- หน้าแรก
- ติ๊ง! ระบบโกงอัปเกรดศักยภาพไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 26 - จำเอาไว้ อย่าได้หาเรื่องใส่ตัว!
บทที่ 26 - จำเอาไว้ อย่าได้หาเรื่องใส่ตัว!
บทที่ 26 - จำเอาไว้ อย่าได้หาเรื่องใส่ตัว!
บทที่ 26 - จำเอาไว้ อย่าได้หาเรื่องใส่ตัว!
เนิ่นนานผ่านไป กลิ่นอายพลังของป๋ายฮ่าวชางก็ค่อยๆ หดรั้งกลับคืน เขาเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างเชื่องช้า
ปราณกระบี่อันคมกริบและน่าสะพรึงกลัวพุ่งทะยานออกจากดวงตา บินแหวกอากาศไปไกลหลายสิบเมตร ก่อนจะสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
"ข้ายังคงไม่อาจบรรลุถึงขั้น 'หนึ่งความคิดหมื่นกระบี่ก่อเกิด หนึ่งความคิดหมื่นกระบี่ดับสูญ' ได้เสียที"
ป๋ายฮ่าวชางลอบทอดถอนใจ ก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"เข้ามา!"
ผู้ดูแลชุดน้ำเงินผู้หนึ่งเดินก้มหน้าเข้ามาด้านใน หยุดยืนเว้นระยะห่างจากป๋ายฮ่าวชางสิบเมตร ค้อมกายคารวะแล้วเอ่ยว่า
"ท่านประมุข มีสาส์นด่วนขอรับ"
กล่าวจบ เขาก็ประคองซองจดหมายด้วยสองมือยื่นออกไป
ป๋ายฮ่าวชางเพียงแค่ยกมือขึ้น ซองจดหมายก็ลอยละลิ่วเข้ามาตกอยู่ในฝ่ามือของเขาอย่างง่ายดาย
เขาแกะซองออก และกวาดสายตาอ่านข้อความในจดหมายอย่างละเอียด
"เจียงเหิง บุตรชายของเจียงเหวินจิ่งหรือ"
"ขอบเขตกายา สังหารยอดฝีมือขอบเขตลมปราณแท้ขั้นที่หกขึ้นไปได้ซึ่งๆ หน้า"
"พยัคฆ์พ่อย่อมไม่ให้กำเนิดสุนัขลูกจริงๆ จงถ่ายทอดคำสั่งลงไป การประลองใหญ่ของศิษย์สายนอกบนยอดเขาที่แปดในครั้งนี้ ให้เพิ่มรางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศขึ้นอีกสิบเท่า"
ผู้ดูแลหนุ่มค้อมกายรับคำสั่ง
ป๋ายฮ่าวชางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยสั่งการต่อ
"นอกจากนี้ ไปเชิญผู้อาวุโสแก่นแท้ซุนเฟยอวี่มาพบข้าสักหน่อย"
"ขอรับ!"
ผู้ดูแลหนุ่มค้อมกายแล้วถอยร่นออกไป
...
"ท่านประมุขต้องการพบข้าหรือ"
ภายในโถงตำหนัก
ผู้อาวุโสซุนปรายตามองผู้ดูแลที่มารายงานคำสั่ง พลางพยักหน้ารับอย่างเนิบนาบ
จากนั้นมันก็ตวัดมือ กระบี่ยาวสีทองเล่มหนึ่งก็พุ่งทะยานแหวกอากาศมาหยุดลอยนิ่งอยู่เบื้องหน้า
ผู้อาวุโสซุนกระโดดขึ้นไปยืนบนคมกระบี่อย่างแผ่วเบา ร่างของมันแปรเปลี่ยนเป็นเส้นแสงพุ่งหายวับไปในขอบฟ้า
ยอดเขาอันตระหง่านง้ำเลื่อนผ่านใต้ฝ่าเท้าไปอย่างรวดเร็ว
เพียงไม่นาน ผู้อาวุโสซุนก็ร่อนลงจอดที่ด้านนอกตำหนักบำเพ็ญเพียรของประมุขสำนัก
กระบี่ทองคำบินกลับไปเสียบเข้าฝักที่กลางหลังอย่างรู้ความ
ผู้อาวุโสซุนก้าวเท้ายาวๆ เข้าไปในตำหนัก สายตาจ้องมองไปยังป๋ายฮ่าวชางที่กำลังหลับตาพักผ่อนอยู่บนเบาะรองนั่ง
"ท่านประมุข ได้ยินว่าท่านเรียกหาข้าหรือ"
"ถูกต้อง!"
