- หน้าแรก
- เป็นผู้บำเพ็ญมารมันดีจะตาย อัปเลเวลไวเวอร์
- บทที่ 29 สิ่งที่คุณชายกล่าวก็นับว่ามีเหตุผล
บทที่ 29 สิ่งที่คุณชายกล่าวก็นับว่ามีเหตุผล
บทที่ 29 สิ่งที่คุณชายกล่าวก็นับว่ามีเหตุผล
บทที่ 29 สิ่งที่คุณชายกล่าวก็นับว่ามีเหตุผล
เสิ่นเลี่ยยืนอยู่ด้านข้าง มองดูทุกอย่างที่เกิดขึ้น
สีหน้าของผู้คุ้มกัน เสียงกระซิบของบ่าวไพร่ แววตาของคุณชายชุดหรูหรา ขอบตาที่แดงเรื่อขึ้นมาในพริบตาของแม่นางโจว... ทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนเป็นการตอกย้ำข้อสรุปหนึ่ง นั่นก็คือ เขาเดิมพันถูกแล้ว!
ที่เขาขัดขวางจ้าวเฟิงสิงก่อนหน้านี้ ภายนอกดูเหมือนเป็นการผดุงความยุติธรรม แต่แท้จริงแล้วเป็นการซื้อใจ
เพราะเขารู้ดีว่า หากข้อสันนิษฐานของเขาเป็นเรื่องจริง ตราบใดที่ชายคนนี้ยังอยู่ ก็จะไม่มีใครสามารถพาตัวโจวเสิ่นซื่อไปได้!
ดังนั้น จึงต้องชิงแสดงผลงานก่อนที่อีกฝ่ายจะปรากฏตัว
แม้ว่าลูกไม้ตื้นๆ แบบนี้จะตบตาอีกฝ่ายไม่ได้ แต่บางครั้ง ทำกับไม่ทำ ผลลัพธ์ก็ต่างกันมาก
มาจนถึงวันนี้ หลายสิ่งหลายอย่าง เขายังจำได้ติดตา
อย่างเช่น ศพอันน่าสยดสยองของพวกโจรภูเขากับทหารหนีทัพ
ตอนนั้น เขาไปดูมาแล้ว แถมยังดูอย่างละเอียดด้วย
ส่วนใหญ่แล้ว ล้วนถูกปลิดชีพในดาบเดียว ไม่มีการต่อสู้ขัดขืน... ไม่สิ!
พูดให้ถูกคือ จากหลักฐานในที่เกิดเหตุ คนตายพวกนั้นแทบจะไม่มีเวลาได้ตอบสนองเลยด้วยซ้ำ!
ตอนที่สรุปผลออกมา เขายังตกใจเองเลย รู้สึกว่ามันเหลือเชื่อเกินไป
แต่หลักฐานในที่เกิดเหตุทั้งหมดล้วนชี้ไปที่จุดนั้น นอกจากความเป็นไปได้นั้นแล้ว ก็ไม่มีคำอธิบายอื่นอีกแล้ว!
ด้วยเหตุนี้ เหตุผลกับสัญชาตญาณของเขาจึงต่อสู้กันอยู่นาน
ต่อมาก็เรื่องหมู่บ้านนั่น
ศพที่ถูกเผาพวกนั้น ศพของผู้บัญชาการเฉิน แล้วก็ศพของหัวหน้าหมู่สิบคน หัวหน้าหมู่ห้าคนอีกหลายคน รวมถึงศพของเผ่ากระดูกคลั่งในอีกทิศทางหนึ่ง... ทุกอย่าง ล้วนพิสดารเกินไป!
