- หน้าแรก
- จอมราชันทรราช สู่ผู้พิชิตหมื่นโลก
- บทที่ 27 ตระกูลเผิง
บทที่ 27 ตระกูลเผิง
บทที่ 27 ตระกูลเผิง
บทที่ 27 ตระกูลเผิง
"ตระกูลเผิง..."
เมื่อกองทัพประชิดหน้าประตูเมืองจินหลิง เผิงเกาทอดสายตามองเมืองโบราณอันโอ่อ่าตระการตาพลางทอดถอนใจด้วยความสะเทือนอารมณ์
ตระกูลเผิง... หรือหากจะกล่าวให้ถูก สิ่งที่เรียกว่า 'ตระกูลขุนนาง' นั้น หาใช่ครอบครัวใหญ่โตอย่างที่ผู้คนทั่วไปจินตนาการไม่
หากจะกล่าวให้ชัดเจน ตระกูลขุนนางคือกลุ่มผลประโยชน์ขนาดมหึมา ที่ก่อร่างสร้างตัวจากกลุ่มคนแซ่เดียวกันจากรุ่นสู่รุ่น รวมตัวกันเพื่อแสวงหาความมั่นคงนับตั้งแต่ยุคที่เริ่มเรืองอำนาจ
ตระกูลเผิงเองก็มิใช่อื่นไกล นอกเหนือจากการพึ่งพาสายเลือดแท้จริงแล้ว พวกเขายังคอยดูดซับยอดคนผู้มีพรสวรรค์จากภายนอก ให้มาร่วมนับญาติและผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตระกูล
เผิงเกายังคงจำได้ดีถึงคราแรกที่เขามาเยือนจินหลิง
ในเวลานั้น เขาถูกคนของตระกูลเผิงพาไปยังศาลบรรพชนแห่งจินหลิง และได้เปลี่ยนชื่อแซ่ ณ ที่แห่งนั้น...
ไร้ซึ่งการต่อต้านขัดขืนใดๆ ทันทีที่เผิงเกาและกองทัพยาตรามาถึง ประตูเมืองก็เปิดกว้างรอรับอยู่ก่อนแล้ว
สองฟากฝั่งถนน ราษฎร คหบดีมั่งคั่ง ขุนนาง... ไปจนถึงผู้คนของตระกูลเผิง ต่างคุกเข่าตัวสั่นเทาอยู่กับพื้น
"ผู้นำตระกูลเผิงรุ่นที่สิบสาม... เผิงเฟย ขอน้อมคารวะท่านเซียน!"
ณ เบื้องหน้าสุด ชายชราผู้หนึ่งจูงมือเด็กน้อยคุกเข่าอยู่
เผิงเการ่อนลงจากฟากฟ้า ก้าวเดินอย่างเชื่องช้าเข้าไปหาชายชราผู้นั้น
"ฮว่าจือยังอยู่หรือไม่?"
เผิงฮว่าจือ... ผู้ชี้แนะหนทางให้เขาในกาลก่อน
ในตอนนั้น เขาได้สวมรอยเป็นคนของตระกูลขุนนาง ซึ่งความจริงสมควรต้องรับโทษประหาร ทว่าเขากลับได้รับการปกป้องจากทายาทสายตรงของตระกูลเผิงนามว่า เผิงฮว่าจือ
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะมีเจตนาแอบแฝงอันใด ทว่าบุญคุณความเมตตาในครานั้นคือของจริงอย่างมิต้องสงสัย
ชายชราทอดถอนใจเมื่อได้ฟัง "เรียนท่านเซียน ฮว่าจือล้มป่วยและล่วงลับไปเมื่อหลายเดือนก่อนแล้วขอรับ"
"ก่อนตาย ชายชรายังคงพึมพำเรียกหาชื่อของท่านอยู่เลย"
กล่าวจบ เขาก็ดึงรั้งเด็กน้อยข้างกาย
"นี่คือสายเลือดหยดสุดท้ายของเขาขอรับ"
เด็กน้อยดูอายุเพียงห้าหกขวบ นัยน์ตากลมโตจ้องมองเผิงเกาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"แล้วบิดามารดาของเขาเล่า?" เผิงเกาย่อตัวลง ลูบศีรษะเด็กน้อยอย่างแผ่วเบา
"บิดามารดาของเด็กคนนี้ล้วนรับราชการทหาร ก่อนหน้านี้พวกเขาไปต้านรับโจรสลัดวอโค่ว (โจรสลัดญี่ปุ่น) และเคราะห์ร้าย..."
