- หน้าแรก
- จากศิษย์รับใช้สู่ยอดเซียนไร้พ่าย
- บทที่ 117 - ไปตามนัด
บทที่ 117 - ไปตามนัด
บทที่ 117 - ไปตามนัด
บทที่ 117 - ไปตามนัด
"เจ้าเป็นศิษย์สืบทอดของข้า!"
"การไปประลองที่นิกายเซียนปิงจี๋ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นหน้าเป็นตาให้สำนักไท่ซวีเท่านั้น แต่ยังเป็นหน้าตาของยอดเขาซิ่วจู๋ของเราด้วย!"
"ถุงเก็บของใบนี้เอาไปใช้สิ เก็บถุงร้อยสมบัติไว้ที่บ้านเถอะ!"
อวี้หนิงสะบัดมือ โยนถุงเก็บของใบหนึ่งมาให้
เฮ่อผิงเซิงรับมาพิจารณาดู ก็พบว่าเป็นเพียงถุงเก็บของระดับต่ำเท่านั้น
นี่มัน...
พูดตามตรง เขารู้สึกรังเกียจมันนิดหน่อย
แต่การที่ท่านอาจารย์ทำเพื่อเขาได้ถึงขนาดนี้ ก็ถือว่าดีมากแล้ว
"ขอบพระคุณท่านอาจารย์!" เฮ่อผิงเซิงกล่าวขอบคุณอวี้หนิง ก่อนจะหันไปประสานมือคารวะปรมาจารย์ฉงหยาง "ท่านปรมาจารย์ ศิษย์ขอตัวกลับไปเตรียมของสักครู่ เดี๋ยวจะรีบกลับมาขอรับ!"
"ไปเถอะ!" ฉงหยางโบกมือ "จัดการธุระเสร็จเมื่อไหร่ ข้าจะพาเจ้าเดินทางไปเอง!"
เฮ่อผิงเซิงรีบกลับไปที่กระท่อมของตน
เขาปลดถุงเก็บของเร้นกายหลายใบที่พกติดตัวออกมา จากนั้นก็ขุดหลุมซ่อนมันไว้ข้างใน
แล้วก็กลบหลุมให้เรียบร้อย เอาแผ่นกระเบื้องปูทับปิดไว้
แนบสนิทไร้รอยต่อ
ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ด้วยน่ะหรือ?
ก็เพราะเฮ่อผิงเซิงไม่มั่นใจว่า ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหยวนอิงจะสามารถมองทะลุถุงเก็บของเร้นกายของเขาได้หรือไม่
หากเกิดโดนมองทะลุขึ้นมาล่ะก็ นั่นคงจะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
ตอนประลอง ใครจะรู้ล่ะว่าจะมีตาเฒ่าสัตว์ประหลาดระดับหยวนอิงมาดูอยู่ด้วยหรือเปล่า?
ประจวบเหมาะกับท่านอาจารย์ให้ถุงเก็บของมาพอดี ก็เอาใบนี้แหละไป
ภายในถุงเก็บของ เฮ่อผิงเซิงไม่กล้าใส่ของมีค่าลงไปมากนัก มีแค่สมุนไพรวิญญาณเล็กน้อย หยกคัมภีร์ไม่กี่ม้วน กระบี่บินของวิเศษระดับสุดยอดสองเล่ม และโล่ป้องกันอีกหนึ่งอัน
มีเพียงเท่านี้จริงๆ
อ้อ แน่นอนว่าต้องพกหินวิญญาณติดตัวไปบ้างนิดหน่อย
เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมสรรพ เฮ่อผิงเซิงก็ขึ้นไปบนเรือเหาะที่ปรมาจารย์ฉงหยางเรียกออกมา
เรือเหาะลำนี้มีขนาดเล็กมาก ยาวเพียงหนึ่งจ้าง นั่งได้สองสามคนพอดี ตัวเรือมีสีเขียวมรกตทั้งลำ
ดูแล้วคล้ายกับสร้างขึ้นมาจากไม้วิญญาณชนิดใดชนิดหนึ่ง
"กิ้ว กิ้ว กิ้ว..."
