- หน้าแรก
- เป็นผู้บำเพ็ญมารมันดีจะตาย อัปเลเวลไวเวอร์
- บทที่ 30 พอคนถูกทำให้ตกใจ สมองก็แล่น
บทที่ 30 พอคนถูกทำให้ตกใจ สมองก็แล่น
บทที่ 30 พอคนถูกทำให้ตกใจ สมองก็แล่น
บทที่ 30 พอคนถูกทำให้ตกใจ สมองก็แล่น
แม่นางโจวยืนอยู่ข้างรถม้า มองดูแผ่นหลังของเฉาปี่อย่างเหม่อลอย
เมื่อครู่นี้ เธอคิดว่าคงจะต้องปะทะกันจริงๆ แล้ว
จิตสังหารที่แผ่ออกมาจากตัวอีกฝ่ายอย่างชัดเจนนั้น ทำให้เธอกำด้ามดาบในมือแน่น
แต่ผลสุดท้าย สถานการณ์กลับพลิกผัน อีกฝ่ายยอมอ่อนข้อและวิ่งหนีไปเสียอย่างนั้น โดยที่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร
"พรืด~~"
จู่ๆ เธอก็หลุดหัวเราะออกมา
เสียงหัวเราะนั้นเบาบางมาก แต่กลับดังกังวานชัดเจนบนถนนหลวงอันเงียบสงบสายนี้
เหล่าผู้คุ้มกันและบ่าวไพร่ก็ดึงสติกลับมาได้เช่นกัน
มีคนกระซิบกระซาบว่า "แม่ทัพคนนั้น วิ่งหนีเร็วชะมัดเลยนะ"
"นั่นสิ ข้ากะพริบตาแค่ทีเดียว ก็แทบจะมองไม่เห็นแผ่นหลังเขาแล้ว"
"ท่าทางขึงขังซะขนาดนั้น ข้าก็นึกว่าจะได้ตีกันซะแล้ว"
"ผู้มีพระคุณไปยืนตรงนั้น ใครจะกล้าลงมือล่ะ?"
"แปลก แปลกจริงๆ ทำไมจู่ๆ คนๆ นั้นถึงเปลี่ยนท่าทีไปได้ล่ะ? ก่อนหน้านี้ยังทำตัวกร่าง ไม่เห็นหัวใครอยู่เลยไม่ใช่หรือ?"
มีคนขมวดคิ้ว ขบคิดอย่างไรก็คิดไม่ตก
มีคนพึมพำอย่างครุ่นคิด "สงสัยทวดของเขาที่อยู่ในยมโลกคงจะมาเข้าฝันบอกทางสว่างให้ล่ะมั้ง"
เฉาปี่ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบเหล่านั้น มุมปากก็กระตุก
เขาหันหลังกลับ เดินกลับไปที่รถม้า
ตอนที่เดินผ่านแม่นางโจว จู่ๆ อีกฝ่ายก็ยื่นมือมาดึงเขาไว้
เฉาปี่หยุดเดิน มองดูเธอ
ดวงตาของแม่นางโจวเป็นประกาย มุมปากประดับด้วยรอยยิ้ม
"ผู้มีพระคุณ"
"หืม?"
"ท่าทางของท่านเมื่อครู่นี้ ตลกดีนะเจ้าคะ"
เฉาปี่ชะงักไป
"ท่าทางอะไร?"
แม่นางโจวเลียนแบบท่าทางตอนที่เขาชะงักงันด้วยความงุนงงเมื่อครู่นี้ เบิกตากว้าง อ้าปากค้าง ดวงตามีร่องรอยของความตกตะลึง
"แบบนี้ไงเจ้าคะ"
เฉาปี่ "..."
