- หน้าแรก
- เมื่ออันธพาลตระกูลกั๋วกงขอรันวงการสุราเซียน
- บทที่ 709 - คนที่มีจิตใจเมตตาอย่างเปิ่นกงจื่อ เกรงว่าจะหาคนที่สองไม่ได้อีกแล้ว
บทที่ 709 - คนที่มีจิตใจเมตตาอย่างเปิ่นกงจื่อ เกรงว่าจะหาคนที่สองไม่ได้อีกแล้ว
บทที่ 709 - คนที่มีจิตใจเมตตาอย่างเปิ่นกงจื่อ เกรงว่าจะหาคนที่สองไม่ได้อีกแล้ว
บทที่ 709 - คนที่มีจิตใจเมตตาอย่างเปิ่นกงจื่อ เกรงว่าจะหาคนที่สองไม่ได้อีกแล้ว
"อ๊าก!"
เริ่นเฉิงเย่กำลังกรีดร้อง รูม่านตาของเขาขยายกว้าง จินอีเว่ยที่อยู่ข้างๆ ก็จัดการยัดเศษผ้าเน่าๆ เข้าปากเริ่นเฉิงเย่อย่างชำนาญ เขาจึงทำได้เพียงส่งเสียงอู้อี้ในลำคอ แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว พยายามจะดิ้นรนขัดขืนอย่างสุดกำลัง
พวกเริ่นฉี่หมิงทั้งสามคนที่อยู่หลังลูกกรงอีกด้านหนึ่ง ก็ถึงกับหวาดกลัวจนสติแตก เมื่อดึงสายตากลับมามองหลินเฉิน ก็รู้สึกเพียงว่าหลินเฉินในเวลานี้ ช่างไม่ต่างอะไรกับพญายมราชเลย!
"ไม่ต้องรีบร้อน นี่เป็นเพียงแค่ออเดิร์ฟของจินอีเว่ยเท่านั้น ยังมีวิธีการทรมานอีกมากมายรออยู่ เริ่นฉี่หมิง"
เริ่นฉี่หมิงสะดุ้งเฮือก ในเวลานี้สายตาที่เขามองหลินเฉิน ไม่มีแม้แต่ความเคียดแค้นหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความหวาดผวาล้วนๆ
หลินเฉินยิ้มแต่เหมือนไม่ยิ้ม "ขุนนางผู้นี้ได้ยินมาว่า เจ้าดูเหมือนจะกลัว... งูงั้นหรือ?"
เริ่นฉี่หมิงตัวสั่นเทา หวาดกลัวจนรีบถอยกรูดไปด้านหลังทันที
"ไม่ ใต้เท้าหลิน ท่านจะทำเช่นนี้ไม่ได้นะ"
"อ้าว นี่เพิ่งจะเริ่มต้นเองนะ กฎของจินอีเว่ยแห่งกองปราบ ก็คือต้องลงทัณฑ์ให้ครบทุกอย่างก่อน แล้วค่อยถามว่าจะยอมรับสารภาพหรือไม่"
"ข้ายอมรับ ข้ายอมรับ ใต้เท้าหลิน ข้ายอมรับสารภาพแล้ว!"
"นั่นไม่ได้หรอก ตอนนี้เจ้ายังไม่ได้ถูกลงทัณฑ์เลย คำสารภาพของเจ้าก็ย่อมต้องเป็นคำโกหก ไม่ได้ออกมาจากใจจริง ต้องให้ลองลงทัณฑ์ดูก่อน"
"ไม่ ไม่ ไม่!"
เริ่นฉี่หมิงเริ่มลนลาน เพราะเขาเห็นจินอีเว่ยนำไหดินเผาขนาดสูงครึ่งตัวคนออกมาใบหนึ่ง สองคนช่วยกันหามมาวางไว้ ไหดินเผาใบนั้นมีฝาปิดอยู่
เมื่อไหดินเผาถูกวางลง จินอีเว่ยคนหนึ่งก็เปิดฝาออก จากนั้นอีกคนหนึ่งก็ล้วงมือเข้าไปจับงูออกมาตัวหนึ่ง งูตัวนั้นถูกจับที่ลำตัว ส่วนครึ่งท่อนบนก็ยังคงดิ้นพล่านบิดไปมาอยู่กลางอากาศ ทำเอาเริ่นฉี่หมิงหน้าซีดเผือด
"มาๆ ให้บุตรชายของหนิงอ๋องของเรา ได้สัมผัสประสบการณ์ดีๆ เสียหน่อย"
"ไม่!"