เจ้าหน้าที่ชันสูตรบอกว่าไม่เคยเห็นบาดแผลแบบนี้มาก่อน คาดว่าไม่น่าจะเป็นฝีมือมนุษย์ แต่เป็นการจงใจจัดฉาก เพื่อชักจูงทิศทางการสืบสวน
เจ้าหน้าที่ชันสูตรคนนั้นไม่ได้เห็นศพของทหารหนีทัพกับโจรภูเขาระหว่างทางจากเมืองหมินไปเมืองอวิ๋น ไม่อย่างนั้น เขาคงไม่คิดแบบนั้นแน่
ครั้งแรกอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญ ครั้งที่สองก็ยังพอเป็นไปได้ แต่พอครั้งที่สาม ก็เริ่มต้องมาคิดทบทวนถึงความเป็นไปได้ที่ว่ามันคือเรื่องจริงแล้วล่ะ!
ในวินาทีนั้น เหตุผลกับสัญชาตญาณกลับสามารถรักษาสมดุลกันได้อย่างน่าประหลาด
หากความเป็นไปได้นั้นกลายเป็นเรื่องจริง เช่นนั้น เขาก็จะได้เป็นประจักษ์พยานให้กับตัวตนที่มีอยู่แต่ในนิทานปรัมปรา
ตัวตนเช่นนั้น คุ้มค่าที่เขาจะละทิ้งนิสัยเดิมๆ แล้วลองเดิมพันดูสักตั้ง!
หากเดิมพันถูก เขาก็จะได้เป็นประจักษ์พยานว่าบนโลกใบนี้ มียอดคนที่อยู่เหนือปุถุชนคนธรรมดาอยู่จริงๆ และตำนานเก่าแก่มากมาย ก็จะไม่ใช่แค่ตำนานอีกต่อไป
แต่หากเดิมพันพลาด... เขาชำเลืองมองจ้าวเฟิงสิง
เดิมพันพลาดก็ไม่เป็นไร อย่างมากก็แค่มีเรื่องกันนิดหน่อย
อย่างไรเสีย เขาก็ไม่สบอารมณ์จ้าวเฟิงสิงอยู่แล้ว
...
เฉาปี่ยืนอยู่ตรงนั้น พิจารณาจ้าวเฟิงสิง
จ้าวเฟิงสิงก็พิจารณาเขาเช่นกัน ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง
จู่ๆ เฉาปี่ก็เอ่ยปาก "ท่านแม่ทัพ ท่านรู้หรือไม่ว่า ผู้บัญชาการเฉินที่ท่านพูดถึง ความจริงแล้วเป็นคนสนิทของโจวถงจือ?"
พอเฉาปี่อ้าปากก็ทิ้งไพ่ตายลงมาเลย จ้าวเฟิงสิงได้ยินดังนั้น ก็หรี่ตาลง
นี่ ชายหนุ่มคนนี้เป็นใครกันแน่?
เรื่องแบบนี้ สามารถเอามาพูดต่อหน้าธารกำนัลได้สุ่มสี่สุ่มห้าด้วยหรือ?
เฉาปี่กล่าวต่อ "ในเมื่อท่านมั่นใจนักหนาว่าแม่นางโจวมีความผิด อีกทั้งก่อนหน้านี้ท่านยังบอกเองว่าพวกเขาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกัน งั้นตามลำดับความสำคัญ โจวถงจือผู้เป็นท่านอาของนาง ไม่สมควรถูกตัดสินความผิดก่อนหรอกหรือ?"
สีหน้าของจ้าวเฟิงสิงเปลี่ยนไปมา
เฉาปี่มองเขา กล่าวต่อ "ผู้ต้องสงสัยรายใหญ่ที่สุดไม่ไปจับ กลับวิ่งมาจับสตรีแม่ม่ายคนหนึ่ง..."
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แสร้งส่ายหน้า เยาะเย้ยเบาๆ ว่า "ไม่รู้จักอายบ้างเลย"
"เจ้าเป็นตัวอะไร? กล้าพูดกับข้าเช่นนี้เชียวหรือ?"
เฉาปี่ไม่สนใจเขา เอ่ยต่อ "ท่านบอกว่านางสมคบคิดกับเผ่ากระดูกคลั่ง แล้วทำไมเผ่ากระดูกคลั่งถึงตายด้วยล่ะ?"