ขณะที่เฮ่อผิงเซิงลอยขึ้นสู่เบื้องบน เสวี่ยเผิงสองตัวก็สยายปีกบินตามมา
"ต้าไป๋ เสี่ยวไป๋..." เฮ่อผิงเซิงโบกมือ "พวกเจ้าสองคนกลับไปก่อนเถอะ อีกไม่นานข้าก็จะกลับมาแล้ว!"
"รอข้าอยู่ที่บ้านดีๆ นะ!"
แต่ต้าไป๋และเสี่ยวไป๋กลับไม่ยอมฟังคำสั่งของเฮ่อผิงเซิง พวกมันยังคงบินตามเรือเหาะมาห่างๆ
ทว่าความเร็วของเรือเหาะนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพียงพริบตาเดียว เสวี่ยเผิงสีขาวบริสุทธิ์ทั้งตัวใหญ่ตัวเล็กที่บินตามมาเบื้องหลัง ก็กลายเป็นเพียงเงาดำเล็กจิ๋ว
พวกมันบินฝ่าหมู่เมฆขาว ท่ามกลางแสงตะวันยามเช้า ดูราวกับเงาดำสองจุดที่กำลังกระพือปีกบินวูบวาบอยู่ลิบๆ
นิกายปิงจี๋อยู่ไม่ไกลจากสำนักไท่ซวีนัก
จำได้ว่าตอนที่เดินทางไปดินแดนลับ ก็เคยบินผ่านภูเขาปิงจี๋มาก่อน
ความเร็วของเรือเหาะของปรมาจารย์ฉงหยางนั้นว่องไวเหนือชั้น
เพียงชั่วอึดใจเดียวก็ทะยานผ่านระยะทางหลายลี้
แต่ละพื้นที่มีสภาพอากาศที่แตกต่างกันออกไป ภายในเวลาหนึ่งชั่วยาม เฮ่อผิงเซิงก็ได้เห็นทั้งลมฝนฟ้าคะนอง แดดร่มลมตก และหิมะโปรยปราย
บางพื้นที่มีพายุฟ้าผ่าฟาดฟัน บางพื้นที่มีเพียงสายลมพัดโชยเบาๆ
และในที่สุด เรือเหาะลำนี้ก็แล่นเข้าสู่ยอดเขาน้ำแข็งอันยิ่งใหญ่ตระการตา
ดูงดงามราวกับอยู่ในความฝัน
"เห็นหรือไม่!" ปรมาจารย์ฉงหยางชี้มือไปเบื้องหน้า "ยอดเขาที่สูงที่สุดนั่นแหละ คือยอดเขาหลักของนิกายปิงจี๋!"
เฮ่อผิงเซิงมองตามทิศทางที่แสงอาทิตย์สาดส่อง เบื้องหน้าคือภาพของภูเขาหิมะขาวโพลนกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา
ท่ามกลางภูเขาหิมะอันกว้างใหญ่ ยอดเขานับพันตั้งตระหง่านเรียงราย
มีอยู่ยอดเขาหนึ่งที่สูงตระหง่านกว่าใครเพื่อน บนยอดเขานั้นมีไอหมอกลอยล่องปกคลุม ต้นไม้วิญญาณห้าสีเติบโตงอกงาม สีสันสดใสสะดุดตา
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าที่นั่นคือนิกายปิงจี๋อย่างแน่นอน
นิกายเซียนปิงจี๋ คือสำนักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพันธมิตรเต้าเสวียน
"นิกายเซียนปิงจี๋!" ปรมาจารย์ฉงหยางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ผู้อาวุโสสูงสุดของพวกเขา ก็มีระดับพลังอยู่ในขั้นหยวนอิงเช่นเดียวกับสำนักของเรา แต่ทว่า สำนักไท่ซวีของเรามีผู้อาวุโสขั้นหยวนอิงเพียงท่านเดียว ในขณะที่นิกายเซียนปิงจี๋กลับมีผู้บำเพ็ญเพียรขั้นหยวนอิงถึงสามท่าน!"
"ดังนั้น นี่จึงเป็นสำนักที่พวกเราไม่สมควรไปล่วงเกิน!"
"เฮ่อผิงเซิง เจ้าจงจำคำของข้าไว้ให้ดีล่ะ!"
