- หน้าแรก
- ติ๊ง! ระบบโกงอัปเกรดศักยภาพไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 37 - ข้อสันนิษฐานของเจียงเหิง
บทที่ 37 - ข้อสันนิษฐานของเจียงเหิง
บทที่ 37 - ข้อสันนิษฐานของเจียงเหิง
บทที่ 37 - ข้อสันนิษฐานของเจียงเหิง
เจียงเหิงขมวดคิ้วแน่น
"ความเคลื่อนไหวของเจ้า ย่อมต้องตกอยู่ในสายตาของกู่เฉิงผิงอยู่แล้ว ป่านนี้แล้วเหตุใดยังไม่รีบไปนำตัวหมอชันสูตรศพมาอีก หากชักช้าแล้วถูกอีกฝ่ายฆ่าปิดปากไปเสียก่อนจะทำอย่างไร"
หมี่เหวินเจี๋ยคล้ายกับคาดการณ์เรื่องนี้เอาไว้ก่อนแล้ว จึงเอ่ยด้วยท่าทีไม่ร้อนรนว่า
"ดังนั้น ข้าจึงมาเพื่อขอลาศิษย์พี่เจียงอย่างไรเล่าขอรับ"
"เดี๋ยวข้าจะลอบเร้นกายออกไปเงียบๆ หากกู่เฉิงผิงมาหา แล้วบอกว่าจะจัดงานเลี้ยงรับรอง หรือมีเรื่องอันใด รบกวนศิษย์พี่เจียงช่วยรับหน้าแทนข้าทีนะขอรับ บอกไปว่าข้ากำลังเก็บตัวฝึกปรืออยู่ภายในห้อง"
เจียงเหิงพยักหน้าอย่างครุ่นคิด
"ไม่มีปัญหาเจ้ารีบไปเถอะ! ประเดี๋ยวจะเสียการเสียงาน"
ทว่า สิ่งที่เหนือความคาดหมายของคนทั้งสองก็คือ ค่ำคืนนี้กลับผ่านไปอย่างสงบสุขผิดปกติ
กู่เฉิงผิงคล้ายกับคุ้นชินกับความหยิ่งยโสของบรรดาศิษย์สำนักแล้ว หรือไม่ตัวเขาเองก็อาจจะไม่มีความผิดติดตัวจริงๆ จึงไม่ได้จัดงานเลี้ยงรับรอง หรือส่งคนมาหยั่งเชิงแต่อย่างใด
ส่วนหมี่เหวินเจี๋ยก็ลอบเข้าไปในบ้านของหมอชันสูตรศพได้อย่างราบรื่น
เวลานี้ท้องฟ้ามืดมิดลงแล้ว ครอบครัวของหมอชันสูตรศพกำลังนั่งล้อมวงรับประทานอาหารค่ำกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา บรรยากาศดูอบอุ่นและเปี่ยมสุข ไม่มีทีท่าว่ากำลังตกอยู่ในอันตรายจากการถูกฆ่าปิดปากเลยแม้แต่น้อย
หมี่เหวินเจี๋ยทะยานร่างเข้าไปในลานบ้าน
เครื่องแบบศิษย์ของสำนักต้าหลัว นับว่ามีอำนาจข่มขวัญผู้คนในเขตมณฑลชิงโจวได้ไม่น้อย
คนในครอบครัวของหมอชันสูตรศพต่างสะดุ้งสุดตัว รีบลุกขึ้นยืนด้วยความหวาดหวั่นลนลาน
"เมื่อสามวันก่อน ที่เหมืองหินแดงนอกเมือง มีศพคนงานเหมืองที่ถูกไฟคลอกตายห้าศพ เจ้าเป็นคนชันสูตรศพใช่หรือไม่"
หมี่เหวินเจี๋ยพุ่งเป้าไปที่ชายวัยกลางคนผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวทันที
"ใช่... ใช่ขอรับ! ข้าน้อยเป็นคนชันสูตรเอง ไม่ทราบว่าใต้เท้ามีสิ่งใดให้รับใช้หรือขอรับ"
ชายวัยกลางคนรีบสาวเท้าเข้ามาหา
"ออกมาข้างนอกหน่อย ข้ามีเรื่องจะถามเจ้า"
คนทั้งสองเดินออกมาที่ลานหน้าบ้าน
"ศพคนงานเหมืองทั้งห้าที่ถูกไฟคลอกตายนั้น มีความผิดปกติอันใดหรือไม่"
หมอชันสูตรศพก้มหน้าต่ำ เอ่ยตอบด้วยความหวาดกลัวลนลานว่า
"ไม่มีขอรับ! ไม่มีสิ่งใดผิดปกติเลย เป็นการตายเพราะถูกไฟคลอกตามปกติขอรับ"
หมี่เหวินเจี๋ยหรี่ตาลง จ้องมองอีกฝ่ายด้วยแววตาดุดัน
"เงยหน้าขึ้น มองหน้าข้า!"