แม่นางโจวหัวเราะร่วนอย่างมีความสุขยิ่งกว่าเดิม
เฉาปี่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ แล้วมุดตัวเข้าไปในรถม้า
ม่านรถม้าทิ้งตัวลง ภายนอก ยังคงมีเสียงหัวเราะของแม่นางโจวดังแว่วมา
เฉาปี่พิงผนังรถม้า หลับตาลง อดไม่ได้ที่จะนึกถึงอนิเมะเกี่ยวกับการหัวล้านเรื่องหนึ่ง
เขาจำได้ว่า ตอนนั้นอาชูร่าแห่งบ้านวิวัฒนาการ ตอนที่เผชิญหน้ากับจอมมารหัวโล้น ก็มีฉากคล้ายๆ แบบนี้เหมือนกัน
เพียงแต่เจ้านั่น ท้ายที่สุดก็ยังเลือกที่จะลงมือ แล้วก็โดนซัดจนแหลกเป็นผุยผง
ตามหลักแล้ว บทบาทของแม่ทัพจ้าวคนนี้ก็น่าจะเป็นแบบนั้นสิ
แต่ทำไม สุดท้ายเขาถึงปอดแหกขึ้นมาแถมยังปอดแหกได้หมดจดขนาดนั้นล่ะ?
หรือว่าในขณะที่ไม่รู้ตัว ข้าจะมีฮาคิราชันย์ของยอดฝีมือไปแล้ว?
เพียงแค่คนอื่นเกิดจิตสังหาร ก็สามารถกระตุ้นการทำงานของมันได้งั้นหรือ?
ผ่านไปไม่นาน แม่นางโจวก็เลิกม่านรถม้า แล้วมุดตัวเข้ามา
เมื่อเห็นเฉาปี่กำลังหลับตาพักผ่อน เธอจึงเอ่ยเสียงอ่อนหวาน "ผู้มีพระคุณ ขอบคุณนะเจ้าคะ!"
"ขอบคุณข้าเรื่องอะไร?"
"ขอบคุณที่ท่านยอมปล่อยคนที่สมควรโดนสับเป็นชิ้นๆ ไป เพียงเพื่อข้าน้อยเจ้าค่ะ!"
เฉาปี่ลืมตาขึ้นมา รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย "ทำไมถึงพูดเช่นนั้นล่ะ?"
"ผู้มีพระคุณ ถึงท่านกับข้าจะรู้จักกันได้เพียงไม่กี่วัน แต่ข้าเข้าใจท่านไม่น้อยไปกว่าสหายที่คบหากันมานานหลายปีเลยนะเจ้าคะ"
เธอหยุดพูดไปครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็โน้มตัวเข้าไปใกล้
เฉาปี่สัมผัสได้เพียงกลิ่นหอมของชาดพัดโชยมาเตะจมูก หัวใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างควบคุมไม่อยู่ "นางจะทำอะไร?"
"หากผู้มีพระคุณไม่ได้ทำเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับข้าน้อย เพื่อไม่ให้ข้าน้อยถูกใส่ร้าย ท่านก็คงไม่จำเป็นต้องไปต่อความยาวสาวความยืด พูดจาด้วยเหตุผล หรือแม้กระทั่งยอมให้อีกฝ่ายชักดาบออกมาหรอกเจ้าค่ะ ด้วยนิสัยของท่าน คงตัดหัวอีกฝ่ายทิ้งไปตั้งแต่ตอนที่อีกฝ่ายเล่นลิ้นแล้วล่ะเจ้าค่ะ"
กล่าวจบ เธอก็จ้องมองเข้าไปในดวงตาของเฉาปี่ตรงๆ นัยน์ตาหยาดเยิ้ม
ตอนนี้หัวใจของเฉาปี่เต้นรัวแรง สมองแทบจะหยุดประมวลผล ลอบคิดในใจว่า จู่ๆ นางก็ขยับเข้ามาใกล้ขนาดนี้ คิดจะทำอะไร... เครื่องหน้าของนางสวยจริงๆ ตัวก็หอมจังเลย?
