- หน้าแรก
- เป็นผู้บำเพ็ญมารมันดีจะตาย อัปเลเวลไวเวอร์
- บทที่ 22 คลื่นลมก่อตัวที่เมืองอวิ๋นเฉิง
บทที่ 22 คลื่นลมก่อตัวที่เมืองอวิ๋นเฉิง
บทที่ 22 คลื่นลมก่อตัวที่เมืองอวิ๋นเฉิง
บทที่ 22 คลื่นลมก่อตัวที่เมืองอวิ๋นเฉิง
คืนนั้น เมืองอวิ๋นเฉิง
ในลานบ้านอันเงียบสงบแห่งหนึ่งทางทิศตะวันออกของเมือง ชายชราร่างผอมแห้งคนหนึ่งนั่งอยู่ริมหน้าต่าง ในมือถือหนกหวีดไม้ไผ่ทรงยาวเรียว
เขากำลังรอ รอผู้ส่งสารตัวหนึ่ง
นกชิงเหยี่ยน (นกตาสีฟ้า) ที่เขาเลี้ยงมาห้าปี แสนรู้ ฟังภาษามนุษย์ออก และสามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวของมดบนพื้นดินได้จากที่สูง
ใต้เท้าถงจือยอมจ่ายเงินก้อนโต เพื่อซื้อตัวเขากับนกมาจากอาจารย์ของเขา
คืนนี้ นกตัวนั้นถูกส่งไปเฝ้าดูหมู่บ้านที่อยู่ห่างออกไปนอกเมืองสามสิบลี้
ตามหลักแล้ว ควรจะกลับมาตั้งแต่ยามไห่ (21.00 - 23.00 น.) แล้ว
แต่ตอนนี้ เลยยามจื่อ (23.00 - 01.00 น.) ไปแล้ว
ชายชรารอต่อไปอีกครึ่งชั่วยาม (1 ชั่วโมง) ในที่สุดก็นั่งไม่ติด
เขาลุกขึ้นยืน เดินไปที่ลานบ้าน หยิบนกชิงเหยี่ยนอีกตัวหนึ่งออกมาจากกรง
นี่คือคู่ของนกตัวนั้น เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็ก มีสัมผัสเชื่อมโยงถึงกัน
เขาโยนนกขึ้นไปบนฟ้า นกกระพือปีกบินทะยานขึ้นไป หายลับไปในความมืดมิดของยามราตรี
ชายชรายืนอยู่ในลานบ้าน จ้องมองท้องฟ้า
หนึ่งก้านธูป
สองก้านธูป
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม นกตัวนั้นก็กลับมา
ไม่ได้บินกลับมา แต่เป็นพุ่งถลาโซซัดโซเซกลับมา
มันร่วงลงบนกำแพงบ้าน ขนฟูฟ่อง ส่งเสียงร้องแหลมเล็ก ราวกับเสียสติไปแล้ว
หัวใจของชายชราร่วงวูบลงทันที
เขาเลี้ยงนกมาตลอดยี่สิบปี ไม่เคยเห็นปฏิกิริยาเช่นนี้มาก่อน
นั่นคือความหวาดกลัว
เขาไม่ลังเลเลย หันหลังไปจูงม้าออกมา กระโดดขึ้นหลังม้า แล้วควบตรงออกนอกเมืองทันที
ระยะทางสามสิบลี้ เขาควบม้าอย่างบ้าคลั่ง จนม้าแทบจะขาดใจตาย
เมื่อเขาไปถึงหมู่บ้านแห่งนั้น ภาพที่อยู่ตรงหน้าทำให้ร่างของเขาแข็งทื่ออยู่บนหลังม้า
แสงไฟ แสงไฟอยู่เต็มไปหมด
กองไม้ขนาดใหญ่หลายกองกำลังลุกไหม้ เปลวไฟลุกโชน ควันไฟหนาทึบลอยฟุ้ง
แสงไฟสาดส่องไปทั่วบริเวณ สาดส่องให้เห็นซากศพที่กำลังถูกเผาไหม้
ศพซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ ถูกเผาจนจำหน้าไม่ได้ ไขมันหยดลงในกองไฟ ส่งเสียงดังฉ่าๆ
ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นแปลกประหลาด กลิ่นคาวเลือด กลิ่นเหม็นไหม้ และกลิ่นหอมของเนื้อที่ถูกเผาปะปนกัน ซับซ้อนจนชวนคลื่นไส้
ใบหน้าของชายชราซีดเผือดลงในพริบตา เขาจำเศษเสื้อผ้าเหล่านั้นได้ นั่นคือชุดทหาร เป็นทหารของเมืองอวิ๋นเฉิง
เขาไม่กล้ามองอีกต่อไป หันหลัง ปีนขึ้นม้า แล้วควบหนีกลับไปอย่างบ้าคลั่ง
...