"ข้าจะถามเจ้าอีกครั้ง บนศพมีความผิดปกติอันใดหรือไม่"
"หากสืบรู้ในภายหลังว่าเจ้าปิดบังซ่อนเร้นความจริง ผลลัพธ์ที่จะตามมา ไม่ใช่สิ่งที่ครอบครัวของเจ้าจะแบกรับไหวแน่ เจ้าจงตรึกตรองให้ดี"
หมอชันสูตรศพเงยหน้าขึ้นมาด้วยความหวาดผวา เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า
"มะ... ไม่มีสิ่งใดผิดปกติจริงๆ ขอรับ!"
หมี่เหวินเจี๋ยเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ช่างเถอะ!"
กล่าวจบ มันก็หันหลังเดินจากไป
...
ยามดึกสงัด
หมี่เหวินเจี๋ยลอบเร้นกายกลับมายังลานเรือนอย่างเงียบเชียบ
เจียงเหิงที่กำลังนั่งหลับตาทำสมาธิอยู่ เบิกตาขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจ
"ข้าไปสอบถามหมอชันสูตรศพมาแล้ว มันยืนกรานเสียงแข็งว่าไม่มีความผิดปกติอันใดเลย"
หมี่เหวินเจี๋ยส่ายหน้าเบาๆ
เจียงเหิงขมวดคิ้วแน่น เอ่ยสมทบว่า
"กู่เฉิงผิงก็ไม่ได้มาหยั่งเชิงอันใด ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้ทำเรื่องใดปิดบังซ่อนเร้นไว้จริงๆ"
"หรือว่า ข้อสันนิษฐานของพวกเราจะผิดพลาด"
หมี่เหวินเจี๋ยทอดถอนใจ
"ช่างเถอะ ยังมีเวลาอีกตั้งหนึ่งเดือน ค่อยๆ สืบกันไปก็แล้วกัน ไม่แน่ว่าอาจจะฟลุ๊คเจอเบาะแสของแร่เหล็กชาดล็อตนั้นเข้าสักวัน ถือเสียว่าเป็นการกู้คืนความเสียหายบางส่วนให้แก่สำนักก็แล้วกัน"
"อย่างไรเสีย สินค้าจำนวนมหาศาลปานนั้น พวกมันไม่มีทางปล่อยขายออกไปได้อย่างไร้ร่องรอยหรอก"
กล่าวจบ มันก็หันหลังเดินเข้าห้องพักอีกห้องหนึ่งไป
ค่ำคืนผ่านพ้นไปอย่างไร้สุ้มเสียง
เมื่อฟ้าสาง หมี่เหวินเจี๋ยก็แวะมาบอกกล่าวกับเจียงเหิง
"ข้าจะไปสำรวจบริเวณเส้นทางบนเขาที่เกิดเหตุปล้นชิงสักหน่อย เผื่อจะพบเบาะแสอันใดบ้าง หรืออาจจะลองค้นหาดูในภูเขา เผื่อจะเจอสินค้าที่ถูกปล้นไป"
เจียงเหิงพยักหน้ารับ ก่อนจะเริ่มฝึกปรือในลานเรือนต่อไป
ด้วยเคล็ดวิชาเบิกสวรรค์ต้นกำเนิดขั้นแตกฉาน ผนวกกับโอสถปราณโลหิตที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือ แต้มศักยภาพจึงพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วน่าขนลุก
ล่วงเลยไปจนถึงยามบ่าย แต้มศักยภาพของเจียงเหิงก็ทะลุห้าแสนสามหมื่นแต้มอีกครั้ง
มันตัดสินใจอัปเกรดระดับการบ่มเพาะอย่างต่อเนื่องรวดเดียว