เริ่นฉี่หมิงกรีดร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา ราวกับบิดามารดาเพิ่งเสียชีวิตก็ไม่ปาน
ซื่อจื่ออีกสองคนที่เหลือ ก็กลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากลำบาก สายตาที่มองหลินเฉิน ล้วนเต็มไปด้วยความหวาดผวา
"ใต้เท้าหลิน ท่านต้องการให้พวกข้าทำสิ่งใด ท่านก็บอกมาเถิด"
หลินเฉินเลิกคิ้ว "ในเมื่อพวกเจ้าอ่านราชโองการเมื่อครู่แล้ว ก็คงจะเข้าใจความหมายได้ชัดเจนดี รอจนกว่าบิดาของพวกเจ้ามาถึงเมืองหลวง ก็ให้พวกเจ้าช่วยทางราชสำนักเกลี้ยกล่อมบิดาของพวกเจ้า ให้พวกเขายอมสละอำนาจทางการทหาร สละเขตศักดินา เขียนหนังสือมอบอำนาจ แสดงความยินดีที่จะให้ความร่วมมือ ให้ราชสำนักสามารถส่งคนไปรับมอบอำนาจบริหารจัดการได้"
"พวกข้ายินดี พวกข้ายินดี"
ซื่อจื่อทั้งสองคนพยักหน้ารับรัวๆ และในตอนนั้นเอง เริ่นฉี่หมิงที่ถูกจับกุมตัวไว้อย่างแน่นหนา ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ก็ถูกบังคับให้แหย่มือลงไปในไหดินเผา
เขารู้สึกได้ถึงสัตว์เลื้อยคลานที่เย็นเฉียบและไร้กระดูกสันหลัง สัมผัสลงบนผิวหนังของเขาทันที
ในพริบตานั้น ขนลุกซู่ไปทั้งตัว เขาสามารถจินตนาการภาพงูหลายตัวกำลังเลื้อยคลานอยู่รอบๆ แขนของเขาในไหดินเผานั้นได้เลย บางตัวถึงกับเลื้อยพันรอบแขนของเขาด้วยซ้ำ
"อ๊าก!!"
เริ่นฉี่หมิงหวาดกลัวจนกรีดร้องออกมา
ซื่อจื่ออีกสองคนที่เหลือ ยิ่งหวาดกลัวจนแทบเสียสติ ส่วนหลินเฉินก็ทำท่าครุ่นคิด ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็ส่ายหน้า
"ไม่ได้"
ซื่อจื่อทั้งสองคนเบิกตากว้าง "เหตุใดจึงไม่ได้เล่า?"
"เหตุผลง่ายนิดเดียว พวกเจ้าในตอนนี้ยังดูน่าเวทนาไม่พอ ยังไม่ได้สัมผัสกับรสชาติของเครื่องทรมาน เมื่อถึงเวลาที่พวกเจ้าต้องไปเกลี้ยกล่อมบิดาของพวกเจ้า ก็จะไม่สามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริงออกมาได้ ซึ่งผลลัพธ์อาจจะยังไม่ดีพอ ดังนั้นคิดไปคิดมาแล้ว ก็ควรจะให้พวกเจ้าได้ทดลองโดนทรมานดูสักรอบจะดีกว่า หลังจากนั้น พวกเจ้าก็จะสามารถถ่ายทอดความรู้สึกที่แท้จริงออกมาได้อย่างแน่นอน"
เมื่อได้ยินคำพูดอันจริงจังของหลินเฉิน ทั้งสองคนก็ถึงกับอึ้งไปเลย
ใต้เท้าหลิน นี่ท่านยังเป็นคนอยู่หรือไม่?