ป๋ายฮ่าวชางลืมตาขึ้น แววตาสงบนิ่งราบเรียบ
"บุตรชายของเจียงเหวินจิ่ง บัดนี้ได้กลายเป็นศิษย์สายนอกแล้ว ทั้งยังเริ่มฉายแววโดดเด่น เผยให้เห็นถึงพรสวรรค์อันน่าทึ่ง เจ้าได้ยินเรื่องนี้มาบ้างหรือไม่"
ผู้อาวุโสซุนแสดงสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย
"อย่างนั้นหรือ มันไม่ได้เป็นตัวไร้ค่าหรอกหรือ การที่มันได้เข้ามาเป็นผู้รับใช้ในสำนัก ก็เพราะเห็นแก่หน้าเจียงเหวินจิ่งถึงได้ยอมรับเข้ามาเป็นกรณีพิเศษมิใช่หรือ"
ป๋ายฮ่าวชางจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตานิ่งสงบไร้ระลอกคลื่น
"การให้สิทธิพิเศษแก่ครอบครัวของคนในสำนัก ถือเป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้ว และการที่ข้าเรียกเจ้ามาในวันนี้ ก็เพื่ออยากจะเตือนสติเจ้าสักประโยคหนึ่ง"
"ความแค้นระหว่างเจ้ากับเจียงเหวินจิ่ง ถือว่ายุติลงอย่างสมบูรณ์แล้ว เข้าใจหรือไม่"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของผู้อาวุโสซุนก็มืดครึ้มลงทันที มันตวัดสายตาเย็นชาจ้องมองป๋ายฮ่าวชาง
"ท่านประมุขหมายความว่าอย่างไร"
ป๋ายฮ่าวชางจ้องมองกลับไปโดยไม่ตอบคำถาม แต่กลับส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง
"ความเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องหลายปี ทำให้ข้ารู้จักนิสัยใจคอของเจ้าดีเกินไป วันนี้ข้าเพียงแค่มาเตือนสติเจ้าเท่านั้น เจียงเหิงคือศิษย์เมล็ดพันธุ์ของสำนัก หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันอันใดขึ้น ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนล้วนไม่อาจหนีความผิดพ้น"
"จำเอาไว้ อย่าได้หาเรื่องใส่ตัว!"
ผู้อาวุโสซุนใบหน้าดำคล้ำ ไม่ปริปากเอ่ยคำใดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ
มันสะบัดหน้าหันหลัง ขี่กระบี่เหาะเหินจากไปทันที
...
รุ่งอรุณของวันถัดมา
ณ ลานกว้างสายนอก
ผู้คนมืดฟ้ามัวดินรวมตัวกันส่งเสียงจอแจคึกคัก
ใจกลางลานกว้าง บนลานประลองยุทธ์ขนาดยักษ์รัศมีร้อยเมตร ซูชิงเหอในชุดขาวพลิ้วไหวประกาศเสียงกังวานว่า
"ทุกท่าน!"
เสียงพูดคุยจอแจเงียบกริบลงทันที
"ข้าขออธิบายกฎการให้คะแนนเสียก่อน"
"ผู้ชนะได้หนึ่งคะแนน ผู้แพ้ถูกหักหนึ่งคะแนน หากเวลาผ่านไปสิบนาทีแล้วยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ ให้ถือว่าเสมอกัน ทั้งสองฝ่ายจะไม่ได้คะแนน"
"ศิษย์ห้าสิบอันดับแรก จงขึ้นมาจับฉลากบนเวที!"