กระแสความร้อนมหาศาลหลอมรวมเข้าสู่ทุกอณูเซลล์และถูกกักเก็บเอาไว้อย่างรวดเร็ว
เพียงไม่กี่อึดใจ ระดับการบ่มเพาะของมันก็ทะลวงไปถึงขอบเขตลมปราณแท้ขั้นที่สี่
"น่าเสียดาย ที่ข้าไม่มีเคล็ดวิชาของขอบเขตลมปราณแท้ จึงทำได้เพียงพึ่งพาผลลัพธ์จากการเสริมพลังพื้นฐานของลมปราณเท่านั้น ซึ่งในตอนนี้ยังเทียบไม่ได้กับพลังระเบิดทางกายภาพจากเคล็ดวิชาหมัดทลายภูผาเลย"
หากใช้คำศัพท์จากชาติก่อนมาเปรียบเปรยให้เข้าใจง่ายขึ้น
พลังระเบิดทางกายภาพ ก็คือการโจมตีกายภาพ
ส่วนพลังปราณแท้ ก็คือการโจมตีด้วยเวทมนตร์วิชา
เคล็ดวิชาหมัดทลายภูผาของขอบเขตกายา เทียบได้กับทักษะการโจมตีกายภาพ ซึ่งช่วยเพิ่มพลังระเบิดทางกายภาพได้ถึงเจ็ดเท่า แต่มันไม่มีผลในการเสริมพลังปราณแท้เลยแม้แต่น้อย
หากลองคำนวณเป็นตัวเลขดู
สมมติว่า พละกำลังทางกายภาพของเจียงเหิงเทียบเท่ากับพลังโจมตีกายภาพหนึ่งแสนห้าหมื่นแต้ม ส่วนพลังปราณแท้ก็น่าจะเทียบเท่ากับพลังโจมตีเวทมนตร์วิชาสี่แสนแต้ม
เมื่อเจียงเหิงใช้เคล็ดวิชาหมัดทลายภูผาขั้นสมบูรณ์แบบโจมตี พร้อมกับแฝงพลังปราณแท้เข้าไปในหมัด
พลังโจมตีของมันก็จะเท่ากับ พลังโจมตีกายภาพหนึ่งล้านห้าหมื่นแต้ม บวกกับพลังโจมตีเวทมนตร์วิชาอีกสี่แสนแต้ม
แต่หากในอนาคต มันได้เรียนรู้เคล็ดวิชาของขอบเขตลมปราณแท้ ต่อให้เป็นเพียงระดับเหลืองขั้นสมบูรณ์แบบ ซึ่งเพิ่มพลังระเบิดของลมปราณได้สามเท่า เพียงแค่การโจมตีด้วยพลังปราณแท้อย่างเดียว ก็มีอานุภาพทะลุหนึ่งล้านสองแสนแต้มแล้ว
ยิ่งถ้าระดับการบ่มเพาะสูงล้ำขึ้นไปอีก อานุภาพของการโจมตีด้วยพลังปราณแท้ก็จะยิ่งน่าสะพรึงกลัวมากขึ้นทวีคูณ
เมื่อถึงเวลานั้น พละกำลังทางกายภาพหนึ่งแสนห้าหมื่นชั่ง ก็แทบจะไม่มีความสลักสำคัญอันใดอีกเลยจริงๆ
"มิน่าล่ะ เมื่อก้าวเข้าสู่ขอบเขตลมปราณแท้ พละกำลังทางกายภาพถึงหมดความสำคัญลงไป การรีดเร้นและขัดเกลาพลังปราณแท้นั้นรวดเร็วและเห็นผลทันตากว่าการบ่มเพาะร่างกายที่ค่อยเป็นค่อยไปมากนัก"
"น่าเสียดายจริงๆ"
"หากมีเคล็ดวิชาที่เน้นการบ่มเพาะร่างกายอย่างแท้จริงก็คงจะดี"
เจียงเหิงลอบทอดถอนใจ
มันมีความผูกพันลึกซึ้งกับการต่อสู้ด้วยพละกำลังทางกายภาพอย่างยากจะตัดใจ
แต่เคล็ดวิชากายาสุวรรณที่มันฝึกฝนอยู่ในปัจจุบัน เป็นเพียงเคล็ดวิชาลับที่เน้นไปที่การเสริมสร้างพลังป้องกันเป็นหลัก