ยามโฉ่ว (01.00 - 03.00 น.) จวนถงจือ เมืองอวิ๋นเฉิง
โจวหมิงหย่วนสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเคาะประตูอย่างเร่งร้อน
เขาสวมเสื้อคลุมตัวนอกแล้วเปิดประตูออก เห็นครูฝึกนกร่างผอมแห้งคุกเข่าอยู่บนพื้น ตัวสั่นเทิ้ม ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ
"ใต้... ใต้เท้า..."
โจวหมิงหย่วนขมวดคิ้ว "เกิดอะไรขึ้น?"
ครูฝึกนกอ้าปาก อึกอักอยากจะพูดแต่ก็ไม่กล้า
หัวใจของโจวหมิงหย่วนร่วงวูบ
"พูดมา!"
ครูฝึกนกพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ตาย... ตายหมดแล้ว..."
"หมู่บ้านนั้นเต็มไปด้วยไฟ... เต็มไปด้วยศพ... ตายหมดแล้ว..."
โจวหมิงหย่วนตกตะลึง แทบไม่กล้าเชื่อ
"เจ้าว่าอะไรนะ?"
ครูฝึกนกโขกศีรษะอย่างเอาเป็นเอาตาย
"ใต้เท้า! ข้าน้อยเห็นมากับตา! บนกองไม้มีแต่ศพ! กำลังเผา! ยังเผาอยู่เลย!"
ดวงตาของโจวหมิงหย่วนเริ่มหรี่แคบลง ตกอยู่ในความเงียบ
ผ่านไปพักใหญ่ เขาก็เอ่ยปาก
"มีใครเห็นอีกหรือไม่?"
ครูฝึกนกส่ายหน้า
"มะ... ไม่มี ขอรับ ตอนนี้มีแค่ข้าน้อย"
โจวหมิงหย่วนพยักหน้า
"เจ้าตามข้ามา"
เขาหันหลังเดินเข้าไปในห้อง
ครูฝึกนกลุกขึ้น เดินตามเข้าไป แล้วก็ไม่ได้กลับออกมาอีกเลย
...
ยามอิ๋น (03.00 - 05.00 น.) จวนโส่วเป้ย เมืองอวิ๋นเฉิง
"ใต้เท้า เกิดเรื่องแล้วขอรับ!
ผู้บังคับกองเฉินพร้อมด้วยทหารฝีมือดีกว่าสามร้อยนาย ตายหมดแล้วขอรับ"
คนที่มารายงานคือคนสนิทของเขา ตอนนี้ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อเย็น
"เจ้าว่าอะไรนะ?"
มือของโส่วเป้ยสั่นเทิ้ม ถ้วยชาตกลงพื้นแตกกระจายเป็นชิ้นๆ
"ตายหมดแล้วรึ?!"
"ขอรับ มีคนกำลังเผาศพอยู่ กองไม้หลายกอง กองจนเต็ม เผาจนเหลือแต่กระดูกแล้วขอรับ"
โส่วเป้ยเงียบไป เขาเดินไปที่หน้าต่าง มองดูความมืดมิดภายนอก
"ตายได้อย่างไร?"
"ตอนนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ทราบเพียงว่า ในที่เกิดเหตุนอกจากศพของพวกเขาแล้ว ยังมีศพของชาวบ้านและชนเผ่าซยงกู่อยู่ด้วย หากผู้ใต้บังคับบัญชาเดาไม่ผิด พวกเขาต้องเกิดการปะทะชี้เป็นชี้ตายกับชนเผ่าซยงกู่เป็นแน่"
คิ้วของโส่วเป้ยขมวดเข้าหากันแน่น พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "สถานที่แบบนั้น จะมีชนเผ่าซยงกู่โผล่มาได้อย่างไร? แล้วก็ ผู้บังคับกองเฉิน เขาพาทหารไปที่นั่นกะทันหันได้อย่างไร? ไปสืบ! รีบไปสืบมาให้ข้า ก่อนฟ้าสาง ข้าต้องการรู้ที่มาที่ไปทั้งหมด!"
คนสนิทรับคำสั่งแล้วจากไป โส่วเป้ยยืนอยู่ริมหน้าต่าง มองดูยามวิกาล ในใจเกิดความรู้สึกกระสับกระส่ายอย่างบอกไม่ถูก
สัญชาตญาณบอกเขาว่า เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำ และต้องเป็นเงื่อนงำที่ใหญ่มากด้วย!
...
ยามเหม่า (05.00 - 07.00 น.) จวนทงพ่าน
ตอนที่ทงพ่าน เจิ้งหวยเหริน ถูกคนรับใช้ปลุกให้ตื่น เขามีสีหน้าไม่พอใจอย่างมาก
แต่เมื่อเขาฟังข่าวจบ ใบหน้านั้นก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที
"สามร้อยกว่าคน? ตายหมดเลยรึ?"
"ขอรับ ทางจวนโส่วเป้ยวุ่นวายไปหมดแล้ว ใต้เท้าโส่วเป้ยสั่งให้คนไปสืบเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อคืน"
เจิ้งหวยเหรินเงียบไปครู่หนึ่ง
"ผู้บังคับกองเฉินพาทหารออกไป ใครเป็นคนสั่ง?"
คนรับใช้ส่ายหน้า
"ไม่ทราบขอรับ คำสั่งทหารไม่ได้ผ่านทางจวนโส่วเป้ย เป็นการเรียกระดมพลแบบส่วนตัว"
ดวงตาของเจิ้งหวยเหรินหรี่แคบลง
เรียกระดมพลแบบส่วนตัว? ทหารฝีมือดีสามร้อยกว่านาย ถูกเรียกระดมพลโดยพลการ?
เขาลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่าง มองดูท้องฟ้าที่เริ่มสว่างรำไรอยู่เบื้องนอก
"ไปสืบ สืบดูว่าเมื่อคืนผู้บังคับกองเฉินไปพบใครมาบ้าง สืบดูว่าช่วงนี้เขาไปที่ไหนมาบ้าง สืบดูว่าเขารับผลประโยชน์จากใครมา... แล้วก็ ไปสืบดูบาดแผลบนศพของพวกเขาด้วย ต้องละเอียด อย่าให้พลาดรายละเอียดใดๆ ทั้งสิ้น!"
คนรับใช้รับคำสั่งแล้วจากไป
เจิ้งหวยเหรินยืนอยู่ริมหน้าต่าง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
เรียกระดมพลโดยพลการ ทหารกว่าสามร้อยนายเสียชีวิต มีชนเผ่าซยงกู่ปรากฏตัว... หากสืบรู้ว่าใครเป็นคนทำ นี่ถือเป็นความผิดมหันต์เลยทีเดียว
...
ยามเฉิน (07.00 - 09.00 น.) ห้องโถงว่าราชการจวนโส่วเป้ย ฟ้าสว่างโร่แล้ว
โส่วเป้ยนั่งอยู่บนตำแหน่งประธาน เบื้องหน้ามีคนยืนอยู่หลายคน
ทงพ่าน เจิ้งหวยเหริน แม่ทัพนายกองอีกหลายนาย และเหล่าขุนนางสังกัดจวนโส่วเป้ย
สีหน้าของทุกคนล้วนดูไม่ได้
"สืบได้ความว่าอย่างไร?"
