- หน้าแรก
- ติ๊ง! ระบบโกงอัปเกรดศักยภาพไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 15 - ปู้หานอี: ข้าจะคุ้มครองให้เจ้าผ่านด่านเอง
บทที่ 15 - ปู้หานอี: ข้าจะคุ้มครองให้เจ้าผ่านด่านเอง
บทที่ 15 - ปู้หานอี: ข้าจะคุ้มครองให้เจ้าผ่านด่านเอง
บทที่ 15 - ปู้หานอี: ข้าจะคุ้มครองให้เจ้าผ่านด่านเอง
คราวนี้เจียงเหิงถึงยอมหันมามองหน้านางตรงๆ ก่อนจะแสยะยิ้มกว้าง
"ค่อยยังชั่วหน่อย โอสถปราณโลหิตหนึ่งเม็ด แบ่งให้ครึ่งหนึ่ง"
ปู้หานอียื่นโอสถปราณโลหิตให้เจียงเหิงหนึ่งเม็ด ก่อนจะหาโขดหินนั่งลง นางเลียนแบบท่าทางของเจียงเหิง กัดกินเนื้อย่างคำโตอย่างเอร็ดอร่อย
"ไม่เลวเลย ฝีมือการย่างเนื้อของเจ้าถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว"
"ช่วงเวลาหนึ่งสัปดาห์หลังจากนี้ เจ้าช่วยย่างเนื้อให้ข้า ข้าก็จะจ่ายโอสถปราณโลหิตให้เจ้าทุกครั้งเหมือนเดิม ผนวกกับข้าจะคุ้มครองให้เจ้าผ่านการทดสอบรอบนี้ไปได้ด้วย ดีหรือไม่"
ปู้หานอีเงยหน้าขึ้นอย่างพึงพอใจ โดยไม่สนใจคราบน้ำมันที่เลอะเทอะเต็มปากแม้แต่น้อย นางจ้องมองเจียงเหิงพลางเอ่ยขึ้น
"เจ้า คุ้มครองข้าเนี่ยนะ"
เจียงเหิงชะงักไปครู่หนึ่ง
"เอาเช่นนี้ดีกว่า ข้าขอทดสอบฝีมือของเจ้าดูก่อน"
"หากเจ้ามีฝีมือมากพอที่จะคุ้มครองข้าได้จริงๆ ข้าก็จะตกลงตามเงื่อนไขของเจ้า"
"ทว่าหากฝีมือของเจ้ายังไม่ถึงขั้น เช่นนั้นเงื่อนไขการแลกเปลี่ยนจะเปลี่ยนเป็นโอสถปราณโลหิตสองเม็ด นอกเหนือจากนั้น ข้าจะเป็นฝ่ายคุ้มครองให้เจ้าผ่านด่านเอง"
"ว่าอย่างไรเล่า"
เมื่อได้ยินคำกล่าวของเจียงเหิง ปู้หานอีก็หัวเราะร่วน
"ศิษย์น้องเล็ก ดูเหมือนเจ้าจะไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของข้าเลยจริงๆ สินะ เช่นนั้นก็เข้ามาเลย"
ปู้หานอีเช็ดปากลวกๆ ก่อนจะเดินไปที่ลานกว้างอีกด้าน นางจ้องมองเจียงเหิงด้วยสายตาท้าทาย เจียงเหิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา เขาหยัดกายลุกขึ้นเดินไปเผชิญหน้ากับปู้หานอี
"จริงสิ ศิษย์น้อง เจ้ามีชื่อว่าอันใดหรือ"
"ข้าชื่อเจียงเหิง"
"เจียงเหิงหรือ คุ้นหูอยู่นะ อ้อ ดาวรุ่งพุ่งแรงคนนั้นใช่หรือไม่ หนึ่งในตัวเต็งอันดับหนึ่งด้วยใช่ไหม"
"ก็น่าจะเป็นข้านั่นแหละ"
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็คู่ควรให้ข้าลงมืออย่างสุดกำลังแล้ว เตรียมตัวรับมือให้ดีเถิด"