ชายชรามิได้กล่าวต่อ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสะเทือนใจกับเรื่องราว หรือเป็นเพราะฝีมือการแสดงอันยอดเยี่ยม หยาดน้ำตาจึงร่วงหล่นลงมา
"เช่นนั้นรึ..." น้ำเสียงของเผิงเการาบเรียบไร้อารมณ์ใดๆ
"ทายาทสายตรงสายหลักของตระกูลเผิง ล้วนอยู่ในเมืองนี้ครบถ้วนหรือไม่?"
"ขอรับท่านเซียน ทายาทสายตรงทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเก้าคนของตระกูลเผิงล้วนอยู่ที่นี่ ไร้ผู้ใดหลบหนี เบื้องบนประทานความตาย ขุนนางผู้น้อยย่อมไม่อาจขัด ตระกูลเผิงของเรารู้ซึ้งถึงพระราชประสงค์ของฝ่าบาทดี ย่อมมิกล้าขัดขืนราชโองการ"
"ยิ่งไปกว่านั้น แม้ทายาทตระกูลเผิงของเราจะเป็นเพียงปุถุชน ทว่าท่านเซียนคือความภาคภูมิใจของพวกเรา ตระกูลเผิงย่อมไม่ยอมให้ชื่อเสียงเทพเซียนของท่านต้องมัวหมองเป็นแน่"
เผิงเการับฟัง ก่อนจะหัวเราะฝืดเฝื่อน "ท่านช่างเป็นผู้นำตระกูลที่มากความสามารถเสียจริง"
ฟังเผินๆ ถ้อยคำของชายชราดูราวกับกลั่นออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ เปี่ยมด้วยความจงรักภักดีและกตัญญูรู้คุณ
ทว่าเมื่อลองตรึกตรองดูให้ดี ทุกย่างก้าวล้วนเป็นหลุมพราง เขาจงใจใช้ชีวิตของคนตระกูลเผิงเพื่อป้ายสีชื่อเสียงของฉินเจวี๋ยและเผิงเกาให้แปดเปื้อน!
และในสถานการณ์ที่สิ้นหวังนี้ เขายังคงไขว่คว้าหาแสงสว่างแห่งความหวังอันริบหรี่! ไม่จำต้องรอดชีวิตทั้งหมด ทว่าอย่างน้อยก็ขอให้เหลือสายเลือดสืบทอดต่อไป!
พวกเขาไม่ได้เดิมพันว่าเผิงเกาจะยังเห็นแก่สายใยญาติมิตร ทว่าเดิมพันว่าเผิงเกาจะหวงแหนชื่อเสียงของตนเองต่างหาก
เผิงเกาแย้มยิ้มพลางส่ายหน้า ก่อนจะถ่ายทอดพลังปราณวิญญาณสายหนึ่งเข้าสู่ร่างของเด็กน้อยอย่างแผ่วเบา
วินาทีต่อมา ลมหายใจของเด็กน้อยก็ปลิดปลิว
เขาหยัดกายลุกขึ้น ชุดเกราะกระทบกันเสียงดังก้อง
"ปุถุชนบนโลกหล้า ชั่วชีวิตหนึ่งไขว่คว้าเพียงสองสิ่ง"
"หากมิใช่ลาภยศสรรเสริญ อำนาจบารมีล้นฟ้า ก็คือการจารึกนามไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ให้ชนรุ่นหลังได้ยกย่องชื่นชม"
"เมื่อหลายเดือนก่อน ข้าเองก็เฝ้าตามหาสิ่งเหล่านี้มาทั้งชีวิต"
"และข้าก็ทำสำเร็จ"
"จนกระทั่ง... คนผู้นั้นได้ปรากฏตัวขึ้น..."
