- หน้าแรก
- ติ๊ง! ระบบโกงอัปเกรดศักยภาพไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 28 - เจ้าเต็มใจมาเป็นศิษย์ของข้าหรือไม่
บทที่ 28 - เจ้าเต็มใจมาเป็นศิษย์ของข้าหรือไม่
บทที่ 28 - เจ้าเต็มใจมาเป็นศิษย์ของข้าหรือไม่
บทที่ 28 - เจ้าเต็มใจมาเป็นศิษย์ของข้าหรือไม่
เมื่อการประลองปิดม่านลง ซูชิงเหอก็ก้าวขึ้นลานประลองอีกครั้ง ประกาศอันดับด้วยเสียงอันดังกังวาน
จากนั้นเขาก็เริ่มประกาศรางวัลสำหรับการจัดอันดับในครั้งนี้
"รางวัลผู้ชนะเลิศ โอสถปราณโลหิตหนึ่งพันเม็ด แต้มผลงานหนึ่งหมื่นแต้ม และในช่วงหนึ่งปีหลังจากนี้ จะได้รับแต้มผลงานเพิ่มเติมวันละหนึ่งร้อยแต้ม จนกว่าจะเข้าสู่สายใน"
สิ้นเสียงประกาศ ฝูงชนที่เพิ่งจะสงบลงไปก็เกิดอาการแตกตื่นฮือฮาขึ้นมาอีกครั้ง
รางวัลนี้มันมากมายมหาศาลเกินไปแล้ว!
"เหตุใดถึงได้เว่อร์วังขนาดนี้ นี่มันเกือบจะมากกว่าปีก่อนๆ ถึงสิบเท่าเลยนะ!"
"ทำไมก่อนหน้านี้ถึงไม่มีข่าวหลุดออกมาเลยแม้แต่น้อย หรือว่าจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังอันใด"
แม้แต่เจียงเหิงเองก็ยังอดไม่ได้ที่จะมองไปบนเวทีด้วยความตกตะลึง
รางวัลมากมายถึงเพียงนี้ หากนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงิน ก็คงเทียบเท่ากับเงินสองแสนตำลึง หรือเทียบเท่ากับเงินสองร้อยล้านในชาติก่อนเชียวนะ!
ผนวกกับแต้มผลงานที่จะได้รับเพิ่มในแต่ละวัน ก็เทียบเท่ากับได้เงินวันละหนึ่งล้าน!
นี่เป็นเพียงการประลองใหญ่ประจำปีของศิษย์สายนอกแห่งยอดเขาที่แปดเท่านั้น เหตุใดจึงมีรางวัลที่ทุ่มทุนสร้างมหาศาลถึงเพียงนี้
เวลานั้นเอง ชายผู้หนึ่งก็เอ่ยขึ้นอย่างครุ่นคิดว่า
"พวกเจ้าว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีเบื้องบนผู้ยิ่งใหญ่ท่านใดถูกตาต้องใจเจียงเหิง จึงจงใจมอบผลประโยชน์เหล่านี้ให้แก่มัน"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลายคนก็พลันกระจ่างแจ้งขึ้นมาทันที
ด้วยพรสวรรค์อันล้ำเลิศที่เจียงเหิงแสดงให้เห็น ย่อมต้องสร้างความตื่นตะลึงให้แก่เบื้องบนของสำนักอย่างแน่นอน
และด้วยพลังฝีมือของเจียงเหิง ตำแหน่งผู้ชนะเลิศในการประลองใหญ่ก็ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าอย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ อยู่แล้ว
ดังนั้น รางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศที่จู่ๆ ก็เพิ่มขึ้นมาอย่างมหาศาลในครั้งนี้ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการจงใจประเคนให้เจียงเหิงอย่างเห็นได้ชัด
ในเวลานี้
ซูชิงเหอที่อยู่บนลานประลอง ก็ประกาศรางวัลสำหรับอันดับอื่นๆ ต่อไป
"รางวัลรองชนะเลิศ โอสถปราณโลหิตห้าสิบเม็ด แต้มผลงานห้าร้อยแต้ม และในช่วงหนึ่งปีหลังจากนี้ จะได้รับแต้มผลงานเพิ่มเติมวันละห้าแต้ม จนกว่าจะเข้าสู่สายใน"
"รางวัลอันดับสาม โอสถปราณโลหิตสามสิบเม็ด แต้มผลงานสามร้อยแต้ม และในช่วงหนึ่งปีหลังจากนี้ จะได้รับแต้มผลงานเพิ่มเติมวันละห้าแต้ม จนกว่าจะเข้าสู่สายใน"
...