"ท่านบอกว่านางฆ่าล้างหมู่บ้านปิดปาก นางกับคนในหมู่บ้านนั้นไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ไม่มีความแค้นต่อกัน จะมีแรงจูงใจอะไร? อีกอย่าง นางเป็นแค่สตรี ถึงจะพอมีวรยุทธ์อยู่บ้าง ก็ไม่อาจสู้หนึ่งต่อสิบได้หรอก... และคนนะไม่ใช่สัตว์เลี้ยง สู้ไม่ได้ ไม่รู้จักหนีหรือไง?"
"สุดท้าย ท่านบอกว่านางแอบหนีกลางดึก แล้วทำไมนางไม่หนีไปทางเหนือ ไม่หนีไปทางตะวันออก ไม่หนีไปทางตะวันตก แต่กลับหนีมาทางใต้ล่ะ?"
"ทางใต้คือบ้านเดิมของนาง ท่านเคยเห็นนักโทษคนไหนหนีกลับไปซ่อนตัวที่บ้านเกิดบ้าง?"
คำถามเป็นชุดของเขา ทำเอาจ้าวเฟิงสิงหน้าเขียวคล้ำ
เฉาปี่มองเขา จู่ๆ ก็หัวเราะ "แม่ทัพจ้าว ท่านคิดว่า ไม่มีหลักฐาน อาศัยแค่ข้อสันนิษฐานที่ฟังดูมีเหตุผล ก็สามารถจับคนได้ตามอำเภอใจแล้วงั้นหรือ? หรือว่า อาศัยเครื่องแบบและอำนาจบาตรใหญ่ของท่าน ต่อให้ทุกคนรู้ว่าท่านกำลังทำตัวเหลวไหล ก็ไม่มีใครกล้ายืนหยัดขึ้นมาเปิดโปงท่าน? ถึงตอนนั้น พอจับคนไป เครื่องมือทรมานสารพัดอย่างงัดออกมาใช้ ขาวเป็นดำ ดำเป็นขาว ก็ขึ้นอยู่กับท่านแล้วใช่หรือไม่?"
"พูดจาเหลวไหลสิ้นดี ปั้นน้ำเป็นตัว เจ้าไม่ได้กำลังตั้งข้อสงสัยในตัวข้า แต่เจ้ากำลังรนหาที่ตาย!"
"ทำไม เถียงสู้ไม่ได้ ก็เลยพาลโกรธงั้นสิ?"
"แม่ทัพจ้าว พวกเรามาไล่เรียงกันใหม่ดีกว่า"
"ตอนนี้ใครคือผู้ต้องสงสัยรายใหญ่ที่สุด? ก็คือโจวถงจือที่มอบคำสั่งให้ตามที่ท่านพูดไง เขาแอบเคลื่อนไหวทหาร เขาสั่งให้ผู้บัญชาการเฉินไปที่หมู่บ้านนั้น เขาสมคบคิดกับเผ่ากระดูกคลั่งหรือไม่... หลายปีมานี้เขากินเงินเดือนทหารผี ลักลอบขายอาวุธยุทโธปกรณ์ เรื่องพวกนี้สืบสวนดูหรือยัง... เรื่องพวกนี้ท่านกลับไม่ถามสักคำ"
"ท่านกลับวิ่งมาจับสตรีแม่ม่าย"
เขาหยุดไปชั่วครู่
"ท่านเป็นแม่ทัพประสาอะไร? เลือกบีบแต่ลูกพลับนิ่มๆ งั้นหรือ?"
จ้าวเฟิงสิงกัดฟันกรอด
"เจ้าจะไปรู้อะไร? ข้าบอกไปก่อนหน้านี้แล้ว โจวถงจือตำแหน่งสูงอำนาจล้นมือ หากไม่มีหลักฐานแน่ชัด จะขยับเขยื้อนสุ่มสี่สุ่มห้าได้อย่างไร?"
