- หน้าแรก
- อัศวินและไม้กายสิทธิ์ของเขา
- บทที่ 2 ทาส
บทที่ 2 ทาส
บทที่ 2 ทาส
บทที่ 2 ทาส
วันต่อมา
ลีออง—หรือก็คือ ไลออน—ตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจท่ามกลางเสียงกรีดร้องและร้องไห้ระงม หลังจากต้องทนหลับไปทั้งที่ต้องเผชิญกับลมหนาวตลอดทั้งคืน
เขาขยี้ตาที่ยังง่วงงุน ก่อนจะนั่งขึ้นมามองไปยังต้นตอของความวุ่นวาย
นอกกรงขัง มีทหารรับจ้างจำนวนหนึ่งยืนอยู่โดยไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อไร
เหล่าทหารแห่งคันทาดาร์คุ้มกันชายคนหนึ่งที่สวมชุดคลุมลายสัญลักษณ์รูปนกสีขาว พร้อมพกดาบข้างเอว บุรุษผู้นี้ดูมีสถานะสูงกว่าเหล่าทหารทั่วไป คาดว่าน่าจะเป็นนายทหารหรือขุนนางของคันทาดาร์ เขามองเข้าไปในกรงขังด้วยสายตาเบื่อหน่ายกับความวุ่นวายภายใน
ในกรง นักโทษหญิงคนหนึ่งกำลังถูกทหารสองนายกระชากแขนลากตัวออกไปอย่างหยาบคาย ขณะเดียวกัน เด็กชายคนหนึ่งก็พยายามจะยื้อยุดเธอไว้ เขาตะโกนด่าทอและใช้เท้าถีบตีพวกทหารเพื่อขัดขวาง
พอดูให้ดี คนทั้งสองก็คือพี่น้องคู่หนึ่งที่ลีอองเคยเห็นมาก่อน
“พวกสารเลว! ปล่อยพี่สาวของข้า! ปล่อยเดี๋ยวนี้! ปล่อยเธอไป!!” เด็กชายตะโกนก้องจนเสียงแหบพร่า ดวงตาของเขาแดงก่ำไปด้วยความโกรธ แต่ในเสียงนั้นก็ยังแฝงไปด้วยความหวาดกลัวและความสิ้นหวัง
ส่วนพี่สาวของเขานั้นร้องไห้สะอึกสะอื้นจนแทบไม่มีแรงพูด ได้แต่พยายามขอร้องให้น้องชายยอมปล่อยมือเสีย อย่าได้ยั่วให้พวกทหารโกรธไปมากกว่านี้
เหล่าทหารรับจ้างของคันทาดาร์ไม่มีความอดทนพอจะรับมือกับเรื่องวุ่นวาย พวกมันเหวี่ยงร่างหญิงสาวลงไปกองกับพื้นอย่างรุนแรง จากนั้นหนึ่งในพวกมันก็คว้าหัวของเด็กชายกระชากไปด้านหลัง ขณะที่อีกคนหนึ่งเตะเข้าที่ตัวเขาอย่างแรงจนล้มลง
(ภาษาอูเลีย) “ไอ้หมูโสโครกเอ๊ย!” ทหารคนนั้นสบถด้วยภาษาต่างถิ่นก่อนจะชักดาบออกมาจากฝักด้วยความโมโหสุดขีด
ลีอองที่เฝ้ามองอยู่เผลอสะดุ้งไปเล็กน้อยโดยอัตโนมัติ ภาพที่เห็นเป็นสิ่งที่คนธรรมดาในยุคปัจจุบันแทบไม่อาจทนมองโดยไม่รู้สึกอะไรได้ และความทรงจำของร่างนี้ที่เห็นพ่อแม่ถูกฆ่าต่อหน้าก็ยิ่งกระตุ้นความโกรธในใจของเขา
แต่สติเตือนเขาเอาไว้ ว่าตอนนี้เขาเองก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มตัวเปล่า ไม่มีแม้แต่อาวุธ
ขณะนั้นเอง มือของใครบางคนแตะลงบนไหล่ของเขา ลีอองหันไปมอง ก็พบว่าเป็นเด็กหนุ่มที่เขาเพิ่งรู้จักเมื่อวาน
“อย่าหาเรื่องให้ตัวเองเจ็บตัวเลย เราช่วยอะไรไม่ได้” อาเซอเรียนกล่าวกับเขาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
หญิงสาวที่ถูกเหวี่ยงลงไปกับพื้นแทบจะสติแตก เมื่อเห็นใบมีดของทหารพุ่งเข้าหาน้องชายของตน น้ำตาไหลพร่ามัวไปหมด เธอร้องไห้สะอึกสะอื้น ก่อนจะคลานเข้าไปกอดข้อเท้าของทหารแล้วอ้อนวอนเสียงสั่นเครือ
“ได้โปรด...อย่าทำร้ายน้องชายของข้า...ท่านเจ้าขา ขอความเมตตาด้วย ข้าจะไปกับพวกท่าน...ข้ายอมไปกับท่าน...ได้โปรดไว้ชีวิตเขา...”