ตั้งแต่อันดับสองเป็นต้นไป รางวัลอื่นๆ ล้วนคล้ายคลึงกับปีก่อนๆ ซึ่งนี่ก็แทบจะเป็นการยืนยันข้อสันนิษฐานของฝูงชนได้อย่างสมบูรณ์
ทุกคนต่างมองลงไปยังเจียงเหิงที่ยืนอยู่เบื้องล่างด้วยสายตาอิจฉาริษยา
"เจียงเหิงก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในพริบตาเดียวเลยสินะ"
"เพียงแค่การประลองสายนอกครั้งเดียว ก็สามารถดึงดูดสายตาของเบื้องบนได้ ทั้งยังได้รับทรัพยากรเป็นรางวัลมากมายมหาศาลในคราวเดียว หลังจากนี้ มันจะต้องพุ่งทะยานขึ้นฟ้าอย่างแน่นอน!"
บนลานประลอง ซูชิงเหอประกาศเสียงกังวานว่า
"ศิษย์ห้าสิบอันดับแรก ขึ้นมารับรางวัลบนเวที!"
เจียงเหิงและศิษย์คนอื่นๆ ทยอยเดินขึ้นไปบนเวที ยืนเรียงแถวหน้ากระดานอยู่เบื้องหลังซูชิงเหอ
ผู้รับใช้หลายสิบคนต่างประคองกล่องไม้ขนาดเล็กมาแจกจ่ายให้แก่ศิษย์ที่ได้รับรางวัลแต่ละคน
ส่วนเจียงเหิงที่ยืนอยู่ตรงกลางแถว กลับได้รับหีบไม้ลวดลายสีทองอันวิจิตรหรูหรา
"ข้าขอประกาศว่า การประลองใหญ่ประจำปีของศิษย์สายนอกแห่งยอดเขาที่แปด ประจำปีไท่ซุ่ยที่ 3022 ได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการแล้ว!"
หลังจากซูชิงเหอประกาศจบ ก็อนุญาตให้ทุกคนแยกย้ายกันไป ทว่าเขากลับรั้งตัวเจียงเหิงเอาไว้เพียงลำพัง
ในขณะที่เจียงเหิงกำลังงุนงงสงสัย ซูชิงเหอก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
"ท่านประมุขต้องการพบเจ้า!"
สีหน้าของเจียงเหิงแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมาทันที
ประมุขแห่งสำนักต้าหลัว หากนำไปเปรียบเทียบกับดาวเคราะห์สีน้ำเงินในชาติก่อน ก็คงอยู่ในระดับประธานกรรมการกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีมูลค่านับล้านล้านเลยทีเดียว
อย่าว่าแต่ศิษย์สายนอกธรรมดาๆ เลย แม้แต่ศิษย์สายใน หรือกระทั่งศิษย์แก่นแท้ ก็แทบจะไม่มีโอกาสถูกเรียกพบเป็นการส่วนตัวเช่นนี้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าโลกใบนี้เป็นโลกที่ให้ความเคารพยกย่องผู้ฝึกยุทธ์
หากละเว้นเรื่องอำนาจบารมีไปก่อน พลังการฝึกปรือของประมุขสำนักต้าหลัวนั้นสูงส่งเทียมฟ้า เป็นดั่งเทพเซียนจำแลงบนโลกมนุษย์ ซึ่งห่างไกลจากสิ่งที่เจียงเหิงในยามนี้จะสามารถแหงนมองได้
"ในที่สุด ก็จะได้พบกับขุมกำลังระดับสูงของโลกใบนี้แล้วสินะ!"
เลือดในกายของเจียงเหิงเริ่มสูบฉีดเดือดพล่านขึ้นมา
...