โส่วเป้ยเอ่ยปาก
ขุนนางผู้หนึ่งก้าวออกไปข้างหน้า
"เรียนใต้เท้า สืบได้ความมาบ้างแล้วขอรับ"
"พูดมา"
ขุนนางผู้นั้นสูดลมหายใจเข้าลึก
"เมื่อคืนผู้บังคับกองเฉินนำทหารออกนอกเมือง ไม่ได้ผ่านคำสั่งจากจวนโส่วเป้ย แต่เป็นการระดมพลแบบส่วนตัว จากคำให้การของนายด่านรักษาประตูเมือง ผู้บังคับกองเฉินได้แสดง..."
โส่วเป้ยมองเขา สายตาดุจสายฟ้า "แสดงอะไร?"
ขุนนางผู้นั้นชะงักไปเล็กน้อย จำใจต้องพูดออกมา
"เป็นหนังสือสั่งการของใต้เท้าถงจือ โจว ขอรับ"
ห้องโถงว่าราชการเงียบกริบลงทันที สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่โส่วเป้ย
"ถงจือ โจว?"
"ขอรับ ในหนังสือสั่งการระบุว่า มีข่าวกรองแจ้งว่ามีชนเผ่าซยงกู่กลุ่มเล็กๆ ลอบเข้ามาเคลื่อนไหวอยู่ใกล้หมู่บ้านนั้น จึงสั่งให้ผู้บังคับกองเฉินนำทหารไปปราบปรามทันที"
โส่วเป้ยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามว่า "แล้วพวกชนเผ่าซยงกู่ล่ะ?"
ขุนนางก้มหน้าลง ตอบว่า "จากการชันสูตรศพ พวกมันตายไปยี่สิบกว่าคนขอรับ"
โส่วเป้ยได้ยินดังนั้น ก็แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
"ชนเผ่าซยงกู่ยี่สิบกว่าคน ฆ่าทหารฝีมือดีของอวิ๋นเฉิงไปตั้งสามร้อยยี่สิบกว่านายเชียวรึ?"
ไม่มีใครตอบ
เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า นี่มันเป็นไปไม่ได้
แต่ความจริงก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า ชนเผ่าซยงกู่ตายแล้วจริงๆ และคนของพวกเขาก็ตายแล้วจริงๆ แถมยังตายเรียบไม่มีเหลือ
แล้วปัญหาอยู่ตรงไหน?
"ตอนนี้ใต้เท้าโจวอยู่ที่ไหน?"
จู่ๆ ทงพ่าน เจิ้งหวยเหริน ก็เอ่ยปากขึ้น
ขุนนางตอบว่า "อยู่ที่จวนถงจือขอรับ ตั้งแต่เช้ายังไม่ได้ออกมาเลย"
เจิ้งหวยเหรินมองไปที่โส่วเป้ย สีหน้าเคร่งเครียด "ใต้เท้า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการที่ใต้เท้าโจวสั่งระดมพลโดยพลการ ทหารกว่าสามร้อยนายต้องเสียชีวิต จะให้..."
โส่วเป้ยยกมือขึ้น ขัดจังหวะเขา
"ไปเชิญใต้เท้าโจวมาที่นี่เถอะ เรื่องบางเรื่อง ถามต่อหน้าจะดีกว่า"
...
ยามเฉิน สามเค่อ (07.45 น.) จวนถงจือ
โจวหมิงหย่วนนั่งอยู่ในห้องหนังสือ ไม่ได้นอนมาทั้งคืน
เขากำลังรอ รอคนจากจวนโส่วเป้ยมา
เขารู้ว่า ต้องมาแน่ๆ
ชีวิตคนสามร้อยกว่าคน ปิดบังไม่ได้หรอก
เสียงฝีเท้าดังมาจากนอกลานบ้าน
โจวหมิงหย่วนสูดลมหายใจเข้าลึก ลุกขึ้นยืน เปิดประตู
ขุนนางผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าประตู
"ใต้เท้าโจว ใต้เท้าโส่วเป้ยเชิญตัวขอรับ"
โจวหมิงหย่วนพยักหน้า
"ข้ารู้แล้ว"
เขาเดินตามขุนนางผู้นั้นออกไป
พอเดินไปถึงหน้าประตู จู่ๆ ก็หยุดชะงัก
"ศพจัดการเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่?"