ตอนที่หลินเฉินเดินออกมาจากศาลต้าหลี่ ดูเหมือนว่าเขาจะยังคงได้ยินเสียงร้องโหยหวนของคนเหล่านั้นอยู่เลย
หลินเฉินถอนหายใจยาว "จ้าวหู่ เปิ่นกงจื่อ (คุณชายอย่างข้า) นี่ช่างมีจิตใจเมตตาเสียจริง ที่ไม่ได้ใช้เครื่องทรมานแบบดั้งเดิมกับพวกมัน เพียงแค่ทำให้พวกมันรู้สึกหวาดกลัวก็เท่านั้น เฮ้อ คนที่มีจิตใจเมตตาอย่างเปิ่นกงจื่อ เกรงว่าจะหาคนที่สองไม่ได้อีกแล้ว"
จ้าวหู่หัวเราะรับ "ที่คุณชายกล่าวมาถูกต้องแล้วขอรับ พวกมันนั่นแหละที่ไม่รู้จักบุญคุณคนเอาเสียเลย"
เพิ่งจะเดินออกมา ก็พบกับองค์รัชทายาทที่ยืนรออยู่ด้านนอก
"อาจารย์หลิน"
หลินเฉินเอ่ยถาม "องค์รัชทายาท หวงไท่โฮ่วเสด็จออกจากเมืองหลวงไปแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
"เสด็จจากไปแล้ว นางจะไม่เข้ามาก้าวก่ายเรื่องการเมืองอีกต่อไป ครั้งนี้คงตั้งใจจะหาที่พักผ่อนบั้นปลายชีวิตเงียบๆ จะกลับมาก็ต่อเมื่อคิดถึงข้าและเสด็จพ่อเท่านั้น"
องค์รัชทายาทตรัสจบ ก็ทรงเดินเคียงคู่ไปกับหลินเฉิน ก่อนจะตรัสถามต่อว่า "การประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรก ใกล้จะเปิดฉากขึ้นแล้ว อาจารย์หลิน ท่านตั้งใจจะทำอย่างไรต่อไปหรือ?"
"ง่ายมาก ก่อนอื่นก็ต้องหยิบยกเรื่องการขึ้นภาษีการค้าขึ้นมาหารือ ภาษีการค้าจะต้องถูกปรับขึ้น นี่คือวาระสำคัญที่สุดของคณะรัฐมนตรี เมื่อจัดการเรื่องนี้เสร็จสิ้น ค่อยว่ากันเรื่องอื่น"
หลินเฉินเริ่มจัดระเบียบงานที่เขาต้องรับผิดชอบในมือ รวมถึงภารกิจทั้งหมดที่ราชสำนักต้าเฟิงต้องดำเนินการ ซึ่งมันมีมากมายเหลือเกิน แถมแต่ละเรื่องก็ล้วนเป็นเรื่องใหญ่โตคอขาดบาดตายทั้งสิ้น
องค์รัชทายาททรงมีท่าทีลังเล "ขุนนางในราชสำนัก คงจะต้องต่อต้านเรื่องนี้อย่างหนักหน่วงแน่ๆ"
"ไม่เป็นไร ต่อต้านก็ให้พวกเขาต่อต้านไป แต่ภาษีการค้าก็ยังคงต้องปรับขึ้น องค์รัชทายาท หากครั้งนี้ไม่ยอมปรับขึ้นภาษีการค้าล่ะก็ เมื่อการค้าขายทางทะเลเฟื่องฟูขึ้นมาในภายหลัง ราชสำนักจะต้องสูญเสียภาษีไปเป็นจำนวนมหาศาลเลยทีเดียวนะพ่ะย่ะค่ะ"
หลินเฉินกล่าวอย่างมีนัยยะแอบแฝง
"อาจารย์หลิน ท่านหมายความว่า ภายภาคหน้าภาษีจากการค้าขายทางทะเล จะสามารถเทียบเท่ากับภาษีที่ดินของต้าเฟิงได้เลยงั้นหรือ?"
"ในระยะหลัง การที่ภาษีการค้าจะครองสัดส่วนถึงหนึ่งในสาม ย่อมมีความเป็นไปได้สูงมาก และหากการค้าขายเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด การจะครองสัดส่วนถึงครึ่งหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ"
องค์รัชทายาทพยักพระพักตร์ "ตกลง เช่นนั้นเรื่องนี้ก็เป็นอันตกลงตามนี้ แล้วค่อยนำไปเสนอในที่ประชุมเช้า นอกจากนี้ อาจารย์หลิน ท่านเคยกล่าวไว้ว่าบรรดาซือเหยีย (ที่ปรึกษา) ที่ท่านรับสมัครมา บางส่วนก็ได้เดินทางมาถึงเมืองหลวงแล้ว จำเป็นต้องรีบอุดช่องโหว่ตำแหน่งที่ว่างให้เร็วที่สุด"
"นั่นยอดเยี่ยมเลยพ่ะย่ะค่ะ ให้เริ่มจากการเติมเต็มตำแหน่งที่ว่างในสำนักตรวจการก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้น ก็ให้พวกเขารักษาการในตำแหน่งของหน่วยงานราชการอื่นๆ ไปก่อน"
...