หนึ่งชั่วยามต่อมา
ณ ยอดเขาที่ห้า ตำหนักบำเพ็ญเพียรของท่านประมุข
ผู้ดูแลชุดน้ำเงินรูปร่างสูงโปร่งสี่คนยืนเฝ้าอยู่นอกตำหนักอย่างเงียบเชียบ
ซูชิงเหอนำพาเจียงเหิงที่อุ้มหีบไม้เดินมาถึงที่นี่
หลังจากรายงานตัวเสร็จสิ้น เจียงเหิงก็ฝากหีบไม้ไว้กับผู้ดูแล แล้วเดินเข้าไปในตำหนักเพียงลำพัง
เมื่อเข้าไปด้านใน มันก็เห็นชายวัยกลางคนในชุดสีม่วง ท่าทางภูมิฐานดุจบัณฑิต นั่งขัดสมาธิหลับตาอยู่กลางตำหนักอันกว้างขวาง
"เจียงเหิง เจ้าเข้ามาใกล้ๆ ข้า"
น้ำเสียงอันอบอุ่นของป๋ายฮ่าวชางสะท้อนก้องไปทั่วตำหนัก
เจียงเหิงรีบเดินเข้าไปตามคำสั่ง แล้วหยุดยืนห่างออกไปในระยะสิบเมตร
"ท่านประมุข!"
"นั่งลงเถิด!"
เจียงเหิงกวาดสายตามองรอยกระบี่เล็กๆ นับไม่ถ้วนที่สลักลึกอยู่บนพื้นรอบตัว ก่อนจะนั่งลงบนพื้นฝั่งตรงข้ามกับป๋ายฮ่าวชางอย่างไม่อิดออด
ในเวลานี้เอง ป๋ายฮ่าวชางจึงลืมตาขึ้นมาอย่างสมบูรณ์
สายตาของเขาล้ำลึกดุจมหาสมุทร กว้างใหญ่ไพศาลและหนักแน่นมั่นคง
"เจียงเหวินจิ่ง บิดาของเจ้า เคยเป็นผู้อาวุโสของสำนักต้าหลัวของเรา หลังจากเขาเสียชีวิต เจ้าในวัยเด็กก็ถูกส่งไปฝากฝังให้ครอบครัวปุถุชนทั่วไปดูแล เจ้าเคยรู้สึกโกรธแค้นเรื่องนี้บ้างหรือไม่"
เจียงเหิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า
"ตอนเด็กเคยโกรธแค้นขอรับ แต่ภายหลังก็ไม่แล้ว"
นี่คือความสัตย์จริง
หลังจากความทรงจำหลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์ มันก็เข้าใจความคิดของเจียงเหิงในวัยเด็กได้อย่างลึกซึ้ง
ในวัยเยาว์ การมีบิดามารดาเป็นถึงผู้อาวุโสของสำนักต้าหลัว ทำให้มันได้ใช้ชีวิตอย่างหรูหราอู้ฟู่ ได้รับทรัพยากรล้ำค่าสำหรับฝึกปรือมาตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยขาด
น่าเสียดายที่ร่างกายของมันยังคงอ่อนแอ รากฐานกระดูกย่ำแย่ถึงขีดสุด
และเมื่อตอนอายุแปดขวบ บิดามารดาก็มาด่วนจากไป ชีวิตของมันจึงร่วงหล่นจากสวรรค์ลงสู่นรกในชั่วพริบตา
มันเป็นเพียงครอบครัวของผู้อาวุโส ไม่ใช่คนของสำนัก เมื่อบิดามารดาตายจากไป มันก็ไม่มีสิทธิ์รั้งอยู่ในสำนักอีกต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้น ขุมอำนาจในสำนักยังซับซ้อนสับสน บิดามารดาของมันเองก็มีศัตรูคู่แค้นอยู่ไม่น้อย ต่อให้มันได้อยู่ต่อ ด้วยพรสวรรค์อันย่ำแย่ มันก็คงถูกรังแกสารพัดอยู่ดี
แน่นอนว่า เรื่องเหล่านี้ เจียงเหิงในวัยเด็กย่อมไม่อาจล่วงรู้ได้
มันรู้เพียงว่า ทันทีที่บิดามารดาตาย สำนักก็ขับไล่มันออกไปทันที
ดังนั้น มันจึงรู้สึกโกรธแค้นสำนักต้าหลัวมาตลอด แต่ก็ยังแฝงไปด้วยความรู้สึกคิดถึงและโหยหาอย่างซับซ้อน
จนกระทั่ง
หลังจากใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับปุถุชนคนธรรมดามาหกปี ผ่านความยากลำบากมาไม่น้อย สภาพจิตใจก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เจียงเหิงในวัยหนุ่มจึงได้หวนกลับมายังสำนักต้าหลัวอีกครั้ง ละทิ้งความหยิ่งยโส ศักดิ์ศรี หน้าตา และความหลงระเริงทั้งหมดในอดีต คุกเข่าอ้อนวอนขอเข้าสำนัก ต่อให้ต้องเป็นเพียงผู้รับใช้ก็ตาม
มันต้องการเพียงโอกาสที่จะได้เป็นผู้ฝึกยุทธ์! ไม่ว่าความหวังนั้นจะริบหรี่เพียงใดก็ตาม!