ขุนนางผู้นั้นอึ้งไปเล็กน้อย
"กำลังจัดการอยู่ขอรับ"
โจวหมิงหย่วนพยักหน้า ไม่ได้พูดอะไรอีก
เดินออกจากประตูใหญ่ แสงแดดส่องกระทบใบหน้าจนเขาต้องหรี่ตา
จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่า แสงแดดของวันนี้ มันช่างหนาวเหน็บเหลือเกิน
...
ยามซื่อ (09.00 - 11.00 น.) ห้องโถงว่าราชการจวนโส่วเป้ย
ตอนที่โจวหมิงหย่วนเดินเข้าไปในห้องโถงว่าราชการ ทุกคนต่างจับจ้องมาที่เขา
โส่วเป้ยนั่งอยู่บนตำแหน่งประธาน สีหน้าเรียบเฉย
ทงพ่าน เจิ้งหวยเหริน ยืนอยู่ด้านข้าง สายตาซับซ้อน
แม่ทัพนายกองอีกหลายนายยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่ง สีหน้าอึมครึม
โจวหมิงหย่วนเดินไปตรงกลาง ประสานมือคารวะ
"ใต้เท้าโส่วเป้ย"
โส่วเป้ยมองเขา
"ใต้เท้าโจว เมื่อคืนผู้บังคับกองเฉินพาทหารออกนอกเมือง ใช้หนังสือสั่งการของเจ้าหรือ?"
โจวหมิงหย่วนพยักหน้า
"ใช่ขอรับ"
เกิดความโกลาหลขึ้นในห้องโถง
โส่วเป้ยยกมือขึ้น ส่งสัญญาณให้เงียบ
"เหตุใดจึงสั่งระดมพลโดยพลการ?"
โจวหมิงหย่วนเตรียมคำแก้ตัวไว้แล้ว
"เมื่อคืนข้าน้อยได้รับข่าวกรอง ว่ามีชนเผ่าซยงกู่กลุ่มเล็กๆ ลอบเข้ามาเคลื่อนไหวอยู่ใกล้หมู่บ้านนั้น สถานการณ์เร่งด่วน ไม่ทันการณ์ที่จะออกคำสั่งทางการ จึงให้ผู้บังคับกองเฉินนำทหารไปปราบปรามก่อน"
โส่วเป้ยจ้องมองเขา ถามคาดคั้นว่า "ข่าวกรองอะไร? ใครเป็นคนส่งมา?"
"สายลับที่ข้าน้อยส่งไปแฝงตัวอยู่แถวด่านหานอวิ๋น ส่งมาทางนกเหยี่ยวจี๋อิงขอรับ"
"แล้วสายลับผู้นั้นอยู่ที่ใด?"
"หลังจากที่เขาพบพวกซยงกู่ เขาก็ไม่ได้รายงานทันที แต่เพื่อสืบหาร่องรอยและเป้าหมายของพวกมันให้แน่ชัดยิ่งขึ้น จึงพลการแอบตามพวกมันไป... จนสุดท้ายถูกพวกซยงกู่จับได้และฆ่าทิ้งขอรับ"
"ก่อนตาย เขายอมเสี่ยงชีวิตใช้ผ้าเปื้อนเลือดส่งข่าวกลับมา เพราะผ้าเปื้อนเลือดผืนนี้ ข้าน้อยจึงร้อนใจ รีบสั่งให้ผู้บังคับกองเฉินออกไปปราบ หวังว่าจะทันเวลา... แต่สุดท้ายหมู่บ้านก็ถูกพวกซยงกู่สังหารหมู่จนได้ เฮ้อ..."
ตอนที่เขาพูด สีหน้าเต็มไปด้วยความเสียดาย
จากนั้น เขาก็ล้วงผ้าเปื้อนเลือดผืนหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ส่งให้โส่วเป้ย
ห้องโถงเงียบไปชั่วขณะ
ทงพ่าน เจิ้งหวยเหริน จู่ๆ ก็เอ่ยปากขึ้น "ใต้เท้าโจว ชนเผ่าซยงกู่ยี่สิบกว่าคน ฆ่าทหารฝีมือดีของอวิ๋นเฉิงไปตั้งสามร้อยกว่านาย ท่านคิดว่ามันสมเหตุสมผลหรือ?"