เฉาปี่พยักหน้า พูดจาเหน็บแนม "อ๋อ~~~ ตำแหน่งสูงอำนาจล้นมือเลยแตะต้องไม่ได้..."
เขาชี้ไปที่แม่นางโจว "แม่ม่ายคนหนึ่ง ไร้ที่พึ่งพิง ก็เลยแตะต้องได้ตามอำเภอใจงั้นสิ?"
จ้าวเฟิงสิงถูกเขาเหน็บแนมจนหน้าแดงก่ำ
มุมปากเฉาปี่ยกยิ้มเย้ยหยัน "แม่ทัพจ้าว ท่าทางผดุงความยุติธรรม กฎหมายไม่ละเว้น เที่ยงธรรมไร้ความลำเอียงของท่านที่แสดงออกมาตรงนี้ ดูทุ่มเทเอามากๆ เลยนะ"
จู่ๆ เขาก็จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของจ้าวเฟิงสิง
"แต่ข้าขอถามท่าน สมมติว่าวันหนึ่ง สืบได้ความจริงว่าโจวถงจือ หรือแม้แต่หัวหน้าของท่าน สมคบคิดกับเผ่ากระดูกคลั่ง ทรยศราชวงศ์ต้าหนิง ท่านกล้าไปจับพวกเขากล่าวโทษหรือไม่?"
จ้าวเฟิงสิงอึ้งไป
เฉาปี่เดินหน้าไปหนึ่งก้าว
"ท่านกล้าไปพูดจาใส่หน้าพวกเขากับพวกเขา เหมือนกับที่ทำเมื่อครู่นี้หรือไม่?"
สีหน้าของจ้าวเฟิงสิงเปลี่ยนไป
เฉาปี่เดินหน้าไปอีกหนึ่งก้าว
"หากท่านมีปัญญาตอบรับคำท้า ข้าจะไปหาหลักฐานมัดตัวแน่นหนามาประเคนให้ท่านเดี๋ยวนี้เลย!"
เขายืนอยู่หน้าม้าของจ้าวเฟิงสิง เงยหน้าขึ้น
"กล้าหรือไม่ล่ะ?!"
รอบด้านเงียบสงัดเป็นเป่าสาก
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ใบหน้าของจ้าวเฟิงสิง
ริมฝีปากของเขาขยับ แต่กลับไม่มีคำพูดใดหลุดรอดออกมา
ลึกๆ ในใจ เขารู้ดีว่าคดีหมู่บ้านอวี๋ซานมีปัญหาใหญ่ แถมยังเกี่ยวพันกว้างขวาง
ทว่า ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่หาได้ยากยิ่ง หากลงมือจับกุมสตรีผู้นี้ได้ ก็อาจจะสามารถคลี่คลายคดีได้ก่อนกำหนด ถึงตอนนั้น ก็จะถือโอกาสจัดการขุนนางในเมืองอวิ๋นลงไปได้สักสองสามคน เพื่อเปิดทางให้ฝั่งพระสนมส่งคนเข้ามาเสียบแทน... แต่ดูจากสายตาของไอ้หนุ่มนี่แล้ว มันอาจจะมีหลักฐานแน่นหนาอยู่จริงๆ ก็ได้
หากหลักฐานชิ้นนั้นพิสูจน์ได้ว่าสตรีผู้นี้เป็นผู้บริสุทธิ์ หากจัดการไม่ดี แล้วถูกคนอื่นเอาไปสร้างเรื่องสร้างราว อาจจะลุกลามไปถึงฝั่งพระสนมได้
ถึงตอนนั้น จะกลายเป็นขโมยไก่ไม่สำเร็จแถมยังเสียข้าวสารไปอีกกำมือเสียเปล่าๆ!
เมื่อคิดได้ดังนี้ เขาก็ลังเล
เฉาปี่รออยู่สามอึดใจ
แล้วเขาก็หัวเราะ
รอยยิ้มนั้น ค่อนข้างเย็นชา
"ไม่กล้าล่ะสิ!"