"หากสู้ไม่ได้ ก็ต้องฝืนสู้จนถึงที่สุด ขอเพียงแค่ไม่แพ้จนน่าเกลียด ก็ถือว่าสำนักไท่ซวีของเราไม่เสียหน้าแล้ว!"
"เพราะยังไงเสีย เขาก็เป็นถึงอัจฉริยะ ส่วนเจ้าก็เป็นแค่คนธรรมดา!"
เฮ่อผิงเซิงถึงกับพูดไม่ออก
แต่ปรมาจารย์ฉงหยางไม่ได้สนใจความรู้สึกของเขาเลยแม้แต่น้อย ท่านยังคงกล่าวต่อไปว่า "แต่ว่า... หากเจ้ามีฝีมือเหนือกว่า ก็ห้ามสังหารเขาเด็ดขาด หรือแม้แต่จะทำให้เขาบาดเจ็บสาหัสก็ไม่ได้เช่นกัน!"
"จำเอาไว้ให้ดี..."
"ถ้าเจ้าฆ่าเขา สำนักไท่ซวีของเราจะต้องเผชิญกับหายนะไม่รู้จบ!"
"ถ้าเจ้าทำร้ายเขาบาดเจ็บสาหัส พวกเราก็รับผิดชอบไม่ไหวหรอก เพราะเขาคือไข่มุกเม็ดงามของนิกายปิงจี๋เชียวนะ!"
"ผู้อาวุโสขั้นหยวนอิงสามท่านของนิกายเซียนปิงจี๋ สองในสามท่านมีแซ่เซียว!"
ใบหน้าของเฮ่อผิงเซิงขมขื่นเต็มทน
นี่มันภารกิจสุดหินชัดๆ
จะแพ้ให้ยับเยินก็ไม่ได้ จะชนะให้สะใจก็ไม่ได้
แถมยังทำให้บาดเจ็บสาหัสไม่ได้อีก!
นี่มัน...
"จำใส่ใจไว้แล้วใช่ไหม?" ผู้อาวุโสฉงหยางกล่าวย้ำอีกประโยค
เฮ่อผิงเซิงตอบรับ "ศิษย์จำได้ขึ้นใจแล้วขอรับ!"
"จำได้ก็ดี!"
ปรมาจารย์ฉงหยางไม่พูดพร่ำทำเพลงอีกต่อไป ท่านบังคับเรือเหาะมุ่งหน้าตรงไปเรื่อยๆ
ผ่านไปสิบกว่าอึดใจ เรือเหาะก็ร่อนลงจอดบนยอดเขาที่สูงที่สุดแห่งนั้น
เมื่อครู่มองจากที่ไกลๆ ยอดเขานี้แหลมคมราวกับกระบี่ แต่พอได้มายืนอยู่ข้างบน กลับรู้สึกราบเรียบราวกับยืนอยู่บนพื้นราบ
เห็นได้ชัดว่ายอดเขานี้นอกจากจะสูงลิ่วแล้ว ยังมีขนาดใหญ่โตมโหฬารอีกด้วย
"ผู้อาวุโสฉงหยางแห่งสำนักไท่ซวีมาถึงแล้ว..."
สิ้นเสียงร้องประกาศ เฮ่อผิงเซิงและฉงหยางก็ถูกเชิญให้เข้าไปยังลานกว้างขนาดใหญ่
จะเรียกว่าลานกว้างก็คงไม่ถูกนัก น่าจะเรียกว่าสวนดอกไม้เสียมากกว่า
เพราะบริเวณรอบๆ ลานแห่งนี้ เต็มไปด้วยดอกไม้และสมุนไพรวิญญาณนานาพันธุ์ปลูกประดับไว้มากมาย
ดอกไม้กำลังเบ่งบานชูช่อ สายลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชยอ่อนๆ ให้ความรู้สึกอบอุ่นจนลืมไปเลยว่ากำลังยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งหิมะอันเหน็บหนาว
ช่างเป็นสถานที่ที่วิเศษจริงๆ
นิกายปิงจี๋ ดินแดนแห่งความสุขที่ซ่อนเร้น
เฮ่อผิงเซิงทอดถอนใจขณะเดินเข้าไปในลานกว้าง บริเวณกึ่งกลางของลานนั้น มีค่ายกลขนาดใหญ่มหึมาตั้งอยู่
ม่านแสงของค่ายกลแผ่ขยายออก กินพื้นที่กว้างขวางราวร้อยจ้าง ไม่ต้องเดาก็รู้ว่า พื้นที่ภายในค่ายกลนั่นแหละคือเวทีประลอง
ที่ริมค่ายกล มีผู้คนนั่งรออยู่ก่อนแล้วเป็นจำนวนมาก
เมื่อมองจากที่ไกลๆ เฮ่อผิงเซิงก็เห็นเฉียวฮุ่ยจูรวมอยู่ในนั้นด้วย
พรึ่บ...
