เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 นิ้วทองคำที่มาช้าไปเสียหน่อย

บทที่ 2 นิ้วทองคำที่มาช้าไปเสียหน่อย

บทที่ 2 นิ้วทองคำที่มาช้าไปเสียหน่อย


บทที่ 2 นิ้วทองคำที่มาช้าไปเสียหน่อย

ฉินเจวี๋ยหาได้ตื่นตระหนกไม่ ท้ายที่สุดแล้ว ในเมื่อแม้แต่เรื่องทะลุมิติเขาก็ยังประสบพบเจอมากับตัว แล้วยังมีสิ่งใดบนโลกให้ต้องประหลาดใจอีกเล่า?

เขากวาดสายตาสำรวจสภาพแวดล้อมรอบกายเป็นอันดับแรก ก่อนที่สายตาจะไปสะดุดเข้ากับตราหยกแผ่นดินสีขาวบริสุทธิ์

ฉินเจวี๋ยยื่นมือออกไปคว้าตราหยกแผ่นดินนั้นไว้โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

วินาทีต่อมา ข้อมูลจำนวนมหาศาลพลันหลั่งไหลทะลักเข้าสู่ห้วงคำนึง

ในขณะเดียวกัน ตราหยกแผ่นดินก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นควันสีครามสายหนึ่ง แล้วหลอมรวมเข้ากับกายเนื้อของเขาในทันที

ไร้ซึ่งความรู้สึกเจ็บปวดทรมานใดๆ ในทางกลับกัน เขากลับสัมผัสได้ถึงความปลอดโปร่งโล่งสบายอย่างที่ไม่อาจพรรณนา

ความรู้สึกนั้นช่างคล้ายคลึงกับการผลัดเปลี่ยนเส้นเอ็นชำระล้างไขกระดูกในตำนานยิ่งนัก!

ฉินเจวี๋ยสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าตัวเขากำลังแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง มันคือความแข็งแกร่งที่ยกระดับตั้งแต่กายเนื้อไปจนถึงจิตวิญญาณ ซึ่งถูกเสริมบารมีด้วยพลังลึกลับบางอย่างอย่างไม่ขาดสาย!

ผ่านไปเนิ่นนาน จู่ๆ ฉินเจวี๋ยก็เบิกเนตรขึ้น!

กลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งดุดันพลันระเบิดออกมารอบทิศทาง!

สีหน้าของเขาฉายแววตื่นตะลึงในคราแรก ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความปีติยินดีอย่างสุดแสนจนไม่อาจเก็บซ่อนไว้ได้!

"ประเสริฐ! ประเสริฐ! ประเสริฐยิ่ง!!!"

สิ้นคำว่าประเสริฐสามคราติด ฉินเจวี๋ยก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมากึกก้อง!

นัยน์ตาที่แต่เดิมเย็นชาและเฉยเมย บัดนี้กลับทอประกายเจิดจ้าเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา

"สมแล้วที่เป็นตราประทับแห่งอารยธรรม!"

ถูกต้องแล้ว จากข้อมูลที่ตราหยกแผ่นดินถ่ายทอดมาให้ นามที่แท้จริงของมันก็คือ 'ตราประทับแห่งอารยธรรม'

มีเพียง 'จ้าวแห่งอารยธรรม' เท่านั้นจึงจะสามารถทำพันธสัญญาผูกมัดกับมันได้

วินาทีที่เขาประกาศเปลี่ยนนามแห่งราชวงศ์กลางท้องพระโรง นั่นคือการกระตุ้นเงื่อนไขในการทำพันธสัญญาของมัน

และสรรพคุณของมันนั้น... ช่างฝืนลิขิตสวรรค์เสียยิ่งกว่า!

ประการแรก ความสามารถติดตัว: เขาสามารถรวบรวมพลังแห่งอารยธรรมมาไว้ในร่างของตนเองได้!

