย ฉันอยากเห็นเจ้ายักษ์ใหญ่พวกนี้ด้วยตาตัวเองจริงๆ IP: อินเดีย"
"ฉันล่ะสงสัยจริงๆ ว่าต้องใช้โลหะมากมายขนาดไหนถึงจะหล่อรูปปั้นยักษ์พวกนี้ขึ้นมาได้ แล้วเทคนิคงานช่างของต้าฉินทำเรื่องแบบนี้สำเร็จได้ยังไง IP: อิตาลี"
"มันยิ่งใหญ่อลังการมาก ต้าฉินยังมีปาฏิหาริย์อะไรรอให้พวกเราไปค้นพบอีกเยอะแค่ไหนกันนะ IP: ฝรั่งเศส"
"หรือว่ารูปปั้นสำริดพวกนี้จะเป็นแค่ของประดับ นี่มันสิ้นเปลืองเกินไปแล้ว ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเอาซะเลย IP: อังกฤษ"
"เพื่อนเอ๋ย ถ้านายคิดว่ามันไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นายก็พาคนของนายไปประท้วงที่ต้าฉินได้เลยนะ IP: เวียดนาม"
"หืม แล้วพวกคนเกาหลีล่ะทำไมหายไปไหนกันหมด ทำไมป่านนี้ถึงยังไม่ออกมาขี้โม้อีก"
"ต่อให้รวบรวมโลหะมาทั้งประเทศ พวกเขาก็สร้างรูปปั้นสำริดแบบนี้ไม่ได้หรอก จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนล่ะ IP: ญี่ปุ่น"
"ไม่ๆๆ ตอนนี้พวกเขาน่าจะกำลังหาหลักฐานมาพิสูจน์อยู่แหละ ว่าต้าฉินคือบรรพบุรุษของตัวเอง IP: อินเดีย"
ขณะที่ผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดกำลังถกเถียงกัน รถม้าที่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีตงดงามหลายคันซึ่งถูกลากจูงด้วยม้าตัวสูงใหญ่ ก็ค่อยๆ เข้ามาจอดตรงหน้าทีมสำรวจ
ในเวลาเดียวกัน เติ้งจื่อหลงที่หายหน้าไปพักหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าพวกเขา
"ทุกท่าน พวกเรากำลังจะเข้าสู่นครเสียนหยาง ก่อนที่จะเข้าเมืองอย่างเป็นทางการ ข้ามีเรื่องต้องขอเตือนพวกเจ้าสักหน่อย"
"หลังจากเข้าสู่เสียนหยางแล้ว พวกเจ้าเพียงแค่ต้องทำตามพระประสงค์ของฝ่าบาทเท่านั้น อย่าตั้งคำถามให้มากความ และอย่าเดินเพ่นพ่านไปทั่ว มิฉะนั้นหากเกิดเรื่องอันใดขึ้นมา ก็ไม่มีใครสามารถช่วยพวกเจ้าได้"
เมื่อได้ยินคำเตือนของเติ้งจื่อหลง สมาชิกทีมสำรวจต่างก็พยักหน้ารับอย่างรัวเร็ว
หากก่อนหน้านี้พวกเขายังคงมีความเย่อหยิ่งทระนงหลงเหลืออยู่ในใจ ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา ความเย่อหยิ่งเหล่านั้นก็ถูกความยิ่งใหญ่สารพัดของต้าฉินบดขยี้จนแหลกสลายไปนานแล้ว
"ในเมื่อเข้าใจตรงกันแล้ว ก็ขึ้นรถเถอะ"
เมื่อสิ้นคำ สมาชิกทีมสำรวจก็ทยอยกันขึ้นไปนั่งบนรถม้าที่สถานีจัดเตรียมไว้ให้
เมื่อขึ้นไปนั่ง พวกเขาก็ตระหนักว่ารถม้าที่ดูธรรมดาเหล่านี้ไม่เพียงแต่นั่งสบายอย่างเหลือเชื่อ แต่ยังมีพื้นที่ภายในที่กว้างขวางมากอีกด้วย