"พงศาวดารจารึกไว้เพื่อชนรุ่นหลัง เพื่อผู้คนในอีกพันปีข้างหน้า"
"ทว่าตัวข้าเล่า... จะมีชีวิตอยู่ยืนยาวไปได้อีกกี่พันปีกันเชียว?"
เผิงเกาหันหลังกลับ โบกมือให้กองทัพอันไพศาล
หากจะบอกว่าเขาไร้ความรู้สึกโดยสิ้นเชิงก็คงเป็นการโกหก ทว่ากาลเวลาย่อมลบล้างทุกสิ่งได้เสมอ มิใช่หรือ?
เมื่อเห็นเด็กน้อยสิ้นใจไปต่อหน้าต่อตา ผู้นำตระกูลเผิงก็โซเซหยัดกายลุกขึ้น "ฮว่าจือกล่าวถูก เจ้ามันเหี้ยมโหดดั่งสุนัขป่า เลือดเย็นดุจอสรพิษ"
"พวกเราสมควรกำจัดเจ้าทิ้งเสียตั้งนานแล้ว"
"เผิงเกา!"
"ต่อให้วันนี้ตระกูลเผิงของพวกเราต้องสูญสิ้นไปจนหมด ทว่าชื่อของเจ้า... เผิงเกา! จะถูกจารึกไว้อย่างอัปยศไปอีกนับพันนับหมื่นปี!"
"วันนี้เจ้าเหยียบย่ำซากศพตระกูลเผิงของเราเพื่อไต่เต้า ทว่าในวันหน้า ย่อมต้องมีคนแซ่เผิง หรือคนแซ่หวังผู้อื่น ตัดหัวเจ้าไปสวามิภักดิ์ต่อฉินเจวี๋ยเป็นแน่!"
"ลูกหลานตระกูลเผิงเอ๋ย ตามชายชราผู้นี้ออกเดินทางเถิด!"
ชายชราหัวเราะเสียงแหลม ก่อนจะขบกัดยาพิษที่ซ่อนอยู่ในปาก!
ในฝูงชน ลูกหลานตระกูลเผิงต่างจ้องมองเผิงเกาด้วยสายตาเคียดแค้นชิงชัง
เสียงด่าทอสาปแช่งสารพัดทิศดังระงม ทายาทสายตรงตระกูลเผิงพากันกัดยาพิษและล้มลงดิ้นทุรนทุรายกับพื้นทีละคน!
อนิจจา!
ตระกูลใหญ่ที่ยืนหยัดมานับพันปี บัดนี้กลับต้องล่มสลายลงในสภาพเช่นนี้
ช่างน่าเวทนา น่าเศร้าสลด และน่าชิงชังยิ่งนัก!
เผิงเกาหลุบตาลงต่ำ
เขาก้าวเดินจากไปอย่างเชื่องช้า แม้จะถูกห้อมล้อมไปด้วยทหารสวมเกราะมากมาย ทว่าแผ่นหลังของเขากลับดูโดดเดี่ยวอ้างว้างเหลือคณา
ดั่งบทกวีว่าไว้:
"ใต้กำแพงจินหลิง หงส์โดดเดี่ยวบินวนรำพัน
หวนรำลึกบุญคุณความแค้น ล้วนแปรผันเป็นธุลี
หนึ่งดัชนีข้ามชลธีเย็นเยียบ ปลิดบุปผาเก่าร่วงโรย
สวมเกราะเหล็กตั้งป้าย สุสานใหม่พลันปรากฏ
สาแหรกตระกูลพันปี มอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน
อำนาจบารมีหมื่นปี ล้วนฝากไว้ให้ภูตผีเทวา
แม้มรรคาเซียนมีวันสิ้นสุด บนนครภพนี้...
จะมีผู้ใดเล่าจำจด ผู้ดับสูญโคตรตระกูล!"