เขาตอบแทนจ้าวเฟิงสิง "ท่านไม่กล้า!"
หน้าของจ้าวเฟิงสิงเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำราวกับตับหมู
เขาจ้องเฉาปี่ ไฟแทบจะพุ่งออกมาจากดวงตา
"เจ้า!!"
เฉาปี่โบกมือ ขัดจังหวะเขา
"เอาล่ะ เลิกเสแสร้งได้แล้ว"
"ที่ท่านมาจับนาง ก็เพราะนางรังแกง่ายไม่ใช่หรือไง?"
"ท่านไม่กล้าแตะต้องพวกที่มีอำนาจจริงๆ ไม่กล้าแตะต้องพวกที่มีอิทธิพลจริงๆ ก็เลยมาจับสตรีแม่ม่ายที่เพิ่งเสียสามี เพื่อแสดงให้เห็นว่าท่านทุ่มเททำหน้าที่แค่ไหน"
เขาส่ายหน้า
"ท่านฉลาดมาก แต่ความฉลาดของท่านเอาไปใช้ผิดที่ผิดทาง"
"ท่านมีความกล้ามาก แต่ความกล้าของท่าน จะปรากฏออกมาเฉพาะตอนที่เผชิญหน้ากับผู้อ่อนแอเท่านั้น!"
พอคำพูดนี้หลุดออกมา มือของจ้าวเฟิงสิงก็กุมด้ามดาบแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
ตอนนี้เขาโกรธจัดจริงๆ ปากของเจ้านี่เหมือนกับมีดเคลือบยาพิษ ทุกคำพูดล้วนแทงทะลุเข้าไปในใจเขา ทำลายชื่อเสียงของเขาจนป่นปี้!
ภายใต้ความโกรธเกรี้ยว เขาก็ไม่อยากจะสนใจอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว ในหัวมีเพียงความคิดเดียวเท่านั้น
ฟันไอ้หนุ่มที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหนคนนี้ให้ตายซะ
ดังนั้น ดาบของเขาจึงถูกชักออกมาหนึ่งนิ้ว สองนิ้ว สามนิ้ว... แล้วทันใดนั้น หัวใจของเขาก็กระตุกวูบอย่างรุนแรง
เจ็บปวดเหลือแสน!
เหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบรัดอย่างแรง
เหงื่อเย็นเฉียบผุดขึ้นมาบนหน้าผากในพริบตา ไหลหยดลงมาตามแก้ม
ดาบของเขาชะงักไป
ความเจ็บปวดนั้น เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี
ทุกครั้งที่หัวใจเจ็บปวดอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยแบบนี้ ล้วนเป็นช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายทั้งสิ้น
ครั้งแรก ตอนอายุสิบห้า เกือบถูกลูกหลงธนูยิงเจาะกะโหลกกลางสนามรบ เป็นเพราะความเจ็บปวดนี้ที่ทำให้เขาก้มหัวลงตามสัญชาตญาณ ลูกธนูจึงเฉียดหนังศีรษะไป
ครั้งที่สอง ตอนอายุยี่สิบ ถูกศัตรูบุกเข้ามาลอบสังหารถึงเตียงนอนกลางดึก เป็นเพราะความเจ็บปวดนี้ที่ทำให้เขาสะดุ้งตื่น แล้วตวัดดาบสวนกลับไปปลิดชีพอีกฝ่าย
ครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ ครั้งที่ห้า... ทุกๆ ครั้ง ล้วนช่วยชีวิตเขาเอาไว้ทั้งสิ้น
ตอนนี้ มันมาอีกแล้ว ในเวลาเดียวกัน ในหัวของเขาก็มีลางสังหรณ์หนึ่งผุดขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ "ขยับเมื่อไหร่ ข้าตายแน่!!"
"ซี๊ด... ฟู่..."