ในเวลาเดียวกัน เขาก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติของร่างกาย จึงรีบเตือนสติตัวเองในใจทันที "ใจเย็นไอ้น้อง! ใจเย็นไว้ก่อน! ข้างนอกคนเยอะ รถม้าคันนี้มันไม่เก็บเสียงนะเว้ย!"
"ผู้มีพระคุณ ท่านทำเพื่อข้าน้อยมากเหลือเกิน ข้าน้อยไม่มีสิ่งใดจะตอบแทน..."
เสียงของแม่นางโจวเบาหวิวราวกับยุงบิน อยากจะขยับเข้าไปใกล้มากกว่านี้แต่ก็หยุดชะงักไป ท้ายที่สุดก็ยังขาดความกล้า ใบหน้าแดงซ่าน ก่อนจะรีบผลุบออกจากรถม้าไปราวกับกำลังวิ่งหนี
"ฟู่~~ เกือบไปแล้ว! จูบแรกในต่างโลกเกือบจะรักษาไว้ไม่ได้ซะแล้ว!"
เฉาปี่มองดูแผ่นหลังของอีกฝ่ายที่วิ่งหนีเตลิดไป ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกใจหายใจคว่ำ
ขณะเดียวกัน เขาก็ถือโอกาสข้ามมิติเวลา สัมผัสได้ถึงความยากลำบากของพี่เมิ่งเต๋อ (โจโฉ) เช่นกัน
ขอลองถามดูหน่อยเถอะ บททดสอบแบบนี้ ใครจะไปทนไหววะ?
(แล้วคุณผู้อ่านที่อยู่หน้าจอทนไหวไหมล่ะ?)
...
อีกด้านหนึ่ง จ้าวเฟิงสิงวิ่งรวดเดียวสามสิบลี้ ถึงได้รั้งบังเหียนม้า
ม้าศึกหอบหายใจรัวๆ ปากพ่นฟองขาว ขาทั้งสี่สั่นเทา
ตัวเขาเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน เหงื่อกาฬชุ่มโชกไปทั้งตัวจนเสื้อซับในเปียกชุ่ม ภายในชุดเกราะเหนอะหนะไปหมด อึดอัดจนแทบจะบ้าตาย
แต่เขาก็ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องพวกนี้ เขากระโดดลงจากหลังม้า เกาะต้นไม้ข้างทางไว้แน่น หอบหายใจแฮกๆ
ทหารคนสนิทเพิ่งจะตามมาทัน แต่ละคนเหนื่อยหอบราวกับสุนัข
รองแม่ทัพวิ่งโซเซเข้ามา หอบหายใจจนแทบไม่ทัน
"ทะ... ท่านแม่ทัพ... ท่านจะวิ่งหนีทำไมหรือขอรับ?"
จ้าวเฟิงสิงถลึงตาใส่เขา
"หุบปาก"
รองแม่ทัพปิดปากเงียบ แต่ในแววตาเต็มไปด้วยความสงสัย
จ้าวเฟิงสิงไม่สนใจเขา พิงต้นไม้ หลับตาลง
ในหัวเริ่มทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจนถึงตอนนี้
เริ่มจากศพพวกนั้นในหมู่บ้านอวี๋ซาน... สามร้อยกว่าศพ ถูกกองรวมกันบนกองฟืนแล้วเผาทิ้ง... ศพของผู้บัญชาการเฉิน มีรูโหว่ขนาดเท่ากำปั้นที่หน้าอก
ส่วนพวกหัวหน้าหมู่สิบคน หัวหน้าหมู่ห้าคน บางคนหัวหายไปครึ่งซีก บางคนกระดูกแหลกละเอียดทั้งตัว... เจ้าหน้าที่ชันสูตรบอกว่า ไม่ใช่รอยแผลจากดาบหรือกระบี่ ไม่ใช่รอยแผลจากของไม่มีคม แต่เหมือนถูกบางสิ่งบางอย่างกระแทกทะลุมาจากระยะไกล
หิน มีแต่หินเท่านั้น
แต่ก้อนหินจะทำให้เกิดแผลแบบนั้นได้อย่างไร?