เมื่อเห็นเฮ่อผิงเซิงและปรมาจารย์ฉงหยางปรากฏตัวขึ้น สายตาของแทบทุกคนก็จดจ้องมาที่พวกเขาทันที
ไม่ได้มีแค่เฉียวฮุ่ยจูเท่านั้น แต่ยังมีผู้บำเพ็ญเพียรในชุดเครื่องแบบของสำนักอื่นๆ นั่งรวมอยู่ด้วย
ดูเหมือนว่า นิกายปิงจี๋จะมั่นใจในตัวเองมาก ถึงได้เชิญผู้คนมากมายมาร่วมเป็นสักขีพยานในงานนี้!
"ฮ่าๆๆ..." ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีแดงสดหัวเราะเสียงดังลั่น "สหายเต๋าฉงหยาง รอแล้วรอเล่า ในที่สุดพวกท่านก็มาเสียที!"
"รีบเข้ามาเร็วเข้า ในเมื่อคนมาครบแล้ว พวกเราจะได้เริ่มงานกันเสียที!"
จากนั้น เฮ่อผิงเซิงก็รู้สึกเหมือนถูกใบมีดนับไม่ถ้วนกรีดกรายลงบนร่าง สัมผัสเทวะอันเย็นยะเยือกหลายสายกวาดสำรวจไปทั่วตัวเขา
"เฮ้ย... เจ้าเด็กนี่บรรลุถึงขั้นรวบรวมลมปราณระดับสิบแล้วจริงๆ ด้วย!"
"ถึงระดับสิบแล้วจริงๆ แฮะ!"
"ได้ยินมาว่าเขาเป็นผู้มีรากวิญญาณเบญจธาตุ ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า?"
"สามารถทะลวงด่านได้ถึงสองระดับภายในเวลาสามปี ดูท่าทางครั้งนี้สำนักไท่ซวีคงจะทุ่มทุนสร้างไม่เบาเลยนะ!"
"ใช่แล้วล่ะ พวกเขาคงไม่อยากพ่ายแพ้อย่างน่าเกลียดเกินไปนัก!"
เฮ่อผิงเซิงยังไม่ทันได้นั่งลง ก็ได้ยินเสียงพูดคุยซุบซิบดังระงมมาจากรอบทิศ
"ผิงเซิง... มานั่งตรงนี้สิ!" เฉียวฮุ่ยจูลุกขึ้นยืนอย่างกระตือรือร้น นางดึงมือเฮ่อผิงเซิงให้นั่งลงเคียงข้างนาง
การกระทำนี้ทำเอาเหล่าชายหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ทั้งหลายที่นั่งอยู่รอบๆ ถึงกับเลือดขึ้นหน้าด้วยความโกรธแค้น
"มีดีอะไรหนักหนา?"
"เจ้านั่นหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่จะตายไป ทำไมศิษย์พี่เฉียวถึงไปถูกตาต้องใจมันได้นะ?"
"ได้ยินมาว่าพรสวรรค์ของเขาก็ดาดๆ ข้าก็นึกว่าจะมีดีที่หน้าตาเสียอีก ที่แท้ก็หน้าตาจืดชืดไร้ราศีพอๆ กันเลยนี่หว่า!"
"หึหึหึ... ปล่อยให้มันได้ใจไปเถอะ ตอนนี้ยิ่งได้ใจมากเท่าไหร่ เดี๋ยวตอนศิษย์พี่เซียวซ้อมมัน มันก็ยิ่งโดนหนักเท่านั้นแหละ!"
(จบแล้ว)