ทหารที่กำลังจะฟันเด็กชายหยุดชะงักไปชั่วขณะ เขากำลังจะโมโหที่ถูกขัดขวาง แต่แล้วทหารอีกคนก็แตะไหล่เป็นเชิงส่งสัญญาณให้ดูไปทางด้านนอก ซึ่งเป็นที่อยู่ของพวกพ่อค้าทาส
เมื่อเป็นเช่นนั้น ทหารที่กำลังโกรธจึงจำใจต้องยั้งมือและเก็บดาบเข้าฝัก เขากระชากแขนหญิงสาวขึ้นมาแล้วลากเธอออกไป
“แค่ก...พี่...พี่สาว...ไอ้พวกสารเลวคันทาดาร์! อ๊ากกก!!” เด็กชายที่เพิ่งตั้งตัวได้กระอักเลือดออกมาเล็กน้อย ดวงตาที่แดงก่ำเต็มไปด้วยความเกลียดชัง เขาแผดเสียงก้องก่อนจะพุ่งเข้าไปขัดขวางอีกครั้ง
ทหารที่อยู่ตรงกลางเงื้อหมัดขึ้นหมายจะชกเข้าใส่ แต่เด็กชายกลับก้มตัวหลบได้ทัน และพุ่งเข้าหาทหารโดยตรง
ลีอองเห็นชัดว่าเขากำลังพยายามจะคว้าดาบที่เอวของทหาร
แต่เป็นที่น่าเสียดาย ทหารรับจ้างนั้นไม่ได้ตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย เขาตั้งหลักอย่างมั่นคง กดดาบไว้แน่นไม่ให้ถูกแย่งไป พร้อมทั้งใช้เข่ากระแทกเข้าที่ท้องของเด็กชายอย่างแรง
เสียงดัง “ปึ้ก!” ตามมาด้วยร่างของเด็กชายที่กระเด็นไปนอนขดอยู่กับพื้น เขาหายใจหอบหนัก พยายามจะลุกขึ้นมาอีกครั้ง แต่ทหารกลับเตะซ้ำไปอีกครั้งจนร่างของเด็กชายแน่นิ่งไป
“ไม่! ขอร้องล่ะ ได้โปรดอย่าทำร้ายน้องข้า...” เสียงสะอื้นของหญิงสาวค่อย ๆ จางหายไปพร้อมกับร่างของเธอที่ถูกลากออกไปไกล
(ภาษาอูเลีย) “ไอ้เด็กเวรเอ๊ย ถ้าไม่ติดว่ายังขายได้ ข้าสับแกเป็นชิ้น ๆ ไปแล้ว” ทหารสบถก่อนจะถ่มน้ำลายใส่ร่างไร้สติของเด็กชาย และเดินออกไปจากกรงขัง
ในที่สุด
บรรยากาศรอบข้างก็ตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง
นักโทษคนอื่น ๆ ได้แต่ก้มหน้าหลบตา บ้างมองด้วยสายตาเวทนา บ้างแสดงออกถึงความเฉยชา ไม่มีใครช่วยเด็กชายคนนั้นได้ เช่นเดียวกับที่ไม่มีใครช่วยตัวเองได้ พวกเขาล้วนชาชินกับเหตุการณ์เช่นนี้
ที่จริงแล้ว เด็กคนนั้นยังถือว่าโชคดีกว่าหลาย ๆ คน อย่างน้อยเขาก็ยังเหลือครอบครัว ในขณะที่นักโทษส่วนใหญ่ สูญเสียทุกสิ่งไปตั้งแต่เกิดการสังหารหมู่
หลังจากแน่ใจว่าเหล่าทหารจากไปแล้ว ลีอองก็ถอนหายใจ เดินเข้าไปหาตัวเด็กชายที่หมดสติอยู่ เขาตรวจดูอาการของเด็กคนนั้นคร่าว ๆ พบว่าแม้จะมีรอยฟกช้ำไปทั่วร่าง แต่ไม่มีบาดแผลที่อันตรายถึงชีวิต
เขาจับร่างเด็กชายพลิกให้นอนตะแคงเพื่อความปลอดภัย แต่ก็ทำได้เพียงเท่านั้น