จ้าวเฟิงสิงสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วก็ทำเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
เขาเก็บดาบที่ชักออกมาครึ่งหนึ่ง กลับเข้าไปในฝักอย่างรวดเร็ว
ความโกรธเกรี้ยวบนใบหน้า เปลี่ยนเป็นความสงบนิ่งที่แปลกประหลาดในพริบตา
เขากระแอมออกมาหนึ่งที
"อะแฮ่ม"
แล้วก็เอ่ยปาก น้ำเสียงสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด "คุณชายท่านนี้ ท่านล่วงเกินข้ามาก ตามหลักแล้ว สับท่านเป็นชิ้นๆ ก็ยังไม่ถือว่าทำเกินไป ทว่า ข้าไม่ใช่คนแยกแยะผิดชอบชั่วดีไม่ออก ไม่ใช่พวกชอบใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกผู้อ่อนแอ ทำอะไรตามอำเภอใจ ข้าลองคิดดูให้ดีแล้ว คำพูดของท่านเมื่อครู่นี้..."
เฉาปี่เอียงคอ มองเขาด้วยความงุนงง
จ้าวเฟิงสิงกล่าวต่อ "ก็นับว่ามีเหตุผล เมื่อเทียบกับสตรีแม่ม่ายที่สามารถจับเมื่อไหร่ก็ได้คนนี้แล้ว สมควรที่จะไปตรวจสอบโจวถงจือและพวกให้ละเอียดก่อนจริงๆ ดังคำกล่าวที่ว่า หากคานบนไม่ตรง คานล่างย่อมเบี้ยว การแก้ปัญหา ต้องแก้ที่ต้นเหตุ เป็นข้าเองที่ใจร้อนอยากปิดคดีจนจิตใจว้าวุ่น หลงทิศหลงทางไปเสียเอง!"
"ถอย!"
สิ้นคำพูด เขาก็รั้งบังเหียนม้า หนีบขาม้า แล้วพุ่งทะยานออกไปอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
หนีไปอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
เสียงฝีเท้าม้าดังสนั่นหวั่นไหว ฝุ่นผงคลุ้งกระจาย
เขาไม่แม้แต่จะรอทหารคนสนิทของตัวเองด้วยซ้ำ
หนีเตลิดเปิดเปิงไปคนเดียวหน้าตาเฉยเลย!
ทหารม้าเกราะดำห้าร้อยนายยืนอึ้งอยู่กับที่ มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ท่านแม่ทัพหนีไปแล้ว? หนีไปแบบนี้เนี่ยนะ?
รองแม่ทัพอ้าปากค้าง เหมือนอยากจะตะโกนอะไรสักอย่าง แต่ก็กลืนกลับลงคอไป
แล้วเขาก็รั้งบังเหียนม้า
"ถอย! เร็วเข้า ถอยทัพ!"
ทหารม้าเหล่านั้นราวกับเพิ่งตื่นจากฝัน ต่างพากันหมุนตัวม้า ควบตามรองแม่ทัพออกไป
ฝุ่นผงคลุ้งกระจายบดบังท้องฟ้า เสียงฝีเท้าม้าดังระงมวุ่นวายไปหมด
...
เฉาปี่ยืนนิ่งอยู่กับที่ เหม่อลอยไปชั่วขณะ ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
เมื่อกี้เขายังรู้สึกได้ถึงจิตสังหารของอีกฝ่ายที่พุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่ง เตรียมพร้อมที่จะลงมืออยู่รอมร่อ
ถึงขนาดที่ในใจยังแอบแบ่งแต้มสถานะของคนห้าร้อยนายไว้เรียบร้อยแล้วด้วยซ้ำ
พละกำลังจะบวกเท่าไหร่ ความเร็วจะบวกเท่าไหร่ ความทนทานจะบวกเท่าไหร่ การรับรู้จะบวกเท่าไหร่ จิตวิญญาณจะบวกเท่าไหร่ แล้วผลลัพธ์ล่ะ?