สิ้นเสียงประกาศ เจียงเหิงและศิษย์อีกสี่สิบเก้าคนก็ก้าวขึ้นไปบนลานประลองทันที และเริ่มทำการจับฉลากตามคำแนะนำของผู้รับใช้ที่เดินตามขึ้นมา
ด้านข้าง ผู้ดูแลท่านหนึ่งกำลังประกาศผลการจับฉลากเสียงดังฟังชัด
"สื่อเฉิงซวง หมายเลข 22!"
"เล่อฮุ่ยอวิ๋น หมายเลข 13!"
"เจียงเหิง หมายเลข 6!"
"ฉีเผิง หมายเลข 5!"
...
"ตื่นเต้นเว้ย! เจียงเหิงกับฉีเผิงโคจรมาเจอกันตั้งแต่รอบแรกเลย!"
"ฉีเผิงซวยชะมัด! การทดสอบในรอบแรกก็โดนอัดซะยับเยิน ได้ยินว่าต้องกินโอสถคืนพลังน้อยถึงจะหายดี แต่พอมารอบสองที่เป็นการประลองบนเวที เปิดฉากมาก็ต้องเจอกับเจียงเหิงที่ไร้เทียมทานแห่งสายนอกเสียแล้ว"
"หากอยากได้ผลลัพธ์ที่ดี ฉีเผิงก็มีแต่ต้องยอมแพ้เท่านั้น มิฉะนั้น หากถูกเจียงเหิงอัดจนบาดเจ็บ การประลองในรอบต่อไปคงลำบากแน่"
ในเวลานี้
ในสายตาของศิษย์สายนอกส่วนใหญ่ เจียงเหิงได้กลายเป็นอันดับหนึ่งอย่างแท้จริงไปแล้ว
ต่อให้เป็นกลุ่มคนที่เคยเชื่อมั่นอย่างสุดใจว่าฉีเผิงจะสามารถป้องกันแชมป์เอาไว้ได้ แต่เมื่อได้ยินจากปากของซูชิงเหอว่าเจียงเหิงสังหารยอดฝีมือขอบเขตลมปราณแท้ไปแล้ว ความคิดเหล่านั้นก็พลันมลายหายไปในพริบตา
ในสายตาของทุกคน
การประลองใหญ่ประจำสำนักในปีนี้ ตำแหน่งผู้ชนะเลิศได้ไร้ซึ่งข้อกังขาใดๆ อีกต่อไป
สิ่งที่ทุกคนรอดู คือการแย่งชิงอันดับอื่นๆ
และเฝ้ารอดูท่วงท่าอันองอาจของเจียงเหิงที่จะกวาดล้างศัตรูให้ราบเป็นหน้ากลอง!
ท่ามกลางฝูงชน ฉีเผิงกำแผ่นไม้ที่เขียนว่า 'หมายเลข 5' ไว้แน่น สีหน้าของมันดูไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
มันตระหนักดีแล้วว่า ตนเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจียงเหิงอย่างแน่นอน
ก่อนหน้านี้ มันเคยครุ่นคิดมาตลอดว่า หากต้องเผชิญหน้ากับเจียงเหิง มันควรจะทำเช่นไร
สู้หรือ
ก็รังแต่จะนำความอัปยศมาสู่ตนเอง! หากพลาดพลั้งบาดเจ็บขึ้นมา ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อการประลองในรอบต่อไป
ยอมแพ้หรือ
หากใช้เหตุผลพิจารณา นี่คือทางเลือกที่ดีที่สุดอย่างแน่นอน เพราะทุกคนต่างก็รับรู้ถึงความแข็งแกร่งอันน่าสะพรึงกลัวของเจียงเหิง การยอมแพ้จึงไม่ใช่เรื่องน่าอับอายแต่อย่างใด
"เฮ้อ! ยอมก็ยอมวะ! ช่องว่างความห่างชั้นมันมากเกินไปจริงๆ ขืนดื้อดึงไปก็รังแต่จะหาเรื่องใส่ตัว"
ฉีเผิงลอบทอดถอนใจ ตัดสินใจแน่วแน่อยู่ในใจ
"หมายเลข 1 เตียวเกาหยวน หมายเลข 2 ฟู่หยุนเฮ่อ โปรดขึ้นเวที!"
