- หน้าแรก
- ไลฟ์สดทั่วโลก อาณาจักรฉินของฉันถูกเปิดโปง
- บทที่ 15: ผู้บำเพ็ญเพียรกับวิชาเรียกฝน
บทที่ 15: ผู้บำเพ็ญเพียรกับวิชาเรียกฝน
บทที่ 15: ผู้บำเพ็ญเพียรกับวิชาเรียกฝน
บทที่ 15: ผู้บำเพ็ญเพียรกับวิชาเรียกฝน
บนดาดฟ้าเรือเหาะเวหา ขณะที่เรือรบแล่นเข้าสู่น่านฟ้าของมณฑลอวี้โจว สมาชิกทีมสำรวจที่กำลังเพลิดเพลินไปกับการเดินทางต่างก็พากันละสายตา และหันไปจดจ่ออยู่กับเมืองขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องล่างทันที
เพียงปรายตามอง สมาชิกทีมสำรวจก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
"เมืองที่อยู่ข้างล่างนั่นคือที่ตั้งศูนย์กลางการปกครองของอวี้โจวอย่างนั้นหรือ ใหญ่โตมโหฬารเกินไปแล้ว"
"ใช่ ตอนแรกฉันนึกว่าเมืองหยางโจวใหญ่มากแล้วนะ ไม่คิดเลยว่าพื้นที่ของเมืองอวี้โจวแห่งนี้จะไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย"
"ช่างเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองอะไรเช่นนี้ หากมีโอกาส ฉันจะต้องไปเยือนเก้ามณฑลแห่งต้าฉินให้ครบทุกที่ให้ได้"
"น่าเสียดายที่ครั้งนี้เราต้องเดินทางรวดเดียวจนถึงจุดหมาย หากอยากแวะเที่ยวเมืองอวี้โจว คงทำได้แค่รอโอกาสหน้าเท่านั้น"
"ขนาดอวี้โจวยังเจริญรุ่งเรืองถึงเพียงนี้ แล้วเมืองหลวงของต้าฉินอย่างเสียนหยางจะยิ่งใหญ่อลังการขนาดไหนกันนะ"
"อีกไม่นานก็คงได้รู้ ด้วยความเร็วของเรือเหาะเวหาลำนี้ พวกเราน่าจะเดินทางถึงเมืองเสียนหยางได้ภายในเวลาไม่เกินครึ่งวัน"
"จะว่าไปแล้ว เรือเหาะเวหาของต้าฉินนี่มันยอดเยี่ยมจริงๆ ทั้งบินได้รวดเร็วและนิ่มนวล แถมยังออกมายืนชมวิวข้างทางบนดาดฟ้าเรือได้อีก แบบนี้ดีกว่าเครื่องบินของพวกเราตั้งเยอะ"
"นั่นสิ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสักวันหนึ่งเราจะสามารถนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้บนดาวสีน้ำเงินได้"
...
ขณะที่ผู้คนบนเรือกำลังชื่นชมทัศนียภาพอันงดงามของต้าฉินพร้อมกับทอดถอนใจด้วยความตื่นตาตื่นใจ ทหารแห่งกองทัพอากาศต้าฉินนายหนึ่งก็เดินตรงเข้าไปในห้องกัปตัน
"เรียนท่านแม่ทัพ กรมควบคุมน่านฟ้าแห่งอวี้โจวส่งสารด่วนแจ้งมาว่า ขณะนี้เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรจากกรมโหรหลวงกำลังประกอบพิธีเรียกเมฆขอฝนอยู่ในน่านฟ้าเบื้องหน้า ขอให้ท่านแม่ทัพชะลอการเดินทางชั่วคราวขอรับ"
เมื่อได้รับรายงาน พลตรีอี้เฟิงผู้เป็นกัปตันเรือกลับไม่มีทีท่าประหลาดใจใดๆ เขาเพียงพยักหน้ารับด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็สั่งการลงไปให้ลดความเร็วลง รอจนกว่าผู้บำเพ็ญเพียรจากกรมโหรหลวงจะประกอบพิธีเสร็จสิ้น พวกเราค่อยเดินทางกันต่อ"
"รับทราบ!"
