เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 30 ความสำเร็จอันเหนือคาด ลอบวางหมากสั่นคลอนมิตรภาพในเงามืด

บทที่ 30 ความสำเร็จอันเหนือคาด ลอบวางหมากสั่นคลอนมิตรภาพในเงามืด

บทที่ 30 ความสำเร็จอันเหนือคาด ลอบวางหมากสั่นคลอนมิตรภาพในเงามืด


บทที่ 30 ความสำเร็จอันเหนือคาด ลอบวางหมากสั่นคลอนมิตรภาพในเงามืด

ราตรีกาลในเมืองหลินจือรุ่งเรืองเฟื่องฟูเสียจนทำให้ผู้คนหลงลืมไปว่าโลกภายนอกยังคงถูกคุกคามด้วยเพลิงแห่งสงคราม

ภายในหอซุ่ยเยวี่ย สุ้มเสียงของเครื่องสายและเครื่องเป่าค่อยๆ ทยอยจางหายไป ในขณะที่เหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่และเชื้อพระวงศ์ต่างพากันโอบกอดเหล่านางรำผู้เลอโฉมเดินทางกลับไปทีละคน หลิ่วซู่เดินทางกลับมาถึงห้องพักส่วนตัวระดับสวรรค์ของนาง นางนั่งขัดสมาธิลงเบื้องหน้ากู่ฉินโบราณขนาดเล็กตามความเคยชิน เริ่มต้นเปิดรับกระแสคลื่นเสียงอันแผ่วเบาที่ถูกส่งผ่านกลับมาจาก ตราประทับลอบสดับวาจา ที่นางลอบสลักทิ้งเอาไว้ในระหว่างวัน

พลังจิตวิญญาณแห่งมหาปรมาจารย์แผ่ขยายออกไปประหนึ่งตาข่ายยักษ์ที่มองไม่เห็น ครอบคลุมไปทั่วทั้งเมืองหลินจืออย่างเงียบเชียบ

"องครักษ์เงาของตำหนักบูรพาถูกผลักเปลี่ยนอีกครั้งแล้ว..." "อนุภรรยาคนเล็กของเสนาบดีกรมพระคลังลอบคบชู้กับสัจจะบัญชี..."

หลิ่วซู่ยังคงหลับตาลง ทำการคัดกรองข้อมูลข่าวสารอันไร้สาระที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งเงินทองและแป้งชาดเหล่านี้ออกไปอย่างสุขุม

ทว่า ในยามที่นางตระเตรียมที่จะตัดขาดการรับรู้เพื่อสิ้นสุดการลอบสังเกตการณ์ในค่ำคืนนี้เอง กระแสความสั่นสะเทือนอันแผ่วเบาและซ่อนเร้นอย่างถึงขีดสุดสายหนึ่ง ซึ่งถูกห่อหุ้มด้วยค่ายกลหนาแน่นหลายชั้น พลันลอยล่องมาจากทิศทางของห้องตำราภายในจวนอัครเสนาบดีแคว้นฉี

หัวใจของหลิ่วซู่พลันกระตุกวูบ จวนอัครเสนาบดีนั้นมีการป้องกันที่แน่นหนายิ่งนัก และห้องตำราแห่งนั้นยังถูกคุ้มครองด้วยค่ายกลเก็บสุ้มเสียงอีกชั้นหนึ่ง สัมผัสรับรู้แห่งเทพของมหาปรมาจารย์ทั่วไปย่อมมิอาจหาญกล้าทะลวงผ่านเข้าไปได้เลย ทว่าช่างประจวบเหมาะยิ่งนัก ในงานเลี้ยงวันเกิดของท่านอัครเสนาบดีเมื่อสามวันก่อน หลิ่วซู่ได้รับเชื้อเชิญด้วยเงินจำนวนมหาศาลให้ไปบรรเลงเพลงพิณ นางจึงอาศัยโอกาสนั้นลอบซัดปราณแท้จริงแห่งดนตรีอันบริสุทธิ์ที่สุดสายหนึ่ง เข้าไปในระฆังทองสัมฤทธิ์ที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้องตำราแห่งนั้นสำเร็จ

ความสำเร็จอันเหนือคาดในครานั้น ในยามนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นใบมีดอันแหลมคมที่สามารถกรีดเปิดความลับขั้นสูงสุดของแคว้นฉีออกได้อย่างราบคาบ