กองทัพยาตราเข้าสู่เมืองอย่างเชื่องช้าด้วยฝีเท้าอันหนักหน่วง
ทหารม้าเกราะเหล็กเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นทหารที่เคยติดตามฉินโก่วเอ๋อร์ไปปราบปรามแดนอุดร ย่อมเชี่ยวชาญขั้นตอนการกวาดล้างเป็นอย่างดี
เรื่องราวหลังจากนี้ เผิงเกาเพียงแค่นั่งคุมงานอยู่เบื้องหลัง มิมีความจำเป็นต้องลงมือด้วยตนเองอีกต่อไป
กาลเวลาล่วงเลยผ่านไป กองทัพทหารม้าเหล็กเริ่มต้นจากจินหลิง บุกทะลวงผ่านไปทีละเมืองๆ
ในช่วงเวลานี้ มีบ้างที่พยายามจะลุกขึ้นต่อต้าน ทว่าสิ่งที่รอคอยพวกมันอยู่... มีเพียงคมดาบอันเย็นเยียบเท่านั้น
ตระกูลขุนนางแล้วตระกูลขุนนางเล่า ถูกถอนรากถอนโคนจนสิ้นซาก โลหิตชโลมผืนแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์นี้ให้หลอมรวมเป็นหนึ่ง ปูรากฐานอันมั่นคงให้แก่การถือกำเนิดใหม่ของจักรวรรดิต้าอวี่!
จวบจนกระทั่งสองเดือนเต็มผ่านพ้นไป!
คำว่า 'ตระกูลขุนนาง' ก็ได้กลายเป็นเพียงแค่เสียงทอดถอนใจในหน้าประวัติศาสตร์โดยสมบูรณ์!
...
ล่วงเข้าเดือนเจ็ดแห่งรัชศกต้าอวี่ แสงแดดแผดเผาจนผืนดินร้อนระอุ
มวลอากาศบิดเบี้ยวเล็กน้อยด้วยเปลวแดด
กลางทุ่งนา ชายชราชาวนาผู้หนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างขะมักเขม้น
แม้ร่างจะชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อและผิวพรรณกร้านแดดดำคล้ำ ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้ากลับเปี่ยมล้นไปด้วยความปีติยินดี
"ท่านผู้อาวุโส อากาศร้อนอบอ้าวปานนี้ ไฉนจึงไม่พักผ่อนเสียหน่อยเล่า?"
ชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดเรียบง่าย ทว่ามีคิ้วคมกริบดุจกระบี่ เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม
"ฮ่าฮ่าฮ่า พ่อหนุ่มเอ๋ย บัดนี้ฝ่าบาทได้ทรงกวาดล้างตระกูลขุนนางทั่วหล้าไปจนสิ้น ที่ดินผืนงามมากมายถูกนำมาจัดสรรปันส่วน ตาเฒ่ากระดูกผุอย่างข้า นึกไม่ถึงว่าจะได้ส่วนแบ่งที่ดินชั้นดีมาตั้งหลายสิบหมู่ ข้าจึงต้องรีบเร่งไถคราดเตรียมดินสำหรับการหว่านเมล็ดในฤดูร่วง เหนื่อยแค่นี้จะนับประสาอันใดเล่า?"
"คิดดูสิ ตาเฒ่ากระดูกผุอย่างข้าทำนามาทั้งชีวิต เวลาส่วนใหญ่สูญเสียไปกับการดูแลที่ดินแห้งแล้งเพียงไม่กี่หมู่เพื่อหาเลี้ยงปากท้องทั้งครอบครัว ไม่เคยนึกฝันเลยว่ายามแก่เฒ่า จะมีวาสนาหล่นทับถึงเพียงนี้!"
"ใครต่อใครต่างกล่าวขานว่า ฝ่าบาทคือองค์มหาราชดาวจื่อเวย จุติลงมายังโลกมนุษย์ ทว่าสำหรับตาเฒ่าผู้นี้ ข้าคิดว่าฝ่าบาทมิใช่เพียงแค่องค์มหาราชดาวจื่อเวย ทว่ายังเป็นเทพแห่งการเกษตร (เสินหนง) มาโปรดสัตว์ด้วย!"