นี่หมายความว่าอย่างไรกันแน่?

ในฐานะองค์ราชาแห่งราชวงศ์ต้าอวี่คนปัจจุบัน พลังอำนาจทั้งมวลของต้าอวี่ได้หลอมรวมเข้าสู่ตัวเขาเพียงผู้เดียว!

ยิ่งต้าอวี่แข็งแกร่งเกรียงไกรมากเพียงใด ตัวเขาก็จะยิ่งทรงพลังมากยิ่งขึ้นเท่านั้น!

และวินาทีที่ทำพันธสัญญาผูกมัดกับตราหยกแผ่นดิน ฉินเจวี๋ยก็หาใช่ปุถุชนคนธรรมดาอีกต่อไป!

ตามการสะท้อนกลับของตราหยกแผ่นดิน ขุมกำลังและอำนาจรัฐโดยรวมของต้าอวี่ในปัจจุบัน เมื่อสะท้อนกลับมาที่ตัวเขา มันก็คือระดับการบำเพ็ญเพียร 'ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น'!

"ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้นอย่างนั้นรึ?"

ฉินเจวี๋ยขมวดคิ้วเล็กน้อย คำๆ นี้หาได้แปลกหูสำหรับเขาไม่

ในฐานะผู้ที่เคยอ่านนิยายบำเพ็ญเพียรมานับไม่ถ้วน เขาย่อมรู้ซึ้งถึงความหมายของคำเหล่านี้เป็นอย่างดี

ทว่าสิ่งที่ทำให้เขานึกฉงนใจก็คือ เหตุใดโลกที่ราชวงศ์ต้าอวี่ตั้งอยู่ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงดินแดนปุถุชน ถึงได้ควบแน่นพลังการฝึกปรือในรูปแบบของการบำเพ็ญเพียรวิถีเซียนได้เล่า?

หรือนั่นหมายความว่า โลกใบนี้มี 'ผู้บำเพ็ญเพียร' ดำรงอยู่จริง?

ทว่าตลอดสองพันปีที่ผ่านมาจวบจนถึงปัจจุบัน แม้จะมีตำนานพื้นบ้านเกี่ยวกับเทพเซียนอยู่มากมาย แต่กลับไม่เคยมีผู้ใดพบเห็นเซียนตัวเป็นๆ มาก่อนเลย

แม้กระทั่งหลังจากที่เขาทะลุมิติมา และได้พลิกอ่านตำราหอจดหมายเหตุของราชวงศ์มานับไม่ถ้วน เขาก็ยังไม่เคยพบร่องรอยของผู้บำเพ็ญเพียรเลยแม้แต่น้อย

"ดูเหมือนว่าโลกใบนี้จะไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่ข้าคิดเอาไว้เสียแล้ว... คงต้องเตรียมการให้รัดกุมยิ่งขึ้น..."

เขาข่มความสงสัยในใจลง เรื่องราวเหล่านี้คงทำได้เพียงพึ่งพาตัวเขาเองในการค่อยๆ สืบเสาะค้นหาความจริงในภายหลัง

ถัดมาคือความสามารถประการที่สองของตราหยกแผ่นดิน

มันมีนามว่า "พรประทาน" ซึ่งนับเป็นความสามารถที่ยอดเยี่ยมไร้ที่ติเช่นเดียวกัน

ผู้ถือครองสามารถเลือกบุคคลผู้หนึ่งเพื่อประทานพรให้ได้ โดยผู้ที่ได้รับพรจะครอบครองความแข็งแกร่งถึงแปดในสิบส่วนของผู้ถือครอง ทั้งยังตกอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ถือครองอย่างสมบูรณ์ และที่สำคัญ... พรประทานนี้สามารถถูกเรียกคืนได้ทุกเมื่อ

ทว่าในปัจจุบัน เขามีสิทธิ์ประทานพรได้เพียงแค่สองโควตาเท่านั้น

ในยามนี้ ตราหยกแผ่นดินได้ปลดผนึกความสามารถออกมาเพียงสองประการ แต่จากข้อมูลสะท้อนกลับ ดูเหมือนว่ายังมีความสามารถอีกมากมายที่ถูกปิดผนึกอยู่

ส่วนเงื่อนไขในการปลดผนึกนั้น หากฉินเจวี๋ยคาดเดาไม่ผิด ย่อมต้องอาศัยการยกระดับความแข็งแกร่งและขุมอำนาจของต้าอวี่อย่างต่อเนื่อง!