ณ มณฑลเหลียวตง
มณฑลเหลียวตงถือเป็นมณฑลที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือสุดของต้าเฟิง มณฑลนี้มีกองทหารชายแดนประจำการอยู่ และยังเป็นกองกำลังที่มีจำนวนมากพอสมควร เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ของมณฑลเหลียวตงนั้นค่อนข้างพิเศษ มีอาณาเขตติดกับสามประเทศ ได้แก่ ชนเผ่าทุ่งหญ้า ชนเผ่าต๋าจื่อในเขตภูเขาแม่น้ำเฮยสุ่ย (น้ำดำ) และแคว้นเกาหลี
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ นอกเหนือจากผู้บัญชาการทั่วไปแล้ว ชินอ๋องที่ประจำการอยู่ที่นี่ก็ย่อมมีอำนาจสั่งการทหารด้วย และชินอ๋องผู้ประจำการอยู่ที่มณฑลเหลียวตง ก็คือหนิงอ๋องนั่นเอง
ม้าเร็วตัวหนึ่ง ควบตะบึงมาจากถนนหลวงแต่ไกล ชายผู้นั้นกระโดดลงจากหลังม้า แล้วรีบมุ่งหน้าเข้าไปยังจวนหนิงอ๋องทันที
หนิงอ๋องในวัยใกล้จะสี่สิบ กำลังนั่งอ่านตำราพิชัยสงครามอยู่ภายในโถงรับแขก
"รายงานท่านอ๋อง คนจากเมืองหลวงมาถึงแล้ว กำลังจะมาถึงจวน ข้าน้อยจึงมาทูลแจ้งล่วงหน้าขอรับ"
หนิงอ๋องเงยหน้าขึ้น "คนจากเมืองหลวงมาหรือ? ช่วงนี้เหลียวตงก็ไม่มีศึกสงครามนี่ อีกทั้งก็กำลังจะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว เมื่ออุณหภูมิลดต่ำลง ในช่วงฤดูหนาว เหลียวตงก็แทบจะไม่เห็นผู้คนเลย สงครามย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ฝ่าบาทส่งคนมาทำไมกัน?"
หนิงอ๋องรู้สึกไม่ค่อยเข้าใจนัก
"ช่างเถอะ ราชทูตมาถึง ก็ให้เขาเข้ามาเถิด"
เวลาผ่านไปไม่นานนัก รถม้าก็เดินทางมาถึง ขันทีผู้รับหน้าที่อัญเชิญราชโองการ นำผู้ติดตามเดินเข้ามาภายในจวนหนิงอ๋อง เมื่อพบกับหนิงอ๋องที่โถงรับแขก ขันทีผู้นั้นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงใดๆ
"หนิงอ๋องรับราชโองการ"
หนิงอ๋องรีบคุกเข่าลงทันที เมื่อได้ยินเนื้อหาในราชโองการ หนิงอ๋องก็ถึงกับตื่นตะลึงและเงยหน้าขึ้นมอง
"เริ่นฉี่หมิงกระทำความผิดในเมืองหลวง สมรู้ร่วมคิดกับพระภิกษุสงฆ์ หลอกลวงหวงไท่โฮ่ว ปล่อยข่าวลือสร้างความปั่นป่วน ใส่ร้ายป้ายสีขุนนางราชสำนัก มีเจตนาแอบแฝงร้ายแรง ตามกฎหมายต้าเฟิง สมควรรับโทษประหาร ทว่า เมื่อคำนึงถึงคุณงามความดีของหนิงอ๋องในการปกป้องชายแดน..."
เมื่อฟังราชโองการจบ หนิงอ๋องก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ฝ่าบาทยังทรงมีพระเมตตา เพียงแค่ต้องการให้เขาเดินทางไปยังเมืองหลวงเท่านั้น
ขันทีผู้อัญเชิญราชโองการกล่าว "ท่านอ๋อง รับราชโองการเถิดพ่ะย่ะค่ะ"
"กระหม่อม น้อมรับพระมหากรุณาธิคุณ"
(จบแล้ว)