หลิ่วซู่กลั้นหายใจและรวบรวมสมาธิทั้งหมด ยกระดับโสตประสาทการรับรู้ขึ้นสู่ขีดสุดเพื่อทะลวงผ่านค่ายกลเก็บสุ้มเสียงชั้นนั้นเข้าไป

"...กองทัพสามแสนนายได้เคลื่อนพลเข้าประจำการที่ด่านเทียนหลางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นี่คือยอดทหารเสือสิงห์กระทิงแรดที่นำทัพด้วยตนเองโดยสี่ท่านผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักกระบี่เยือกแข็งแคว้นเยี่ยนของพวกเรา" น้ำเสียงทึบอับของบุรุษผู้หนึ่งซึ่งแฝงไปด้วยสำเนียงอันเหน็บหนาวของดินแดนทางตอนเหนืออันห่างไกล ดังขึ้นภายในห้องตำราของท่านอัครเสนาบดี โดยถูกควบคุมระดับเสียงไว้ต่ำยิ่งนัก

"ท่านทูตลับโปรดวางใจเถิด" น้ำเสียงอันเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมของอัครเสนาบดีแคว้นฉีดังตามมา แฝงไปด้วยรอยยิ้มอันเย็นเยียบ "ฮ่องเต้ผู้ขลาดเขลาแห่งแคว้นฉู่พระองค์นั้น ถึงกับส่งองค์ชายสิบสี่ที่ขนยังขึ้นไม่ครบเลยมาหาที่ตาย ขอเพียงกองทัพแคว้นเยี่ยนของพวกท่านสามารถตรึงกำลังหลักของแคว้นฉู่เอาไว้ที่ชายแดนทางเหนือ หรือแม้กระทั่งบดขยี้กองทัพชายแดนแสนนายเหล่านั้นให้ย่อยยับไปได้..."

"สามเดือน" ทูตลับแคว้นเยี่ยนเอ่ยขัดจังหวะคำพูดของเขา "อย่างมากที่สุดเพียงสามเดือน ด่านเทียนหลางย่อมต้องแตกพ่ายอย่างแน่นอน"

"ดี!" ท่านอัครเสนาบดีตบโต๊ะอักษรดังปัง "ยามใดที่ด่านเทียนหลางแตกพ่าย ราชสำนักแคว้นฉู่ย่อมต้องตกอยู่ในความระส่ำระสายครั้งใหญ่อย่างแน่นอน! ถึงเวลานั้น แคว้นฉีอันยิ่งใหญ่ของข้าจะใช้ข้ออ้างที่ว่า 'ยกทัพมาช่วยแคว้นฉู่ปราบกบฏ' เคลื่อนพลทหารสองแสนนายบุกโจมตีตลบหลังเข้ามาจากทางชายแดนทิศตะวันตรงเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวงทันที! เมื่อการใหญ่สัมฤทธิ์ผล พวกเราจะใช้แม่น้ำหลานชางเป็นเส้นแบ่งเขตแดน แคว้นฉู่ทางตอนเหนือตกเป็นของแคว้นเยี่ยน ส่วนแคว้นฉู่ทางตอนตะวันตกเป็นของแคว้นฉี พวกเราสองฝ่ายจะแบ่งชิ้นเนื้อชิ้นโตของแคว้นฉู่แห่งนี้ร่วมกันอย่างเท่าเทียม!"

"ตกลงตามนี้!"

...

เคร้ง!

บนชั้นบนสุดของหอซุ่ยเยวี่ย นิ้วมือของหลิ่วซู่พลันกระตุกวูบอย่างรุนแรง ลอบดีดโดนสายพิณโดยไม่ได้ตั้งใจ จนเกิดสุ้มเสียงแหลมสูงอันบาดหูและผิดเพี้ยนไปสายหนึ่ง

ใบหน้าของนางแปรเปลี่ยนเป็นขาวซีดในทันที เหงื่อกาฬไหลซึมออกมาตามหน้าผากอันเนียนผ่อง

การลอบพันธมิตรระหว่างแคว้นฉีและแคว้นเยี่ยน! การล้อมโจมตีขนาบพร้อมกันทั้งสองด้าน! นี่มิใช่ศึกสงขรากระทบกระทั่งบริเวณชายแดนธรรมดาๆ อีกต่อไปแล้ว ทว่ามันคือศึกสงครามล้างบางประเทศที่ถูกวางแผนการล่วงหน้ามาเป็นเวลานานเพื่อหวังจะฉีกแบ่งแคว้นฉู่ให้มลายสิ้นต่างหาก!