สิ้นคำสั่ง เพียงไม่นานความเร็วของเรือเหาะเวหาก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
สมาชิกทีมสำรวจย่อมสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ ในทันทีที่ความเร็วลดลง สีหน้าฉงนสงสัยก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของพวกเขาทุกคน
"เกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ๆ ถึงลดความเร็วลงล่ะ"
"นั่นสิ หรือว่าพวกเขากำลังเตรียมตัวลงจอดที่สถานีของอวี้โจว"
"ไหนบอกว่าจะมุ่งหน้าตรงไปที่เสียนหยางเลยไม่ใช่หรือ"
"หรือว่าเกิดเหตุขัดข้องอะไรขึ้น"
เมื่อคิดหาคำตอบไม่ได้ ทุกคนจึงหันไปมองนายทหารแห่งกองทัพอากาศที่ยืนอยู่ไม่ไกลในทันที
หลังจากลังเลอยู่นาน ในที่สุดพลเรือตรีเจิงชิงชุนจากประเทศมังกรก็ตัดสินใจเอ่ยปากถาม
"ท่านแม่ทัพ เหตุใดจู่ๆ ถึงลดความเร็วลงล่ะ เกิดปัญหาอะไรขึ้นหรือเปล่า"
ทว่าก่อนที่นายทหารท่านนั้นจะได้เอ่ยปากตอบคำถาม เสียงร้องอุทานด้วยความตกตะลึงของสมาชิกทีมสำรวจรอบข้างก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน
"ดูนั่นสิ! บนฟ้าตรงนั้นมันอะไรกันน่ะ"
"ดูเหมือนจะเป็นคนสองคนนะ"
"คนเนี่ยนะ จะเป็นไปได้ยังไง นี่มันระดับความสูงกว่าพันเมตรเลยนะ จะมีคนลอยอยู่บนฟ้าได้ยังไง"
"ต้องเป็นว่าวแน่ๆ"
"ว่าวอะไรจะหน้าตาแบบนั้น นั่นมันคนสองคนชัดๆ แถมยังขยับตัวได้ด้วย"
"ให้ตายเถอะ จริงด้วย พวกเขาคือคนเป็นๆ สองคน พวกเขาทำแบบนั้นได้ยังไงกัน"
เมื่อได้ยินเสียงฮือฮาของฝูงชน พลเรือตรีเจิงชิงชุนก็รีบมองตามทิศทางที่พวกเขาชี้ไปทันที
แล้วก็เป็นจริงดังว่า มีคนสองคนสวมชุดนักพรตเต๋าและสะพายกระบี่ไว้ด้านหลัง กำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศ ห่างจากพวกเขาไปเพียงร้อยเมตรเศษเท่านั้น
บางทีอาจเป็นเพราะการปรากฏตัวของพวกเขาทั้งสอง ที่ทำให้เรือเหาะเวหาต้องหยุดชะงักลง
ก่อนที่ทุกคนจะหาคำตอบได้ว่าชายสองคนนั้นขึ้นมาอยู่บนความสูงกว่าพันเมตรนี้ได้อย่างไร ทั้งสองก็ชักกระบี่ที่สะพายอยู่ด้านหลังออกมา และเริ่มร่ายรำกระบวนท่าบางอย่าง
ในคราแรก ผู้คนบนเรือยังไม่ค่อยเข้าใจนักว่าพวกเขาตั้งใจจะทำอะไรกันแน่
จนกระทั่งกลุ่มเมฆดำทะมึนก้อนมหึมาก่อตัวขึ้นเหนือศีรษะ พวกเขาถึงเริ่มสัมผัสได้ถึงเค้าลางบางอย่าง
ทว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