ท้ายที่สุด มันก็ได้เป็นผู้รับใช้ของสำนักต้าหลัวอย่างราบรื่น
และสำหรับเจียงเหิงในปัจจุบันที่หลอมรวมความทรงจำของทั้งสองชาติภพ ยิ่งสามารถทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
แท้จริงแล้ว ตำแหน่งผู้อาวุโสก็เป็นเพียงตำแหน่งงานหนึ่งในสำนักต้าหลัวเท่านั้น
เรื่องนี้ก็คล้ายคลึงกับกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ในชาติก่อน
บิดามารดาของมันเป็นผู้บริหารระดับสูง บริษัทจัดหาที่พักและสวัสดิการต่างๆ ให้ แต่เมื่อบิดามารดาเสียชีวิต บุตรหลานก็ไม่อาจสืบทอดสวัสดิการเหล่านั้นได้ ย่อมต้องออกไปดิ้นรนหาทางรอดเอาเอง
ในทางกลับกัน การที่สำนักสามารถจัดสรรที่อยู่ให้มันได้อย่างเหมาะสม ก็นับว่าแสดงความเมตตาปรานีมากแล้ว
ส่วนเรื่องที่บิดามารดาของมันตายอย่างไร ทรัพย์สินส่วนตัวก่อนตายไปอยู่ที่ใด และหลังจากตายไปแล้วทางสำนักมีเงินชดเชยให้หรือไม่
เรื่องเหล่านี้ไม่มีปรากฏในความทรงจำของเจียงเหิงในวัยเด็กเลย
คงเป็นเพราะในตอนนั้นมันยังเด็กเกินไป ไม่รู้ประสีประสา จึงไม่ได้ใส่ใจจดจำรายละเอียดเหล่านั้น
ป๋ายฮ่าวชางมองสีหน้าของเจียงเหิง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"สำนักต้าหลัว คือสำนักต้าหลัวของทุกคน ดังนั้น กฎเกณฑ์ที่สมบูรณ์แบบคือสิ่งที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม"
"หากพรสวรรค์ย่ำแย่ ไม่ว่าจะเป็นบุตรหลานของผู้ใดก็ไม่อาจก้าวเข้าสำนักได้"
"หากพรสวรรค์ล้ำเลิศ ทางสำนักย่อมต้องทุ่มเทสนับสนุนอย่างเต็มที่"
"นี่คือรากฐานที่ทำให้สำนักต้าหลัวรุ่งเรืองและยืนหยัดมาได้นับพันปี"
เจียงเหิงพยักหน้าเงียบๆ
จริงดังว่า ในนิยายหลายเรื่องที่มันเคยอ่านในชาติก่อน ศิษย์สำนักเดียวกันมักจะเข่นฆ่ากันเองอยู่เสมอ ตั้งแต่ระดับล่างไปจนถึงระดับสูงเต็มไปด้วยจิตสังหาร ไม่มีผู้ใดมีความผูกพันกับสำนักเลยแม้แต่น้อย
มันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสำนักพรรค์นั้นจะสามารถสืบทอดมาได้อย่างไร
ดังนั้น หลังจากทะลุมิติมาที่นี่ มันจึงค่อนข้างเห็นด้วยกับบรรยากาศโดยรวมของสำนักต้าหลัวเป็นอย่างมาก
เวลานั้นเอง ป๋ายฮ่าวชางก็พลันเอ่ยถามขึ้นว่า
"เจ้าคิดว่าตนเองมีพรสวรรค์สูงส่งหรือไม่"
"สูงส่งขอรับ!"