และคำว่าขุมอำนาจรัฐนั้น ย่อมครอบคลุมไปถึงปากท้องของราษฎร เศรษฐกิจ การทหาร และทรัพยากรธรรมชาติ...

ทว่าความคิดของฉินเจวี๋ยในจุดนี้กลับแตกต่างจากผู้อื่น

เดิมที เขาตั้งใจจะก่อการใหญ่ให้สะท้านฟ้าสะเทือนดิน เพื่อไม่ให้เสียชาติเกิดที่ได้ทะลุมิติมา

มาบัดนี้ เมื่อมี 'นิ้วทองคำ' ที่ฝืนลิขิตสวรรค์ถึงเพียงนี้ เขาก็สามารถทำให้ปณิธานอันแรงกล้าที่เก็บซ่อนไว้ในใจเป็นจริงได้แล้ว!

เขาปรารถนาให้ราษฎรทุกคนในต้าอวี่ผงาดง้ำค้ำฟ้าดุจมังกร!

เขาปรารถนาให้แม้แต่สามัญชนที่ต่ำต้อยที่สุดในต้าอวี่ กลายเป็นผู้มีสถานะและเกียรติยศ!

เขาปรารถนาให้ราษฎรแห่งต้าอวี่กลายเป็นหมาป่าที่ดุร้าย หาใช่ลูกแกะที่ถูกคนกันเองข่มเหงรังแก!

ความทะเยอทะยานอันไร้ที่สิ้นสุดพลุ่งพล่านขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ

แผนการเป็นฉากๆ ก่อตัวขึ้นในห้วงความคิดของฉินเจวี๋ยอย่างรวดเร็ว: อันดับแรกคือ 'ขจัดศึกใน ก่อนต้านศึกนอก'

พวกขุนนางกังฉินผู้มีอำนาจบาตรใหญ่ พวกตระกูลขุนนางทรงอิทธิพลแห่งต้าอวี่... ตัวตนเหล่านั้นที่ก่อนหน้านี้เขาไม่อาจทำอะไรพวกมันได้เลย

แต่บัดนี้ ภายในใจของฉินเจวี๋ยมีเพียงคำเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ... 'ฆ่า!'

สังหารเหลือบไรพวกนี้ให้สิ้นซาก! ดังคำกล่าวที่ว่า ราษฎรในต้าอวี่มีมากมายนับไม่ถ้วน เขาไม่เชื่อหรอกว่าจะหาผู้มีวิชาความรู้มาใช้งานไม่ได้!

ช่างหัวเล่ห์เหลี่ยมกลอุบาย ช่างหัวการประนีประนอม ข้าจะใช้ความแข็งแกร่งอันสมบูรณ์แบบบดขยี้พวกมันให้แหลกเป็นผุยผง!

ความคิดนับพันหมื่นแล่นปราดผ่านห้วงสมอง เพียงแค่ขยับความคิด ฉินเจวี๋ยก็หวนกลับคืนสู่ท้องพระโรงอีกครั้ง

วินาทีที่เขาเบิกเนตรขึ้น ท้องพระโรงอันกว้างใหญ่ก็กลับมามีเสียงดังจอแจอีกครา

"ดูเหมือนว่ายามที่จิตวิญญาณหลุดเข้าไปในมิติเร้นลับนั้น กาลเวลาของโลกภายนอกจะหยุดนิ่งสินะ?"