หลังจากเมฆดำปรากฏตัวขึ้น แสงอัสนีบาตสีม่วงก็เริ่มแลบแปลบปลาบอยู่ภายในก้อนเมฆ ตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องดังกึกก้องประดุจฟ้าถล่ม ทำเอาผู้ฟังถึงกับขนหัวลุกซู่
และยิ่งเวลาผ่านไป เสียงกัมปนาทเหล่านี้ก็ยิ่งดังสนั่นหวั่นไหวมากขึ้นเรื่อยๆ
ห้านาทีต่อมา ขนาดของกลุ่มเมฆดำก็ขยายใหญ่จนครอบคลุมพื้นที่เมืองอวี้โจวได้ทั้งเมือง
การได้ประจักษ์ถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ในระยะประชิดเช่นนี้ ทำเอาสมาชิกทีมสำรวจบนดาดฟ้าเรือเหาะเวหาถึงกับหวาดหวั่นจนต้องลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
ท่ามกลางความหวาดกลัว สายตาของพวกเขาก็จับจ้องไปยังนักพรตสองคนที่ลอยตัวอยู่ใต้หมู่เมฆนั้นอีกครั้ง
ในเวลานี้ ต่อให้โง่เขลาเพียงใด พวกเขาก็ตระหนักได้ว่าปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นตรงหน้า จะต้องมีความเกี่ยวข้องกับคนทั้งสองนี้อย่างแน่นอน
ชั่วพริบตานั้น ผู้ชมจากประเทศต่างๆ ในห้องถ่ายทอดสดต่างก็แตกตื่นจนแทบคลุ้มคลั่ง
"ให้ตายเถอะ อย่าบอกนะว่าเหตุการณ์บ้าๆ ทั้งหมดเมื่อกี้นี้เป็นฝีมือของคนสองคนนั้นน่ะ"
"มันก็ชัดเจนอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ไม่งั้นพวกเขาจะขึ้นไปทำอะไรบนนั้นล่ะ ลอยตัวเล่นเพื่อความบันเทิงหรือไง"
"หรือว่าพวกเขากำลังทำพิธีขอฝนอยู่"
"นายกำลังจะบอกว่าคนสองคนนั้นคือผู้บำเพ็ญเพียรอย่างนั้นเหรอ ต้าฉินมีผู้บำเพ็ญเพียรอยู่จริงๆ ด้วยเนี่ยนะ บ้าไปแล้ว"
"บ้าไปแล้ว นี่มันบ้าไปแล้วจริงๆ สรุปว่าต้าฉินพัฒนาไปในทิศทางไหนกันแน่ วรยุทธ์? เทคโนโลยี? หรือการบำเพ็ญเพียร?"
"ในเมื่อพวกเขามีผู้บำเพ็ญเพียรอยู่แล้ว แล้วทำไมยังต้องพัฒนากองทัพเรือ กองทัพบก และกองทัพอากาศอยู่อีกล่ะ"
"เพื่อนชาวประเทศมังกรช่วยบอกฉันทีได้ไหมว่า ผู้บำเพ็ญเพียรคืออะไร IP: สหรัฐอเมริกา"
"จากประสบการณ์การอ่านนิยายออนไลน์ของประเทศมังกรมานานหลายปี ขอตอบว่าผู้บำเพ็ญเพียรก็คือกลุ่มยอดมนุษย์ที่ฝึกฝนตัวเองจนมีพลังเทียบเท่าอาวุธนิวเคลียร์ พวกเขาสามารถระเบิดภูเขาให้ราบเป็นหน้ากลองได้ด้วยการสะบัดมือเพียงครั้งเดียว และสามารถตัดหัวคนได้จากระยะไกลนับพันลี้ มันน่ากลัวสุดๆ ไปเลยล่ะ IP: สหรัฐอเมริกา"
"ใช่เลย ผู้บำเพ็ญเพียรของประเทศมังกรสามารถต่อยจักรวาลพังได้ด้วยหมัดเดียว แล้วสร้างมันขึ้นมาใหม่ได้ด้วยนะ ความฝันของฉันคือการได้ไปฝึกวิชาบำเพ็ญเพียรที่ประเทศมังกรนี่แหละ IP: สหรัฐอเมริกา"