เจียงเหิงตอบกลับอย่างฉะฉานมั่นใจ
ทว่าป๋ายฮ่าวชางกลับส่ายหน้า
"ไม่แน่เสมอไป"
"ข้าอายุเพียงสิบหกปี ก็ก้าวขึ้นเป็นไร้เทียมทานในขอบเขตกายาแล้ว ถึงขั้นสามารถต่อสู้ข้ามระดับเอาชนะผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตลมปราณแท้ได้ เรื่องนี้ยังไม่อาจพิสูจน์พรสวรรค์ของข้าได้อีกหรือ"
เจียงเหิงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
ป๋ายฮ่าวชางไม่ตอบคำถาม กลับอธิบายว่า
"การฝึกปรือมีระดับขั้นกี่ระดับนั้น แม้แต่ข้าก็ไม่อาจล่วงรู้ได้แน่ชัด แต่โดยรวมแล้วสามารถแบ่งออกเป็นสามขั้นใหญ่ๆ"
"ขั้นแรก หลอมแก่นแท้ ประกอบด้วยขอบเขตปุถุชน และขอบเขตกายา"
"ขั้นที่สอง หลอมลมปราณ ประกอบด้วยขอบเขตลมปราณแท้ ขอบเขตกำเนิดสวรรค์ ขอบเขตทะเลวิญญาณ และขอบเขตหมื่นวิถี"
"ขั้นที่สาม หลอมจิตวิญญาณ เริ่มตั้งแต่ขอบเขตหมื่นวิถีขึ้นไป ระดับพลังหลังจากนี้น่าจะล้วนอยู่ในขั้นนี้ทั้งหมด"
"ในแต่ละขั้น จุดมุ่งเน้นของการฝึกปรือจะแตกต่างกันไป"
"ดังนั้น บางคนอาจจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในขั้นแรก แต่พอเข้าสู่ขั้นที่สองกลับกลายเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ"
"บางคนอาจจะดูธรรมดาในขั้นแรก แต่กลับฉายแสงระเบิดพลังออกมาในขั้นที่สอง"
"ดังนั้น สิ่งที่เจ้าแสดงให้เห็นในตอนนี้ เป็นเพียงแค่ศักยภาพอันน่าทึ่งในขั้นหลอมแก่นแท้เท่านั้น"
"พูดอีกอย่างก็คือ ในขอบเขตกายา เจ้านั้นไร้เทียมทานอย่างแท้จริง แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ขอบเขตลมปราณแท้ หรือกระทั่งขอบเขตกำเนิดสวรรค์ เจ้าจะยังคงความได้เปรียบนี้ไว้ได้มากน้อยเพียงใด ไม่มีผู้ใดสามารถรับประกันได้"
เจียงเหิงเลิกคิ้วขึ้น เอ่ยว่า
"แล้วเหตุใดตอนเด็กข้าถึงถูกตัดสินว่ามีพรสวรรค์ย่ำแย่เล่า ไม่แน่ว่าพรสวรรค์ขั้นหลอมลมปราณของข้าอาจจะดีเยี่ยมก็ได้กระมัง"
ป๋ายฮ่าวชางยังคงมีสีหน้าราบเรียบ
"พรสวรรค์ขั้นหลอมแก่นแท้วัดจากรากฐานกระดูก พรสวรรค์ขั้นหลอมลมปราณวัดจากรากวิญญาณ ส่วนพรสวรรค์ขั้นหลอมจิตวิญญาณวัดจากพรสวรรค์ในการหยั่งรู้"
"และตัวเจ้านั้น ทั้งรากฐานกระดูกและรากวิญญาณ ล้วนย่ำแย่ถึงขีดสุด"
เจียงเหิงตอบอย่างจนใจว่า
"เอาเถิด ถ้าเช่นนั้นการที่ท่านประมุขเรียกข้ามาในวันนี้ คือ...?"