ความคิดนี้วาบขึ้นมาในหัวอย่างรวดเร็ว

เมื่อเห็นฉินเจวี๋ยที่ประทับอยู่เบื้องบนเบิกเนตรขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มลี้ลับที่ประดับอยู่บนมุมปาก

เหล่าขุนนางเบื้องล่างต่างชะงักงัน เสียงจอแจวุ่นวายพลันเงียบกริบลงโดยไม่รู้ตัว

ฉินเจวี๋ยยังคงเป็นฉินเจวี๋ยคนเดิม ทว่ากลับดูเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างที่เปลี่ยนไป?

เบื้องล่าง 'เผิงเกา' ผู้ดำรงตำแหน่งอัครเสนาบดีซึ่งเอาแต่สงวนท่าทีมาตลอด ช้อนสายตามองตรงไปยังฉินเจวี๋ย ภายในใจอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน

เขารีบก้มหน้าลงต่ำในทันที เขามีความรู้สึกว่า หากฉินเจวี๋ยเมื่อหนึ่งวินาทีก่อนคือสุนัขบ้าที่อาละวาดอย่างไร้กฎเกณฑ์ ฉินเจวี๋ยในวินาทีนี้ก็เปรียบดั่งมังกรยักษ์ที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหล เพียงแค่ลอบมองก็ทำเอาดวงตาปวดร้าว!

"นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?"

สีหน้าของเผิงเกาเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย สถานการณ์ที่พลิกผันดูเหมือนจะหลุดลอยออกไปจากแผนการเดิมที่เขาวางไว้โดยสิ้นเชิง

ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ผู้นี้ ผู้ซึ่งเขาเป็นคนผลักดันให้ขึ้นครองบัลลังก์ด้วยมือของเขาเอง มาบัดนี้กลับทำให้เขามิอาจมองทะลุถึงธาตุแท้ได้อีกต่อไป

ขุนนางคนอื่นๆ เบื้องล่างก็มีความรู้สึกไม่ต่างกัน เพียงแค่ถูกสายตาของฉินเจวี๋ยกวาดผ่าน พวกเขาก็ต่างเงียบกริบดุจจักจั่นในฤดูหนาว

ฉินเจวี๋ยหลุบตาลงเล็กน้อย ภายหลังจากทำพันธสัญญาผูกมัดกับตราหยกแผ่นดิน บัดนี้เขาได้ครอบครองระดับการบำเพ็ญเพียรในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้นแล้ว

แม้จะยังไม่ได้ทดสอบดูว่าตนเองทรงพลังเพียงใด ทว่าเขาในตอนนี้ ย่อมไม่ใช่ตัวตนที่ปุถุชนเหล่านี้จะหาญกล้ามองสบตาได้โดยตรงอย่างแน่นอน

เมื่อเห็นท้องพระโรงตกอยู่ในความเงียบงัน ฉินเจวี๋ยจึงเอ่ยขึ้นอย่างเนิบนาบ "เรื่องการเปลี่ยนนามแห่งราชวงศ์... มีผู้ใดคัดค้านหรือไม่?"

เหล่าขุนนางเบื้องล่างต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก มีสองสามคนที่อยากจะเอ่ยปาก ทว่าก็จำต้องกลืนคำพูดลงคอไป

พวกเขาเห็นซากศพของฟู่เหวินเสวียและขุนนางอีกนับสิบคนที่ยังคงนอนจมกองเลือดอยู่ใกล้ๆ ผนวกกับความวิปลาสผิดแปลกของเหตุการณ์ในวันนี้ จึงไม่มีผู้ใดกล้าก้าวออกมาแกว่งเท้าหาเสี้ยนในเวลานี้

"ในเมื่อไม่มีผู้ใดคัดค้าน เช่นนั้นก็ให้หน่วยงานต่างๆ ดำเนินการตามนี้"

"เจิ้นต้องการให้นามใหม่แห่ง 'ต้าอวี่' แผ่ขจรขจายไปทั่วทุกหย่อมหญ้าภายในหนึ่งเดือน!"