เว้นเสียแต่ว่าคนปาหิน จะมีพละกำลังมหาศาลและรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ
แล้วก็ศพเผ่ากระดูกคลั่งพวกนั้น... เผ่ากระดูกคลั่งยี่สิบกว่าคน ตายเรียบเกลี้ยงหมู่บ้าน
เขาเคยเห็นรอยตัดบนกระดูกพวกนั้นแล้ว มันแทบจะเหมือนกับรอยแผลของพวกหัวหน้าหมู่สิบคนกับหัวหน้าหมู่ห้าคนเลย
ตอนนั้นเขายังนึกว่าเป็นฝีมือของเผ่ากระดูกคลั่งที่สู้รบกับทหารของผู้บัญชาการเฉินจนตายตกตามกันไปเสียอีก... แต่ก็ฟังไม่ขึ้น... ตอนนี้มาลองคิดดูดีๆ... หากการตายของเผ่ากระดูกคลั่งและทหารพวกนั้น เป็นฝีมือของคนเพียงคนเดียวล่ะ?
คนเพียงคนเดียว ฆ่าเผ่ากระดูกคลั่งไปยี่สิบกว่าคน... คนเพียงคนเดียว ฆ่าทหารชั้นยอดไปสามร้อยยี่สิบนาย... มารดามันเถอะ นั่นมันยังใช่คนอยู่อีกหรือ?
แต่ถ้าหากมันเป็นจริงล่ะ!?
และถ้าหากมันเป็นจริง ก้อนหินที่ซัดทะลวงหน้าอกได้จากระยะไกล ก็พอจะอธิบายได้... มารดามันเถอะ ข้าคงไม่ได้บังเอิญเดาความจริงถูกหรอกนะ?
ไอ้หนุ่มคนนั้น คงไม่ได้เป็นฆาตกรที่ฆ่าทุกคนหรอกใช่ไหม?!
เมื่อครู่นี้ข้าอยู่ใกล้เขาขนาดนั้น ด้วยความเร็วและพละกำลังระดับเขา การจะฆ่าข้าก็คงง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือเลยสินะ?
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ขาของจ้าวเฟิงสิงก็เริ่มสั่น
ไม่ได้สั่นเพราะวิ่งจนเหนื่อย แต่สั่นเพราะความกลัว
เขาเกาะต้นไม้เอาไว้ แล้วค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่ง
เหงื่อในชุดเกราะยิ่งทวีความเยอะขึ้น ไหลรินลงมาตามแผ่นหลัง เย็นยะเยือกไปถึงกระดูก
รองแม่ทัพขยับเข้ามาใกล้ กระซิบถามเบาๆ
"ท่านแม่ทัพ ท่านเป็นอะไรไปหรือขอรับ?"
จ้าวเฟิงสิงมองเขา เงียบไปพักใหญ่กว่าจะเอ่ยปาก
"เจ้าจำสีหน้าของคนพวกนั้น ตอนที่ชายหนุ่มชุดเขียวเดินออกมาได้หรือไม่?"
"สีหน้าหรือขอรับ?"
รองแม่ทัพอึ้งไป ขมวดคิ้วเริ่มนึกย้อนกลับไป
"ใช่ แม่ม่ายคนนั้น พวกผู้คุ้มกัน พวกบ่าวไพร่ แล้วก็เสิ่นเลี่ยด้วย"
จ้าวเฟิงสิงจ้องเขา
"พวกเขาทำหน้ายังไง?"
รองแม่ทัพลองนึกดู
"สีหน้าของแม่ทัพเสิ่น ข้าน้อยไม่ได้สังเกต แต่คนพวกนั้น... เหมือนกับจะถอนหายใจด้วยความโล่งอกกระมังขอรับ?"