สิ่งที่ทำให้หลิ่วซู่สัมผัสได้ถึงความอึดอัดใจจนแทบสำลักยิ่งกว่าก็คือ ในยามนี้ท่านอ๋องกำลังเร่งรีบเดินทางมุ่งหน้าไปที่ด่านเทียนหลางยามที่ต้องเผชิญหน้ากับกองทัพเสือสิงห์กระทิงแรดสามแสนนายของแคว้นเยี่ยน หากแคว้นฉีลอบแทงข้างหลังเข้ามาอีกแคว้นหนึ่ง แคว้นฉู่ย่อมต้องพบกับความพินาศย่อยยับอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และท่านอ๋องจะไม่พลอยถูกล้อมโจมตีจากทั้งสองด้าน จนต้องตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายถึงชีวิตที่ไร้หนทางรอดชีวิตเลยหรอกหรือ?!

"มิได้การ เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ข้าจำเป็นต้องกราบทูลให้ท่านอ๋องทรงล่วงรู้ในทันที!"

หลิ่วซู่มิอาจหาญกล้าชักช้าแม้เพียงอึดใจเดียว นางจัดการฝนน้ำหมึกและหยิบพู่กันขึ้นมาด้วยความเร็วสูงสุด ตลบเขียนเนื้อความบทสนทนาลับนี้ลงบนม้วนคัมภีร์หนังแกะสูตรพิเศษทีละตัวอักษรอย่างแม่นยำ จากนั้นก็กัดปลายนิ้วของตนเองแล้วหยดโลหิตบริสุทธิ์หยดหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวแทนของข้อมูลข่าวสารด่วนขั้นสูงสุด ลงไปเพื่อทำตราประทับผนึกเอาไว้

"ไปซะ! จงไปสืบหาท่านอ๋องด้วยความเร็วสูงสุด!"

หลิ่วซู่ผลักบานหน้าต่างเปิดออก จัดการผูกลูกบอลขี้ผึ้งสีโลหิตเข้าไว้กับเรียวขาของ เหยี่ยววิญญาณไล่ลม ที่ถูกขัดเกลาด้วยค่ายกลสูตรพิเศษ เหยี่ยววิญญาณส่งเสียงร้องแผ่วเบาโดยไร้สุ้มเสียง ก่อนจะพุ่งทะยานผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืนของเมืองหลินจือประหนึ่งสายฟ้าสีดำ มุ่งหน้าตรงไปยังเมืองหลวงทันที

หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนทั้งหมดนี้ ร่างของหลิ่วซู่ก็ทรุดฮวบลงบนเก้าอี้ ในใจเต็มไปด้วยความร้อนรนกระวนกระวายใจยิ่งนัก ถึงขนาดมีความคิดแวบหนึ่งขึ้นมาว่า อยากจะประกาศข้อมูลข่าวสารนี้ให้ล่วงรู้โดยทั่วกันในทันที หรือส่งม้าเร็วเดินทางไปแจ้งให้ราชสำนักแคว้นฉู่ล่วงรู้ล่วงหน้า เพื่อที่แคว้นฉู่จะได้จัดเตรียมกำลังพลป้องกันแคว้นฉีเอาไว้ล่วงหน้าได้

...

ณ ค่ายทหารนอกเมืองหลวงแคว้นฉู่

"กองทัพทหาร" ที่ดูทรุดโทรมและยากไร้ยิ่งนักกำลังรวมตัวกันอยู่ แม้ว่าฮ่องเต้แห่งแคว้นฉู่จะทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้จางผิงเป็นแม่ทัพสยบอุดรปราบโจรผู้ร้าย ทว่ากำลังพลที่กรมกลาโหมจัดสรรมาให้แก่เขากลับมีเพียงแค่ทหารชรา ทหารพิการ และทหารที่อ่อนแอจำนวนห้าพันนายจากค่ายทหารผ่านศึกเท่านั้น

ในยามนี้จางผิงกำลังนั่งอยู่ภายในกระโจมทหาร พลางครุ่นคิดถึงวิธีการฝึกฝนกองกำลังทหารที่อ่อนแอและเหลือรอดอยู่ห้าพันนายเหล่านี้

ทันใดนั้น เงาร่างสีดำสายหนึ่งก็พุ่งเข้ากระแทกกับข่ายม่านพลังของค่ายทหารดังปึก

"โอ้? นกต่อส่งข่าวสารด่วนของหลิ่วซู่งั้นรึ?"

จางผิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย หยิบเหยี่ยววิญญาณไล่ลมที่กำลังมีน้ำลายฟูมปากขึ้นมา พลางแกะเอาลูกบอลขี้ผึ้งสีโลหิตออกจากเรียวขาของมัน

เขาบดขยี้ลูกบอลขี้ผึ้งและคลี่ม้วนคัมภีร์หนังแกะออกดู

สายตาของจางผิงกวาดมองผ่านแผนการใหญ่อันน่าสะพรึงกลัวเรื่อง "การลอบพันธมิตรระหว่างแคว้นฉีและแคว้นเยี่ยนเพื่อฉีกแบ่งแคว้นฉู่" ที่ถูกบันทึกอยู่ด้านบน

หลังจากอ่านจบ ใบหน้าของเขาไม่เพียงแต่จะไม่มีความหวาดกลัวหรือความสิ้นหวังตามที่หลิ่วซู่คาดการณ์เอาไว้เลยแม้แต่น้อย ทว่าเขากลับอดไม่ได้ที่จะหลุดเสียงหัวเราะ หึ ออกมาคำหนึ่ง

"กองทัพแคว้นเยี่ยนสามแสนนายบุกโจมตีจากเบื้องหน้า และกองทัพแคว้นฉีสองแสนนายลอบโจมตีตลบหลังจากเบื้องหลังงั้นรึ? ถึงขนาดคิดจะแบ่งเขตแดนตามแนวแม่น้ำเชียวหรือ?" จางผิงโยนข้อมูลข่าวสารที่เพียงพอจะก่อให้เกิดความระส่ำระสายไปทั่วใต้หล้าเล่มนั้นลงบนโต๊ะขนาดย่อมด้านข้างตามใจชอบ พลางส่ายหน้าออกมา "คนเหล่านี้ ช่างปฏิบัติต่อแคว้นฉู่ราวกับชิ้นเนื้อบนเขียงโดยแท้"

"ท่านอ๋อง เกิดเรื่องราวผิดปกติอันใดขึ้นทางฝั่งแคว้นฉีหรือพ่ะย่ะค่ะ?" ลุงโจวซึ่งกำลังขับรถม้าอยู่ภายนอกกระโจมได้ยินเสียง ผิดปกติจึงเอ่ยถามด้วยความห่วงใย

"ไม่มีสิ่งใดหรอก หลิ่วซู่เพียงแค่ส่งเรื่องตลกเรื่องหนึ่งมาให้ข้าอ่านเท่านั้น" จางผิงเอ่ยตอบรับอย่างเป็นกันเอง

สำหรับตัวโกงระดับพระกาฬที่พกพา 'ยันต์อสนีบาตระเบิดฟ้า' จำนวนสามร้อยแผ่นเอาไว้ในอกเสื้อ และมีแผ่นค่ายกลระดับมหาเวทต้องห้ามซ่อนเร้นเอาไว้ในแขนเสื้ออีกมากมายนับไม่ถ้วนแล้ว การที่กองทัพศัตรูจะมีจำนวนสามแสนนายหรือห้าแสนนาย ความแตกต่างมันมีอยู่เพียงแค่... เขาควรจะโยนยันต์ระเบิดออกไปแผ่นเดียวหรือสองแผ่นเท่านั้นเอง

ทว่า การที่หลิ่วซู่สามารถลอบดักจับข้อมูลข่าวสารระดับกลยุทธ์เช่นนี้ได้ในช่วงเวลานี้ ก็ทำให้เขาต้องหันมามองนางในแง่ใหม่จริงๆ โครงสร้างของเครือข่ายข้อมูลข่าวสารนี้มีความเฉียบคมยิ่งกว่าที่เขาคาดการณ์เอาไว้เสียอีก

จางผิงหยิบพู่กันขึ้นมาแล้วคลี่แผ่นผ้าไหมที่ว่างเปล่าออกชิ้นหนึ่ง

เขาไม่ได้เขียนอธิบายแผนการจัดตั้งกองกำลังทหารอันยาวเหยียด และไม่ได้สั่งการให้หลิ่วซู่รีบถอนกำลังล่าถอยหนีไปแต่อย่างใด เขาเพียงแต่ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่พู่กันในมือจะเริ่มตวัดเขียนลงไปประหนึ่งมังกรทะยานร่ายรำ เขียนประโยคสั้นๆ อันกระชับยิ่งนักออกมาสองประโยค:

"จงพำนักอยู่กับที่เพื่อเฝ้ามองดูความเปลี่ยนแปลง หากมีความจำเป็น เจ้าสามารถลอบใส่ 'เครื่องปรุง' ลงไปเพิ่มได้ตามใจชอบ"

หลังจากเขียนเสร็จสิ้น เขาก็จจัดการผนึกเข้าไว้ในลูกบอลขี้ผึ้งอีกครั้ง ป้อนยามหาโอสถฟื้นคืนชีพที่ฝูหลิงปรุงขึ้นมาให้แก่เหยี่ยววิญญาณกินไปเม็ดหนึ่ง แล้วปล่อยมันให้บินทะยานกลับคืนสู่ท้องฟ้าเบื้องบนต่อไป

...