โจวหมิงหย่วนมองเขา สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง
"คำถามนี้ ข้าเองก็สงสัย และอยากรู้คำตอบเหมือนกัน ตามหลักแล้ว ชนเผ่าซยงกู่ยี่สิบกว่าคน ต่อให้เก่งกาจแค่ไหน ก็ไม่มีทางฆ่าทหารฝีมือดีของเราไปได้ถึงสามร้อยกว่านาย เว้นเสียแต่ว่า..."
เขาหยุดพูด
"เว้นเสียแต่ว่าอะไร?"
โจวหมิงหย่วนส่ายหน้า
"ข้าเองก็ไม่ทราบ บางทีพวกมันอาจจะตายแค่ยี่สิบกว่าคน ไม่ใช่มีแค่ยี่สิบกว่าคน หรือไม่ก็ผู้บังคับกองเฉินอาจจะโดนซุ่มโจมตี... ข้าทราบเพียงว่า ข้าได้รับข่าวกรอง ส่งทหารไปปราบปราม หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น ข้าไม่ทราบจริงๆ เฮ้อ!"
เมื่อพูดจบ เขาก็จงใจถอนหายใจออกมา เพื่อให้คนอื่นรู้สึกว่าเขาบริสุทธิ์ สับสน และไร้หนทาง
ห้องโถงเงียบลงอีกครั้ง
โส่วเป้ยมองเขา มองอยู่นาน
จากนั้นเขาก็เอ่ยปาก "ใต้เท้าโจว สั่งระดมพลโดยพลการ ตามกฎหมายต้องรับโทษ"
โจวหมิงหย่วนก้มหน้าลง พูดเสียงหนักแน่น "ข้าน้อยยอมรับผิด ยินดีรับโทษขอรับ"
โส่วเป้ยชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง
"แต่เนื่องจากมีเหตุอันควร เกี่ยวข้องกับชนเผ่าซยงกู่ จึงพอจะอนุโลมได้ ให้ริบเบี้ยหวัดหนึ่งปี เพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง"
โจวหมิงหย่วนโค้งคำนับ "ขอบพระคุณใต้เท้าโส่วเป้ยขอรับ"
"วันนี้ เอาไว้แค่นี้ก่อน ต่อไป ข้าจะรายงานเรื่องนี้ตามความเป็นจริง ส่วนจะเป็นอย่างไรต่อไป ก็ต้องรอให้ราชสำนักสืบสวนข้อเท็จจริงก่อน ค่อยว่ากันอีกที พวกเจ้า..."
เขากวาดตามองทุกคน
"กลับไปก่อนเถอะ"
ทุกคนแยกย้ายกันไป
...
โจวหมิงหย่วนเดินออกจากห้องโถงว่าราชการ แสงแดดสาดส่องกระทบใบหน้าของเขา
เขาหรี่ตา เดินออกไปทีละก้าว เดินอย่างเชื่องช้า
เขารู้ดีว่า เรื่องนี้คงไม่จบลงง่ายๆ แบบนี้แน่
การที่โส่วเป้ยลงโทษเขา เป็นการปกป้องเขาต่างหาก
แต่พวกแม่ทัพที่สูญเสียลูกน้องไปกว่าสามร้อยคน จะยอมรามือหรือ?
ครอบครัวของคนตายเหล่านั้น จะยอมรามือหรือ?
แล้วทางเมืองหลวงอีก เขาไม่อยากจะคิดเลย
เขารู้แค่ว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เขาต้องระวังตัวให้มากยิ่งขึ้น
อย่างน้อย ก่อนที่คนพวกนั้นจะสืบจนรู้ความจริง เขาต้องซ่อนตัวให้ดี
เมื่อเดินออกมาพ้นประตูจวนโส่วเป้ย เขาก็หันกลับไปมอง
ที่หน้าต่างของห้องโถงว่าราชการ ดูเหมือนจะมีดวงตาคู่หนึ่ง กำลังจ้องมองเขาอยู่
เขาสะท้านเฮือก เร่งฝีเท้าจากไปอย่างรวดเร็ว
[จบแล้ว]