เมื่อแล่นไปบนถนนหลวงอันราบเรียบของเสียนหยาง พวกเขากลับไม่รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนเลยแม้แต่น้อย
ทว่าไม่นานนัก ความสนใจของพวกเขาก็พุ่งเป้าไปที่ภายนอกหน้าต่างรถม้า
หากจะพูดให้ถูกก็คือ ลานจัตุรัสขนาดยักษ์ที่อยู่ทั้งสองฝั่งของถนนหลวงต่างหาก
ก่อนหน้านี้ พวกเขามัวแต่วุ่นอยู่กับการมองรูปปั้นสำริดยักษ์ทั้งสิบสองตัว แต่เมื่อเข้ามาใกล้ พวกเขาถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่านอกจากรูปปั้นสำริดเหล่านั้นแล้ว บนลานจัตุรัสยังมีทหารดินเผาขนาดเท่าคนจริงยืนตระหง่านอยู่ด้วย
ทหารดินเผาเหล่านี้ก็เหมือนกับรูปปั้นยักษ์ทั้งสิบสองตัว พวกมันถูกปั้นขึ้นตามรูปลักษณ์ของทหารต้าฉิน สวมชุดเกราะและถืออาวุธครบมือ
สีหน้าของทหารดินเผาแต่ละตัวนั้นแตกต่างกันออกไปและดูมีชีวิตชีวาราวกับคนจริง หากไม่มองให้ละเอียดถี่ถ้วน ก็คงคิดว่าเป็นคนเป็นๆ ยืนอยู่ ถือเป็นผลงานศิลปะอันวิจิตรบรรจงอย่างแท้จริง
หากมีเพียงไม่กี่ตัว คนในกลุ่มก็คงไม่ต้องชะโงกหน้าออกไปดูทางหน้าต่างกันทีละคนหรอก
แต่ประเด็นสำคัญก็คือ ทั่วทั้งลานจัตุรัสขนาดมหึมาด้านหน้านครเสียนหยางแห่งนี้ ล้วนเต็มไปด้วยทหารดินเผาดังกล่าว
พวกมันยืนเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ดูราวกับเป็นกองทัพนับล้านนาย
ชั่วขณะนั้น สมาชิกทีมสำรวจต่างก็ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
และเมื่อภาพลักษณ์ของพวกเขาตกอยู่ในสายตาของราษฎรชาวต้าฉินที่เดินผ่านไปมาบนถนนหลวง ผู้สัญจรไปมาเหล่านี้ก็แสดงสีหน้าแปลกประหลาดออกมาเช่นกัน
เด็กหญิงตัวน้อยวัยเจ็ดแปดขวบ ถักผมเปียและถือระหัดลมอันเล็กไว้ในมือ มองดูทีมสำรวจในรถม้าแล้วเอ่ยถามบิดาด้วยความสงสัย
"ท่านพ่อ คนพวกนี้คือใครกันเจ้าคะ ทำไมพวกเขาถึงดูท่าทางโง่เขลานัก"
เมื่อได้ยินคำถามของเด็กหญิง ชายวัยกลางคนที่อยู่ข้างๆ ก็แสดงสีหน้ารังเกียจออกมาทันที
"พวกเขาหรือ คงจะเป็นพวกคนเถื่อนจากต่างแดนกระมัง ดูจากท่าทางแล้ว เกรงว่าพวกมันคงไม่เคยเห็นดินแดนที่เจริญรุ่งเรืองอย่างต้าฉินของเราเป็นแน่"
"คนเถื่อนหรือเจ้าคะ เช่นนั้นพวกเขาก็น่าสงสารจริงๆ"
"ใช่แล้ว พวกเขาไม่ได้โชคดีเหมือนพวกเราที่ได้เกิดมาในต้าฉิน ทว่าฝ่าบาททรงมีพระมหากรุณาธิคุณ บางทีอีกไม่นานพวกเขาก็อาจจะได้รับสัญชาติต้าฉินเช่นกัน"