ในยามดึกสงัดของอีกค่ำคืนหนึ่ง ณ หอซุ่ยเยวี่ย

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาหลิ่วซู่แทบจะมิได้ข่มตาลงนอนเลย จนกระทั่งเหยี่ยววิญญาณตัวเดิมบินโฉบลงมาจากท้องฟ้ายามค่ำคืนและร่อนลงบนขอบหน้าต่างของนางอีกครั้ง

นางยื่นมืออันสั่นเทาออกไปเปิดจดหมายตอบกลับของจางผิงออกดู

ยามที่มองเห็นตัวอักษรเหล่านั้นบนแผ่นผ้าไหม หลิ่วซู่ถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ

"จงพำนักอยู่กับที่เพื่อเฝ้ามองดูความเปลี่ยนแปลง... ลอบใส่เครื่องปรุงลงไปเพิ่มงั้นรึ?"

หลิ่วซู่ทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ พลางครุ่นคิดทบทวนคำพูดเหล่านี้ในสมองซ้ำไปซ้ำมา ในตอนแรกนางยังมีความเคลือบแคลงสงสัยอยู่บ้าง ทว่ายามที่สมองระดับมหาปรมาจารย์ของนางเริ่มขับเคลื่อนไปด้วยความเร็วสูงสุด ทำการเชื่อมโยงโครงสร้างของราชสำนักแคว้นฉู่ในปัจจุบันเข้ากับความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นฉีและแคว้นเยี่ยน...

ประกายอสนีบาตสายหนึ่งพลันผ่าทะลวงม่านหมอกในใจของนางให้สว่างวาบขึ้นมาทันที!

"ข้าเข้าใจแล้ว! ในที่สุดข้าก็เข้าใจถึงความหมายอันลึกซึ้งของท่านอ๋องแล้ว!"

หากก่อนหน้านี้นางมีอาการใจร้อนวู่วามลอบส่งข้อมูลข่าวสารนี้กลับไปที่ราชสำนักแคว้นฉู่ ด้วยนิสัยขององค์รัชทายาทและองค์ชายสามที่รู้จักเพียงแต่การหักหลังแย่งชิงอำนาจภายในและมีความรักตัวกลัวตายเป็นชีวิตจิตใจแล้ว ปฏิกิริยาแรกของพวกมันย่อมไม่ใช่การร่วมมือกันต่อสู้สุดชีวิตอย่างแน่นอน ทว่าพวกมันจะต้องหวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อเป็นแน่!

พวกมันอาจจะถึงขั้นยอมยกดินแดนและจ่ายเงินชดเชยให้แก่ศัตรูเพื่อรักษาทรัพย์สินและตำแหน่งอันสูงส่งของตนเองเอาไว้ หรือมิฉะนั้นก็อาจจะส่งตัวท่านอ๋องผู้ที่กำลังต่อสู้อย่างนองเลือดอยู่ที่แนวหน้า ไปมอบให้แก่แคว้นเยี่ยนในฐานะตัวหมากตัวหนึ่งเพื่อแลกกับเวลาในการเอาชีวิตรอดไปวันๆ ก็เป็นได้

ราชสำนักแคว้นฉู่ได้เน่าเฟะไปจนถึงแก่นแท้แล้ว พวกมันไม่มีคุณสมบัติคู่ควรจะได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารชิ้นนี้เลยแม้แต่น้อย!

"สิ่งที่ท่านอ๋องหมายความก็คือ ข้อมูลข่าวสารชิ้นนี้มิได้มีไว้สำหรับช่วยชีวิตแคว้นฉู่ ทว่ามีไว้สำหรับ 'เข่นฆ่าสังหาร' ต่างหาก!"