ปู้หานอีที่เข้าสู่สภาวะพร้อมรบมีสีหน้าจริงจังขึ้นมา ส่วนเจียงเหิงยังคงวางท่าทีสบายๆ เดินทอดน่องเข้าไปหาอีกฝ่ายอย่างเนิบนาบ
"เคร้ง"
กลางอากาศว่างเปล่า คล้ายกับมีประกายสายฟ้าสีเงินแลบวาบผ่านไป สิ่งที่คนอื่นไม่ล่วงรู้ก็คือ เหตุผลที่ปู้หานอีมีความมั่นใจถึงเพียงนี้ ก็เป็นเพราะ [เคล็ดวิชากระบี่ไล่ล่าแสง] ของนางได้บรรลุถึงขั้นสมบูรณ์แล้ว นางมีพลังระเบิดเพิ่มขึ้นสามเท่า ผนวกกับความเร็วในการออกกระบวนท่าที่รวดเร็วยิ่งยวด และระดับบ่มเพาะพลังขั้นที่สิบ นางคู่ควรกับคำว่ายอดฝีมือผู้บรรลุขีดจำกัดของขอบเขตกายาอย่างแท้จริง
ยิ่งไปกว่านั้น นอกเหนือจากเคล็ดวิชากระบี่แล้ว วิชาตัวเบาของนางก็บรรลุถึงขั้นสมบูรณ์เช่นเดียวกัน หากนับเฉพาะฝีมือในขอบเขตกายาแล้ว ในประวัติศาสตร์นับพันปีของสำนักต้าหลัว ก็มีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นที่จะทัดเทียมนางได้ อิงตามคำกล่าวของบิดานาง หากยอดฝีมือขอบเขตลมปราณแท้ไม่ปรากฏตัว นางก็คือผู้ไร้เทียมทานอย่างแท้จริง
แทบจะในพริบตาที่คมกระบี่ถูกชักออกจากฝัก เจียงเหิงทำได้เพียงมองเห็นประกายเย็นเยียบสายหนึ่งพุ่งเข้ามาโจมตีที่ท่อนแขนของตนเองอย่างเลือนราง เด็กหนุ่มสะท้านในใจ
"ช่างรวดเร็วอะไรเช่นนี้"
ทว่าเมื่อเห็นทิศทางการโจมตีของอีกฝ่าย เด็กหนุ่มก็ตัดสินใจไม่หลบไม่หลีก
"ปึก"
สิ้นเสียงทึบหนัก คมกระบี่แทงทะลุแขนเสื้อ จิ้มลงบนท่อนแขนของเจียงเหิง
"พลังป้องกันแกร่งกล้าอะไรเช่นนี้"
รูม่านตาของปู้หานอีหดเกร็งอย่างรุนแรง ภายในใจตื่นตระหนกสุดขีด
"นี่ไม่ใช่เคล็ดวิชากายาทองแดงอย่างแน่นอน"
"ต่อให้เป็นเคล็ดวิชากายาทองแดงขั้นสมบูรณ์ ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเพิกเฉยต่อเคล็ดวิชากระบี่ไล่ล่าแสงขั้นสมบูรณ์ของข้าได้ถึงเพียงนี้"
"ยิ่งไปกว่านั้น กระบี่ในมือข้าคือศาสตราวุธระดับวิเศษเชียวนะ เป็นไปได้อย่างไรที่กระทั่งรอยขีดข่วนยังทำไม่ได้"
ปู้หานอีขยับกาย ภายใต้วิชาตัวเบาขั้นสมบูรณ์ ร่างของนางแทบจะกลายสภาพเป็นเงามายา อ้อมไปด้านข้างของเจียงเหิง แล้วแทงกระบี่ยาวออกไปอีกครา
เจียงเหิงแสยะยิ้มกว้าง [ย่างก้าววายุ] ระดับลึกลับขั้นสมบูรณ์ถูกสำแดงออกมา ร่างราวกับสายลมบางเบาหายวับไปจากจุดเดิม และไปปรากฏขึ้นที่ด้านหลังของปู้หานอีในชั่วพริบตาต่อมา
มือขวายื่นออกไป ตะปบเข้าที่หลังศีรษะของปู้หานอี ราวกับมังกรเทพเก้าสวรรค์ที่ยื่นกรงเล็บขนาดยักษ์ออกมา รวดเร็ว ดุดัน และทรงพลังอำนาจคุกคาม