คนหนีไปแล้ว!
หนีไปแล้วเนี่ยนะ?
เขากะพริบตาปริบๆ มองดูกลุ่มฝุ่นควันที่ค่อยๆ ห่างออกไปเรื่อยๆ
ผ่านไปพักใหญ่ กว่าเขาจะตั้งสติได้
"เชี่ย! ผิดคาด!"
เขาบ่นอุบในใจ
"ไม่ใช่สิ เจ้านี่คงไม่ได้มีสัมผัสที่หกประหลาดๆ อะไรพวกนั้นหรอกนะ?"
"หากมีสัมผัสที่หกจริงๆ งั้นค่าจิตวิญญาณของเขาก็ต้องสูงมากสิ? ถ้าอย่างนั้น ข้าก็พลาดโอกาสทองไปแล้วสิเนี่ย?"
"รู้อย่างนี้ ไม่น่าไปต่อล้อต่อเถียงกับมันเลย ลงมือซะแต่แรกก็สิ้นเรื่อง... ขาดทุน ขาดทุนย่อยยับ!!!"
"เฮ้อ... ลองคิดในมุมกลับกัน ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยข้าก็ไม่ได้หลงระเริงไปกับพลังจนสูญเสียตัวตน ยังคงรักษาเหตุผลและความยับยั้งชั่งใจขั้นพื้นฐานเอาไว้ได้... หนทางสายมาร ช่างยาวไกลและหนักหนาสาหัสยิ่งนัก!"
...
ข้างๆ กันนั้น เสิ่นเลี่ยนั่งอยู่บนหลังม้า สีหน้าช่างมีชีวิตชีวาเหลือเกิน
เมื่อครู่เขายังเตรียมตัวเป็นประจักษ์พยานให้กับตำนานอยู่เลย ผลคือจ้าวเฟิงสิงดอดหนีไปซะงั้น
หนีเร็วยิ่งกว่ากระต่ายเสียอีก สภาพทุลักทุเลนั่น ราวกับพวกทหารหนีทัพที่โดนไล่ฟันกลางสนามรบไม่มีผิด
"ข้า จ้าวเฟิงสิง ไม่ใช่พวกขี้ขลาดตาขาวกลัวตาย!"
จู่ๆ คำพูดของจ้าวเฟิงสิงเมื่อครู่ก็ดังก้องขึ้นมาในหัว ทำเอาเขากลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่
เขากลั้นหัวเราะ กระแอมออกมาหนึ่งที
"อะแฮ่ม~ เอ่อ คุณชาย คนหนีไปแล้วขอรับ"
เฉาปี่กลอกตาใส่เขา
"ข้ารู้แล้วน่า"
เสิ่นเลี่ยรีบประสานมือกล่าวชื่นชม "คุณชายช่างน่าเกรงขามยิ่งนัก สยบศัตรูได้โดยไม่ต้องออกแรงเลยขอรับ"
เฉาปี่โบกมือ สีหน้าหงุดหงิดสุดขีด "เกี่ยวอะไรกับข้าล่ะ เขาหนีไปเองต่างหาก"
เสิ่นเลี่ยเห็นดังนั้น มุมปากก็กระตุกยิกๆ
เขาดูออกแล้วว่า คุณชายท่านนี้ แท้จริงแล้วเกิดจิตสังหารขึ้นมาแล้ว แค่รอให้อีกฝ่ายหาเรื่องก่อนเท่านั้น
ผลคือจ้าวเฟิงสิงไม่รู้เป็นอะไร จู่ๆ ก็ยอมอ่อนข้อ แล้วก็เผ่นแน่บไปเลย
ความรู้สึกแบบนี้ ก็เหมือนกับเป็ดที่ต้มจนสุกแล้วบินหนีไปต่อหน้าต่อตา ทรมานยิ่งกว่าโดนฟาดหัวด้วยกระบองเสียอีก
[จบแล้ว]