แคว้นฉีและแคว้นเยี่ยนมิใช่ปึกแผ่นเดียวกันมาแต่แรกเริ่ม พวกมันเป็นเพียงแค่ฝูงหมาป่าหิวโซที่รวมตัวกันเพราะผลประโยชน์เท่านั้น คนแคว้นเยี่ยนกำลังต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ที่แนวหน้าเพื่อหวังจะกัดแทะกระดูกชิ้นโตอย่างด่านเทียนหลาง ทว่าคนแคว้นฉีกลับคิดจะฉกฉวยผลประโยชน์จากเบื้องหลังอย่างง่ายดาย

พันธมิตรที่เปราะบางเช่นนี้ ย่อมจะพังทลายลงในทันทีขอเพียงมีการลอบใส่ "เครื่องปรุง" ลงไปเพิ่มเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

"หากองค์รัชทายาทแห่งแคว้นฉีลอบไปพบเจอจดหมายติดต่อกันระหว่างอัครเสนาบดีคนปัจจุบันกับทูตลับแคว้นเยี่ยนโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งเนื้อความในจดหมายมิได้ระบุเพียงแค่การยกดินแดนให้เท่านั้น ทว่าลอบให้คำมั่นสัญญาว่าจะส่งยอดสังหารแคว้นเยี่ยนมาลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้แคว้นฉีด้วยเล่า?" "หากแม่ทัพแคว้นเยี่ยนที่กำลังต่อสู้อย่างยากลำบากอยู่ที่แนวหน้า ได้รับ 'คำสั่งลับ' ฉบับหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าแคว้นฉีมิเพียงแต่จะไม่เคลื่อนทัพมาช่วยเท่านั้น ทว่ากำลังลอบกักตุนเสบียงอาหาร ตระเตรียมที่จะกลืนกินทั้งแคว้นฉู่และแคว้นเยี่ยนลงไปพร้อมกันยามที่ยอดทหารแคว้นเยี่ยนต้องมลายสิ้นไปเล่า?"

รอยยิ้มอันเย็นเยียบผุดขึ้นที่มุมปากของหลิ่วซู่

ขอเพียงลอบใส่ "เครื่องปรุง" ชิ้นนี้ลงไปได้อย่างประจวบเหมาะ พันธมิตรระหว่างแคว้นฉีและแคว้นเยี่ยนย่อมจะแปรเปลี่ยนเป็นลานประลองอสูรที่ต่างฝ่ายต่างคลางแคลงใจและเข่นฆ่าสังหารกันเองทันที เมื่อถึงเวลานั้น แคว้นฉู่มิจำเป็นต้องสูญเสียกำลังพลทหารเลยแม้แต่คนเดียว ยอดหมาป่าหิวโซทั้งสองตัวนี้ก็ย่อมจะเริ่มต้นแว้งกัดกันเองก่อนแล้ว!

"ยืมดาบฆ่าคน และนั่งดูเสือสกัดสู้กันอยู่บนภูเขา กระดานหักของท่านอ๋องในยามนี้ก้าวล้ำไปถึงขอบเขตพลังที่สามารถหยิบยกเอาประเทศต่างๆ ในใต้หล้ามาหยอกล้อเล่นบนฝ่ามือได้ตามใจชอบแล้วจริงๆ..."

หลิ่วซู่ค้อมกายคำนับลงอย่างนอบน้อมมุ่งตรงไปทางทิศเหนือ

นางโยนความกระสับกระส่ายในใจทิ้งไปจนหมดสิ้น แล้วยกกู่ฉินโบราณขึ้นมาตระเตรียมบรรเลงเพลงอีกครั้ง ในวินาทีนี้นางมิใช่เพียงแค่ผู้ลอบสดับวาจาธรรมดาๆ อีกต่อไปแล้ว ทว่าภายใต้การชี้แนะของจางผิง นางได้แปรเปลี่ยนเป็นยอดผู้เล่นระดับแนวหน้าที่สามารถสั่นคลอนจักรวรรดิขนาดใหญ่ลงได้ด้วยข่าวลือและอุบายอย่างสมบูรณ์แบบ

"ท่านอ๋องโปรดวางพระทัยเถิด เครื่องปรุงสำหรับน้ำแกงหม้อนี้ หลิ่วซู่ย่อมจะจัดเตรียมรสชาติให้กลมกล่อมและเข้มข้นสะใจให้แก่ท่านอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ"

จบบทที่ บทที่ 30 ความสำเร็จอันเหนือคาด ลอบวางหมากสั่นคลอนมิตรภาพในเงามืด

คัดลอกลิงก์แล้ว