"แม่ทัพเยวี่ย ตามเจิ้นมา ส่วนคนอื่นๆ... เลิกว่าราชการได้"

โดยไม่เปิดโอกาสให้เหล่าขุนนางได้ปริปาก ฉินเจวี๋ยก็ลุกขึ้นและสะบัดชายแขนเสื้อเสด็จจากไปในทันที

ท่ามกลางขุนนางนับร้อย ในฝั่งของขุนนางบู๊ บุรุษร่างกำยำผู้มีรอยแผลเป็นที่หางตาซึ่งยืนอยู่หัวแถว ถึงกับชะงักงันไปชั่วขณะเมื่อได้ยินรับสั่ง

เขายืนนิ่งเงียบเป็นเป่าสากมาตั้งแต่เริ่มการว่าราชการเช้า โดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดแม้แต่ครึ่งคำ

ทว่าจู่ๆ ฮ่องเต้พระองค์ใหม่กลับทรงเรียกหาเขาเพียงผู้เดียว เขาเองก็ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเป็นรับสั่งของโอรสสวรรค์ มีหรือที่เขาจะกล้าขัดขืน?

'เยวี่ยเจิ้น' เบียดตัวเดินออกจากฝูงชนอย่างเงียบเชียบ ท่ามกลางสายตาเคลือบแคลงสงสัยของผู้อื่น

เยวี่ยเจิ้น มีนามรองว่า เซียนจ้าว เขาเป็นคนของตระกูลเยวี่ย ซึ่งเป็นตระกูลขุนศึกที่ติดตามปฐมกษัตริย์ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่บุกเบิกแผ่นดิน พวกเขามีบารมีและเกียรติภูมิสูงส่งยิ่งนักในต้าเฉียน... ไม่สิ ในต้าอวี่

โดยทั่วไปแล้ว ตระกูลที่ยิ่งใหญ่และกว้างขวางปานนี้ ย่อมต้องให้กำเนิดลูกหลานเสเพลล้างผลาญบ้างเป็นธรรมดา ทว่าตระกูลเยวี่ยนั้นกลับเป็นข้อยกเว้นที่น่าทึ่ง

ลูกหลานของตระกูลในแต่ละรุ่น หากไม่พลีชีพในสนามรบก็มักจะสิ้นลมด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ตลอดระยะเวลากว่าสองร้อยปี ไม่เคยมีลูกหลานเสเพลที่สร้างความเสื่อมเสียให้แก่วงศ์ตระกูลเลยแม้แต่คนเดียว

และเยวี่ยเจิ้นผู้นี้ ก็ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับ 'งักฮุย' ในหน้าประวัติศาสตร์ อาจกล่าวได้ว่าเขาคือหนึ่งในขุนศึกผู้มากความสามารถเพียงไม่กี่คนแห่งต้าอวี่!

จงรักภักดีอย่างหาที่เปรียบมิได้สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น!

ตำหนักอวี่ นี่คือสถานที่ทรงงานเป็นประจำของฉินเจวี๋ย เดิมทีมันมีนามว่าตำหนักเทียนชิง ทว่าฉินเจวี๋ยทรงรู้สึกว่าชื่อนี้ไม่ค่อยสบพระทัยนัก จึงมีรับสั่งให้เปลี่ยนชื่อใหม่อย่างลวกๆ

เมื่อเยวี่ยเจิ้นเดินทางมาถึงตำหนักอวี่ นอกเหนือจากฉินเจวี๋ยแล้ว ภายในห้องยังมีอีกคนหนึ่งกำลังคุกเข่ารออยู่ก่อนแล้ว...

จบบทที่ บทที่ 2 นิ้วทองคำที่มาช้าไปเสียหน่อย

คัดลอกลิงก์แล้ว