ความเร็วอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ เหนือความคาดหมายของปู้หานอีไปอย่างสิ้นเชิง นางรู้สึกหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ คล้ายกับมีกลิ่นอายแห่งความตายปกคลุมร่างของตนเองเอาไว้จนมิด
"เขาเอาจริง เขาคิดจะสังหารข้า"
ในวินาทีนั้น ปราณโลหิตทั่วร่างของนางแทบจะเดือดพล่าน ในห้วงคำนึงดังอื้ออึง ศักยภาพของนางถูกรีดเค้นออกมาจนหมดสิ้น วิชาตัวเบาทวีความรวดเร็วขึ้นไปอีกขั้น ร่างกลายสภาพเป็นเงามายา พุ่งพรวดไปเบื้องหน้า หมายจะหลบหนีออกจากสถานการณ์อันตราย
น่าเสียดายที่ยังคงไม่ทันการณ์
ฝ่ามือใหญ่ของเจียงเหิงทาบทับลงบนหลังคอของนาง ก่อนจะบีบเอาไว้อย่างง่ายดาย ฝ่ามือนั้นทั้งอบอุ่นและกว้างขวาง ทว่ากลับนำพาความหนาวเหน็บอันไร้ที่สิ้นสุด และความสะท้านสะเทือนใจอย่างหาที่สุดไม่ได้มาสู่เบื้องลึกในจิตใจของปู้หานอี
"ความเร็วอันน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้"
"ความแข็งแกร่งทางร่างกายอันน่าตื่นตระหนกถึงเพียงนี้"
"นี่สิถึงจะเป็นผู้ไร้เทียมทานในขอบเขตกายาอย่างแท้จริง"
เจียงเหิงบีบคอนาง บังคับให้นางหยุดชะงักลง จากนั้นก็คลายมือออกอย่างรวดเร็ว
"ดูท่าเจ้าจะไม่มีคุณสมบัติพอที่จะมาคุ้มครองข้านะ"
เจียงเหิงกล่าวอย่างไม่แยแส ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปที่กองไฟ
ปู้หานอีดึงสติกลับมาจากความตื่นตระหนก นางหันไปมองแผ่นหลังของเจียงเหิง สูดลมหายใจเข้าลึกคราหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ศิษย์พี่เจียง ข้ายอมแพ้แล้ว"
"เป็นไปตามข้อตกลงเมื่อครู่นี้ ข้าจะจ่ายโอสถปราณโลหิตให้ท่านสองเม็ด ในขณะเดียวกัน ท่านก็จะต้องคุ้มครองข้าจนกว่าการทดสอบจะสิ้นสุดลง"
ปู้หานอียื่นโอสถปราณโลหิตให้เจียงเหิงหนึ่งเม็ด จากนั้นก็เดินกลับไปที่ลานกว้าง กลืนโอสถลงไปหนึ่งเม็ด แล้วเริ่มต้นฝึกฝนเคล็ดวิชาเบิกสวรรค์ต้นกำเนิด
วิกฤตความเป็นความตายในชั่วพริบตาเมื่อครู่นี้ ทำให้จิตใจของนางเกิดความปั่นป่วน คอขวดของระดับบ่มเพาะพลังจึงเริ่มสั่นคลอน คล้ายกับมีลางบอกเหตุถึงการทะลวงระดับ
หากทะลวงระดับได้สำเร็จ ระดับบ่มเพาะพลังก็จะก้าวข้ามไปอีกขอบเขตใหญ่ เข้าสู่ขอบเขตลมปราณแท้
เจียงเหิงไอ้หนู ข้ายอมรับว่าเจ้าคือผู้ไร้เทียมทานในขอบเขตกายา
ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับช่องว่างอันมหาศาลระหว่างขอบเขตใหญ่ เจ้าก็จะต้องตกอยู่ในสภาพไร้ทางสู้ เฉกเช่นที่ข้าเผชิญเมื่อครู่นี้อย่างแน่นอน
ปู้หานอีอดไม่ได้ที่จะยกมุมปากขึ้น
เรือนร่างของปู้หานอีนั้นอรชรอ้อนแอ้น ทว่าทุกท่วงท่าทุกกระบวนท่า ล้วนเปี่ยมไปด้วยพลังอันสง่างาม เปลวเพลิงปราณดั่งมังกรโอบล้อมรอบกาย พุ่งทะยานสูงขึ้นไม่หยุดหย่อน
ปล่อยหมัดออกไปคราใด มวลอากาศก็ส่งเสียงระเบิดดังสนั่น คลื่นกระแทกไร้รูปลักษณ์กวาดม้วนออกไปไกล แม้จะเป็นอิสตรี ทว่าเพลงหมัดกลับยังคงดุดันแข็งกร้าว
ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ปราณโลหิตรอบกายของปู้หานอีก็เริ่มหดรั้งกลับคืน เจียงเหิงนั่งอยู่บนโขดหิน กินเนื้อย่างอย่างสบายอารมณ์พลางมองดูการฝึกฝนของปู้หานอีไปด้วย
การฝึกฝนวิถีแห่งการต่อสู้
ขอบเขตแรก ขอบเขตกายา คือการฝึกฝนร่างกายจากภายใน เพื่อเสริมสร้างปราณโลหิตให้แข็งแกร่ง และทำให้ร่างกายเกิดการวิวัฒนาการ
ขอบเขตที่สอง ขอบเขตลมปราณแท้ คือการหลอมรวมแก่นแท้ให้กลายเป็นลมปราณ แก่นแท้ในที่นี้ หมายถึงพลังปราณโลหิต ลมปราณในที่นี้ หมายถึงพลังปราณแท้
หลังจากขอบเขตกายาบรรลุถึงขีดจำกัดแล้ว พลังปราณโลหิตจะอัดแน่นจนถึงขีดสุด ทำให้สามารถหลอมรวมมันเพื่อก่อกำเนิดเป็นพลังปราณแท้เส้นแรกขึ้นมาได้ และในเวลานี้ พลังปราณโลหิตก็จะถูกเก็บงำเอาไว้ภายในแทน
ดังนั้น เจียงเหิงจึงกระจ่างแจ้งแก่ใจดีว่า นี่หมายความว่าระดับบ่มเพาะพลังของอีกฝ่ายกำลังจะทะลวงผ่านไปอีกขั้น
ขอบเขตลมปราณแท้ จะแข็งแกร่งถึงเพียงใดกันแน่ เขาเองก็อยากจะรู้เหมือนกัน
ผู้ที่เพิ่งจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตลมปราณแท้ ช่างเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการใช้ทดสอบฝีมือของเขา
อย่างที่คาดไว้ ไม่นานนัก
พลังปราณโลหิตที่เคยเอ่อล้นออกมาจากร่างของปู้หานอีก็ถูกเก็บงำเอาไว้จนหมดสิ้น ราวกับกลายสภาพเป็นปุถุชนคนธรรมดาก็มิปาน
ทว่าชั่วพริบตาต่อมา
ความผันผวนอันแปลกประหลาดอีกรูปแบบหนึ่งก็แผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของนาง และทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
ปู้หานอีไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพัก นางกลืนโอสถปราณโลหิตลงไปอีกสามเม็ด แล้วดำเนินการฝึกฝนต่อไป
[จบแล้ว]