"ไม่ๆๆ พวกเขาไม่ได้เก่งกาจขนาดนั้นหรอก เอาจริงๆ วิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรมันไม่มีอยู่จริงบนโลกของเราด้วยซ้ำ"
"อะไรนะ พลังระดับบุคคลจะไปเทียบชั้นกับอาวุธนิวเคลียร์ได้ยังไง แม้แต่มหาจอมเวทเมอร์ลินในตำนานก็ยังไม่ได้ทรงพลังขนาดนั้นเลย IP: อังกฤษ"
"ประเทศเกาหลีใต้ของเราก็มีตำนานเกี่ยวกับผู้บำเพ็ญเพียรเหมือนกันนะ แถมลัทธิเต๋าของเรายังมีประวัติศาสตร์ยาวนานมากๆ ด้วย นักพรตเต๋า ชอนอูชิ ของเรา คือผู้บำเพ็ญเพียรที่โด่งดังที่สุดเลยล่ะ IP: เกาหลีใต้"
"เกาหลีใต้มาสายแต่ก็มานะ ที่พวกแกมีน่ะเรียกได้แค่พวกมนตร์ดำกับร่างทรงไสยศาสตร์เท่านั้นแหละ อย่าเอามาตีขลุมรวมกับวัฒนธรรมเต๋าของพวกเราเลย ไสหัวไปซะ ขอบคุณ!"
"เพื่อนชาวประเทศมังกรของเรานี่ช่างสุภาพเสียจริงๆ IP: รัสเซีย"
"พวกเกาหลีใต้ก็เป็นแบบนี้ตลอด ประเทศญี่ปุ่นของเรายังมีวัฒนธรรมองเมียวจิเป็นของตัวเอง แต่พวกแกนี่ดีแต่ลอกเลียนแบบคนอื่น อีกอย่างนะ นักพรตเต๋า ชอนอูชิ ผู้ยิ่งใหญ่ของพวกแกน่ะ มันก็แค่ตัวละครในนิยาย ไม่มีตัวตนอยู่จริงสักหน่อย IP: ญี่ปุ่น"
ขณะที่ทุกคนในห้องถ่ายทอดสดกำลังสาดน้ำลายเถียงกันอย่างไม่รู้จักจบสิ้น พวกเขาก็เห็นชายสองคนที่คาดว่าจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียร หยิบม้วนราชโองการออกมาจากแขนเสื้อ
โดยไม่เห็นว่าพวกเขาทั้งสองจะขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวอันใด ม้วนราชโองการนั้นก็พุ่งทะยานทะลุขึ้นไปในหมู่เมฆทันที
วินาทีต่อมา สุรเสียงอันคุ้นหูก็ดังกังวานลัดเลาะลงมาจากปุยเมฆ
"วันนี้อวี้โจวกำลังเผชิญภัยแล้งอย่างหนัก จงประทานสายฝนอันชุ่มฉ่ำลงมาทันที อย่าได้ล่าช้า!"
สิ้นสุรเสียงประกาศิต เม็ดฝนขนาดเท่าเมล็ดถั่วก็พรั่งพรูลงมาจากหมู่เมฆเบื้องบนในทันที
เพียงไม่นาน ทั่วทั้งอาณาเขตของมณฑลอวี้โจวก็ถูกปกคลุมไปด้วยม่านฝนอันชุ่มฉ่ำ
ทว่ากลับไม่มีหยาดฝนร่วงหล่นลงมาต้องเรือเหาะเวหาที่อยู่ห่างออกไปเพียงร้อยเมตรเลยแม้แต่หยดเดียว
ราวกับว่ามีม่านพลังที่มองไม่เห็นคอยขวางกั้นระหว่างคนทั้งสองกลุ่มเอาไว้
ภาพเหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์ใจเช่นนี้ ทำเอาสมาชิกทีมสำรวจและผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออกไปตามๆ กัน