"โอ้? ทว่ามีผู้คนมากมายกล่าวหาว่าฝ่าบาททรงโหดเหี้ยมและเสพติดการเข่นฆ่ามิใช่หรือ?"
"หืม? ไอ้บัดซบหน้าไหนมันบังอาจปล่อยข่าวลือส่งเดช!?"
ชายชราชาวนาพลันเดือดดาลขึ้นมาในทันที "ฝ่าบาททรงมีพระทัยเมตตาดั่งพระโพธิสัตว์ ทว่าทรงใช้เด็ดขาดดุจอสนีบาตต่างหากเล่า!"
"นับตั้งแต่ฝ่าบาทขึ้นครองราชย์ พระองค์เคยเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์อย่างสุ่มสี่สุ่มห้าเสียที่ไหน! ฝ่าบาททรงประหารเฉพาะพวกที่สมควรตายเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นแม่ทัพฉินหรือท่านอัครเสนาบดี ก็ไม่เคยสังหารราษฎรผู้บริสุทธิ์แม้แต่คนเดียวตลอดเส้นทางการทัพ!"
"พ่อหนุ่ม ผู้ใดเป็นคนบอกเจ้า? หรือว่าจะเป็นพวกเดนตระกูลขุนนางที่หลงเหลืออยู่? บอกตาเฒ่าคนนี้มาสิ ข้าจะเอาเสียมไปสับหัวมันเดี๋ยวนี้แหละ!"
"เดี๋ยวก่อน!"
จู่ๆ แววตาของชายชราก็เปลี่ยนเป็นสงสัย เขากวาดสายตามองชายหนุ่มตั้งแต่หัวจรดเท้า
ชายหนุ่มแย้มยิ้มพลางส่ายหน้า "ท่านผู้อาวุโส ข้ามิใช่เดนตระกูลขุนนางหรอก"
เขาย่อตัวลง ลูบไล้ผืนนาที่แตกกระแหงเล็กน้อยอย่างแผ่วเบา
วินาทีต่อมา รวงข้าวก็งอกเงยทะลุผืนดินขึ้นมาด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
"ทะ... ท่านเซียน!"
ชายชราชาวนาถึงกับเข่าอ่อน พยายามจะทรุดตัวลงคุกเข่า ทว่าชายหนุ่มกลับรีบประคองเขาไว้
"ท่านผู้อาวุโส ท่านอาบเหงื่อต่างน้ำทำนามาทั้งชีวิต บัดนี้ได้รับมอบที่ดินมากมายปานนี้ ไฉนจึงไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของลูกหลาน แล้วพักผ่อนบั้นปลายชีวิตอย่างสงบสุขเล่า?"
ภายหลังจากอาการตื่นตระหนก ชายชราชาวนาคล้ายจะนึกสิ่งใดขึ้นได้ จึงทอดถอนใจ "ท่านเซียน บนโลกหล้านี้ มีผู้ใดบ้างที่ไม่ปรารถนาจะเสวยสุขในบั้นปลายชีวิต?"
"ทว่าหลายสิ่งหลายอย่างบนโลกนี้ ย่อมต้องมีคนลงมือทำ ลูกชายของข้าเดิมทีเป็นเพียงทาสรับใช้ของตระกูลหวัง นับตั้งแต่ตระกูลขุนนางถูกกวาดล้าง เขาก็ไปสมัครเป็นทหาร บัดนี้ได้รับเบี้ยหวัดรายเดือนมิใช่น้อย ผนวกกับที่ดินอีกหลายสิบหมู่ ชีวิตความเป็นอยู่ก็นับว่าสุขสบายยิ่งนัก"
"ตาเฒ่าผู้นี้ จะกล้าหวังอะไรที่หรูหราไปกว่านี้อีกเล่า?"
ฉินเจวี๋ยแย้มพระสรวลแล้วหยัดกายลุกขึ้น "ท่านผู้อาวุโส ถนอมสุขภาพด้วยเถิด อีกไม่นาน พวกท่านทุกคนจะได้ใช้ชีวิตอย่างผาสุกร่มเย็น นี่คือคำสัญญา... จากเจิ้น!"