"เจ้าเต็มใจมาเป็นศิษย์ของข้าหรือไม่"
เจียงเหิงชะงักไปครู่หนึ่ง
ก่อนหน้านี้มันก็เคยคาดเดาเรื่องนี้เอาไว้บ้าง แต่เมื่อท่านประมุขอธิบายทฤษฎีเมื่อครู่ มันก็ล้มเลิกข้อสันนิษฐานนี้ไปแล้ว
เพราะในเมื่อไม่สามารถรับประกันได้ว่าพรสวรรค์ในอนาคตของมันจะโดดเด่น เช่นนั้นการปล่อยให้มันเติบโตไปตามธรรมชาติในสำนัก ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
แต่ตอนนี้ท่านประมุขกลับเอ่ยปากเช่นนี้ ทำให้มันรู้สึกงุนงงยิ่งนัก
"พรสวรรค์ในการหยั่งรู้ของเจ้านั้นเป็นเลิศ เคล็ดวิชาหลายแขนง ใช้เวลาเพียงแค่เดือนเดียว เจาะจงฝึกฝนจนถึงขั้นสมบูรณ์แบบได้ทั้งหมด"
"หากเป็นคนธรรมดา ต่อให้มีพรสวรรค์ในการหยั่งรู้ดีเพียงใด ก็ไร้ประโยชน์ เพราะไม่อาจฝึกปรือไปถึงขั้นหลอมจิตวิญญาณได้"
"แต่เจ้านั้น ไม่ใช่แค่พรสวรรค์ในการหยั่งรู้ แม้แต่การแสดงออกของรากฐานกระดูกในปัจจุบันก็ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ทั้งขั้นหลอมแก่นแท้และขั้นหลอมจิตวิญญาณ ในอนาคตเจ้าจะต้องก้าวหน้าอย่างไร้อุปสรรคอย่างแน่นอน"
"ดังนั้น เจ้าจึงมีคุณสมบัติที่จะเป็นศิษย์ของข้า"
ป๋ายฮ่าวชางมองเจียงเหิงด้วยสายตาที่สงบนิ่งและอบอุ่น
เจียงเหิงลองหยั่งเชิงถามดูว่า
"หากเป็นศิษย์ของท่าน ข้าจะได้รับทรัพยากรสนับสนุนมากมายมหาศาลใช้ไม่หวาดไม่ไหวหรือไม่ ข้าจะได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาลับพิเศษโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ หรือไม่"
"มีสิ! แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับผลงานการพัฒนาของเจ้าในอนาคตเพื่อนำมาปรับเปลี่ยนด้วยเช่นกัน"
ป๋ายฮ่าวชางพยักหน้า
"ตกลง! ข้ายินดีขอรับ!"
เมื่อได้ยินคำตอบที่ยืนยันแน่ชัด เจียงเหิงก็รีบพยักหน้าตกลงทันที
ได้รางวัลชนะเลิศการประลองที่เพิ่มขึ้นถึงสิบเท่า ผนวกกับทรัพยากรสนับสนุนมหาศาลในฐานะศิษย์ของท่านประมุข แบบนี้ไม่พุ่งทะยานติดปีกก็ให้มันรู้ไปสิ!
เจียงเหิงลอบยินดีปรีดาอยู่ในใจอย่างเงียบๆ
"เจ้ากลับไปก่อนเถิด ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตลมปราณแท้เมื่อใดค่อยมาพบข้าใหม่"
ในเวลานี้ ป๋ายฮ่าวชางก็กล่าวขึ้นมาอีกครั้ง
สีหน้าของเจียงเหิงพลันแข็งค้าง ลางสังหรณ์ไม่ค่อยสู้ดีเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
"ท่านประมุข... ท่านอาจารย์ แล้วก่อนที่ข้าจะทะลวงระดับ ข้าจะได้รับทรัพยากรสนับสนุนอันใดบ้างหรือไม่ขอรับ"
"รางวัลเพิ่มสิบเท่ามันยังไม่พออีกหรือ"
ในที่สุดสีหน้าของป๋ายฮ่าวชางก็เปลี่ยนไป เขาถลึงตาใส่เจียงเหิงไปหนึ่งที
[จบแล้ว]