"ไปกันเถอะ เลิกมองพวกมันได้แล้ว เดี๋ยวจะติดเชื้อความป่าเถื่อนไร้อารยธรรมมาจากคนพวกนี้เอาได้"
ขณะที่สนทนากัน สองพ่อลูกก็เดินเลี่ยงไปอีกทาง
และนอกจากพวกเขาแล้ว ราษฎรชาวต้าฉินคนอื่นๆ ก็ชี้ไม้ชี้มือมายังสมาชิกทีมสำรวจในรถม้าเช่นกัน
เมื่อเห็นดังนั้น ทีมสำรวจก็คิดเอาเองว่าชาวต้าฉินเหล่านี้คงไม่ประสีประสา นักวิจัยสาวจากอเมริกาจึงรีบหยิบช็อกโกแลตชิ้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเป้
หลังจากแกะห่อเสร็จ เธอก็ยื่นมันให้กับเด็กชาวต้าฉินคนหนึ่งที่อยู่ภายนอกรถม้า
ในขณะเดียวกัน เธอก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยด้วยภาษาจีนกลางที่ไม่ได้สละสลวยนักว่า
"เด็กน้อย สิ่งนี้อร่อยมากเลยนะ ที่นี่ไม่มีของแบบนี้หรอก เอ้านี่ ลองชิมดูสิ"
เมื่อได้ยินคำพูดของนักวิจัย เด็กชายที่ดูอายุเพียงเจ็ดแปดขวบก็มองช็อกโกแลตในมือของเธอด้วยความงุนงงในคราแรก ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อของตน
วินาทีต่อมา เขาก็หยิบบางสิ่งที่ถูกห่อด้วยกระดาษไขออกมา
เมื่อผู้คนในรถเห็นสิ่งนั้นอย่างชัดเจน สีหน้าของพวกเขาก็แข็งค้างไปในทันที
เพราะสิ่งที่เด็กคนนั้นหยิบออกมา ก็คือช็อกโกแลตสีดำชิ้นหนึ่งเช่นเดียวกัน
"พวกคนเถื่อนเหล่านี้น่าสงสารจริงๆ ขนมที่เรากินกันอยู่ทุกวัน กลับถูกมองว่าเป็นของอร่อยล้ำเลิศในสายตาพวกมันซะงั้น"
"ใช่ ฉันได้ยินมาว่ามีร้านขนมหวานเปิดใหม่ในเสียนหยางเมื่อไม่กี่วันก่อน ไม่รู้ว่าของร้านนั้นจะอร่อยไหมนะ"
"ข้ากินน้ำตาลไม่ได้แล้วล่ะ ฟันมีหนอนกินหมดแล้ว วันนี้ข้าจะไปร้านขายของเล่นในเสียนหยาง เพื่อซื้อของเล่นม้ากลรุ่นล่าสุด"
"ไปกันเถอะ รีบเดินกันดีกว่า อย่าเข้าไปใกล้พวกคนเถื่อนเหล่านี้นักเลย ดูเหมือนพวกมันจะไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่นะ"
พร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กๆ นอกรถ กลุ่มเด็กที่เคยล้อมรอบรถม้าก็พากันวิ่งหนีหายไปในพริบตา
ความเร็วในการวิ่งนั้นเร็วเสียจนทุกคนในรถม้าอึ้งจนพูดไม่ออก
หลังจากมองหน้ากัน รอยยิ้มขื่นขมก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของพวกเขา
"จบสิ้นกัน กลายเป็นว่าพวกเรานี่แหละที่เป็นคนเถื่อนเสียเอง"
ขณะที่ทุกคนกำลังทอดทอนใจกับสิ่งที่ได้พบเห็นภายนอกนครเสียนหยาง กำแพงเมืองเสียนหยางที่สูงตระหง่านนับร้อยจั้งก็ปรากฏขึ้นไม่ไกลจากพวกเขาในที่สุด
เมื่อมองจากระยะไกล กำแพงเมืองสีดำสนิทนั้นแท้จริงแล้วถูกห่อหุ้มไว้ด้วยม่านพลังสีทองอร่าม