จ้าวเฟิงสิงพยักหน้า "ใช่ ถอนหายใจด้วยความโล่งอก"
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "เจ้าลองคิดดูสิ คนแบบไหนกัน ที่สามารถทำให้คนกลุ่มหนึ่งที่ถูกทหารชั้นยอดหลายร้อยนายล้อมกรอบเอาไว้ จู่ๆ ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกได้?"
รองแม่ทัพอึ้งไป
จ้าวเฟิงสิงไม่รอให้เขาตอบ ก็พูดต่อไปเอง
"มีเพียงความเป็นไปได้เดียว คนๆ นั้น สามารถช่วยชีวิตพวกเขาได้"
"สามารถช่วยชีวิตพวกเขาได้ ก็หมายความว่า เขามีความมั่นใจว่าจะสามารถจัดการกับทหารห้าร้อยนายของพวกเราในสถานการณ์เช่นนั้นได้... คนที่สามารถจัดการกับพวกเราห้าร้อยคนได้ เป็นไปได้หรือไม่ที่ผู้บัญชาการเฉินกับพวกก็บังเอิญไปเจอเขาเข้า... ดังนั้นถึงได้เกิดโศกนาฏกรรมหมู่บ้านอวี๋ซานขึ้น!"
แววตาของรองแม่ทัพเปลี่ยนไป เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
"ท่านแม่ทัพ ท่านกำลังจะบอกว่า..."
จ้าวเฟิงสิงโบกมือ
"ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น เจ้าก็อย่าเดาส่งเดช และห้ามไปบอกใครเด็ดขาด เรื่องในวันนี้ ให้มันเน่าตายไปในท้องของพวกเจ้าซะ!"
พูดจบ เขาก็พิงต้นไม้ หลับตาลงอีกครั้ง
สายลมบางเบาพัดมา ในหัวของเขาก็ปรากฏภาพดวงตาของชายหนุ่มคนนั้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
มารดามันเถอะ โคตรจะสงบนิ่งเลย!
สงบนิ่งจนถึงตอนนี้พอคิดขึ้นมา แผ่นหลังก็ยังรู้สึกเย็นยะเยือกอยู่เลย
จู่ๆ เขาก็ลืมตาขึ้น มองไปที่รองแม่ทัพ
"สั่งการลงไป ต่อจากนี้ เรื่องอะไรที่เกี่ยวกับโจวเสิ่นซื่อนั่น พวกเราจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเด็ดขาด"
รองแม่ทัพชะงักไป
"ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือขอรับ?"
"ใช่ ไม่ยุ่ง! เลี่ยงไม่ได้ก็หนี หนีไม่ได้ก็แกล้งตาย สรุปก็คือ ห้ามไปยุ่งเกี่ยวกับนางเด็ดขาด"
รองแม่ทัพอ้าปาก เหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็กลืนกลับลงคอไป สุดท้ายก็ทำได้เพียงพยักหน้า
"ขอรับ ท่านแม่ทัพ"
จ้าวเฟิงสิงพิงหลังกลับไปที่ต้นไม้ พ่นลมหายใจออกมายาวเหยียด
จู่ๆ เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้
ตอนที่เขาวิ่งหนี ชายหนุ่มชุดเขียวคนนั้น ทำหน้ายังไงนะ?
ตกตะลึง!
ตกตะลึงอย่างแท้จริง!!
จู่ๆ จ้าวเฟิงสิงก็รู้สึกอยากจะหัวเราะขึ้นมา
ไอ้ปีศาจเจ้าเล่ห์นั่น คงคิดไม่ถึงสินะว่าข้าจะหนี ป่านนี้คงจะยืนอึ้งเป็นไก่ตาแตกอยู่ตรงนั้นแน่ๆ?
"ฮี่ๆ~~ ฮี่ๆๆ~~"
พอคิดว่าอีกฝ่ายต้องกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเพราะไหวพริบของตัวเอง เขาก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
[จบแล้ว]