ต่อให้ตอนที่อัปเกรดเป็นระดับฟ้า จะช่วยยกระดับและดัดแปลงร่างกายของมันใหม่ทั้งหมด แต่นั่นก็เป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น
การเพิ่มพูนพละกำลังทางกายภาพก็ไม่ได้มากมายมหาศาลจนน่าตระหนก
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการที่จะทำให้ร่างกายเกิดการวิวัฒนาการอย่างก้าวกระโดดจนเกิดทักษะวิเศษต่างๆ นานา เหมือนกับการเลื่อนระดับการบ่มเพาะ
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นใด เอาแค่เรื่องการเหาะเหินเดินอากาศ ต่อให้เคล็ดวิชากายาสุวรรณอัปเกรดขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงขั้นเป็นอมตะไม่แตกดับ ก็คงไม่อาจทำให้มันบินได้ อย่างมากก็เป็นได้แค่ก้อนหินที่ไม่มีวันถูกทำลายเท่านั้น
เคล็ดวิชาบ่มเพาะร่างกายที่แท้จริง หน้าที่สำคัญที่สุดของมันคือการยกระดับตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ร่างกายเนื้อเกิดการวิวัฒนาการในทุกแง่มุมต่างหาก
ล่วงเลยไปจนถึงยามพลบค่ำ หมี่เหวินเจี๋ยก็กลับมา
มันส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยล้า
"ไม่ได้เบาะแสอันใดเลย"
เจียงเหิงเอ่ยด้วยสีหน้าราบเรียบ
"ต่อให้มีร่องรอยเบาะแสทิ้งไว้ ผ่านมาหลายวันปานนี้ ก็คงถูกทำลายทิ้งไปหมดแล้วล่ะ"
ขณะที่กำลังพูดคุย เจียงเหิงก็เกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมาฉับพลัน
"จริงสิ คนงานเหมืองห้าคนที่ตายในกองเพลิงนั้น เป็นสหายที่ลงเหมืองด้วยกันมิใช่หรือ"
"ข้ายังคงปักใจเชื่อว่าการตายของพวกเขามีเงื่อนงำ แล้วสาเหตุการตายที่แท้จริงเล่าคือสิ่งใด"
"จุดร่วมที่เด่นชัดที่สุดของคนทั้งห้า ก็คือการลงไปทำงานในอุโมงค์เหมืองเดียวกัน ถ้าเช่นนั้น สาเหตุการตายจะเกี่ยวข้องกับอุโมงค์เหมืองนั้นหรือไม่"
"หากลองตั้งข้อสันนิษฐานให้ลึกลงไปอีก เกิดเรื่องอันใดขึ้นภายในอุโมงค์เหมือง จนทำให้คนเหล่านี้ต้องถูกสังหารปิดปาก และเรื่องนี้เกี่ยวโยงไปถึงเหตุปล้นชิงขบวนรถด้วยหรือไม่"
"ศิษย์น้องหมี่ เจ้าคิดว่าสถานการณ์ใดมีความเป็นไปได้มากที่สุด"
คำกล่าวของเจียงเหิงเป็นเพียงการตั้งสมมติฐานขึ้นมาลอยๆ โดยปราศจากหลักฐานยืนยัน เพียงแต่อาศัยความเชื่อมโยงของตรรกะเหตุผลเท่านั้น
แต่จินตนาการอันกว้างไกลไร้ขีดจำกัดเช่นนี้ กลับทำให้หมี่เหวินเจี๋ยเกิดความกระจ่างขึ้นมาในใจ
[จบแล้ว]