ชายหนุ่มสองคนกระโดดขึ้นไปบนลานประลอง การต่อสู้อันดุเดือดเปิดฉากขึ้นทันที เสียงดาบและกระบี่ปะทะกันดังกังวานไม่ขาดสาย
การต่อสู้ของผู้ฝึกยุทธ์ มักจะรู้ผลแพ้ชนะในเวลาอันสั้น
เพราะหากยืมคำพูดจากชาติก่อนของเจียงเหิงมาใช้ พวกมันก็คือพวก 'พลังโจมตีสูงแต่พลังป้องกันต่ำ' เมื่อลงมือสู้กัน ย่อมต้องจบลงอย่างรวดเร็ว
เพียงไม่นาน
การต่อสู้สองคู่แรกก็จบลง
"หมายเลข 5 ฉีเผิง หมายเลข 6 เจียงเหิง โปรดขึ้นเวที!"
เจียงเหิงทะยานร่างขึ้นไปบนเวที ทอดสายตามองลงไปยังฉีเผิงที่อยู่เบื้องล่าง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
"เมื่อหนึ่งเดือนก่อน เจ้ากับข้าได้นัดหมายกันไว้ ว่าจะไปตัดสินแพ้ชนะกันในรอบชิงชนะเลิศของการประลองใหญ่ประจำสำนัก"
"คิดไม่ถึงเลยว่า เราจะได้มาเจอกันเร็วถึงเพียงนี้ ช่างเป็นลิขิตสวรรค์จริงๆ!"
"ขึ้นมาสิ! ให้ข้าได้ประจักษ์แก่สายตาหน่อยเถิด ว่าตัวตนที่ถูกขนานนามว่าอันดับหนึ่งแห่งสายนอก จะมีดีสักแค่ไหน!"
สีหน้าของฉีเผิงแข็งค้าง คำว่า 'ยอมแพ้' ที่กำลังจะหลุดออกจากปากถูกกลืนกลับลงไปในคอ
มันสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า สายตาหลายคู่รอบด้านกำลังจับจ้องมาที่มัน
บ้างก็หยอกล้อ บ้างก็เย้ยหยัน
คำขนานนาม 'อันดับหนึ่งแห่งสายนอก' ก่อนหน้านี้เคยเป็นความภาคภูมิใจ และเป็นสิ่งที่มันหยิ่งทะนง
ทว่าในยามนี้ เมื่อคำคำนี้หลุดออกมาจากปากของเจียงเหิง มันกลับกลายเป็นเหมือนหนามแหลมคมที่ทิ่มแทงเข้าไปในส่วนลึกของหัวใจมันอย่างจัง
"เป็นอะไรไป หรือว่าอันดับหนึ่งแห่งสายนอกผู้ยิ่งใหญ่ จะไม่กล้าขึ้นเวทีเสียแล้ว"
มุมปากของเจียงเหิงยกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยยิ้มจางๆ
ฉีเผิงกำหมัดแน่น ใบหน้าแดงก่ำ
หากขึ้นเวทีไป ย่อมต้องถูกเหยียบย่ำหยามเกียรติ และมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะได้รับบาดเจ็บ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการประลองในรอบต่อไป
แต่หากไม่ขึ้นเวที ยิ่งต้องถูกคำพูดถากถางโจมตี และถูกจับจ้องด้วยสายตาแปลกๆ จากบรรดาศิษย์น้องนับไม่ถ้วน
ผู้คนนับหมื่นที่อยู่ ณ ที่แห่งนั้น แทบจะเงียบสงัดลงโดยพร้อมเพรียงกัน เพื่อรอคอยปฏิกิริยาตอบสนองของฉีเผิง
ข้างลานประลอง ซูชิงเหอที่ยืนเอามือไพล่หลัง ปรายตามองสีหน้าที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของฉีเผิง พลางส่ายหน้าเบาๆ และแอบประเมินมันอยู่ในใจสี่คำ
"สภาวะจิตใจย่ำแย่เกินไป"
[จบแล้ว]